‘วราวุธ’ ยันกระทรวงอุตสาหกรรมแก้กฎหมายอุดช่องปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์
‘วราวุธ’ ยันกระทรวงอุตสาหกรรมแก้กฎหมายอุดช่องปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ ชี้เพิ่มบทลงโทษเข้มข้นแก้ปัญหาสำแดงเท็จได้ เผย คิกออฟส่งทีมเฉพาะกิจปูพรมตรวจสอบโรงงานกลุ่มเสี่ยงประเภท 105, 106 ระบุใน 1 สัปดาห์คืบหน้าแน่
วันนี้ (31 ต.ค. 69) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงการจัดการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ว่าคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่มี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ได้กำหนดกลไกและกรอบแนวทางการดำเนินงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรม โดยจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ 3 ทีมเพื่อขับเคลื่อนการทำงานอย่างบูรณาการ ประกอบด้วย
1.ทีมปราบปรามและกวาดล้าง ได้แก่ ชุดที่ 1 นำโดยกระทรวงอุตสาหกรรมลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงรุกในโรงงานกลุ่มเสี่ยงลำดับที่ 105 และ 106 ชุดที่ 2 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลงพื้นที่ติดตามและแก้ไขปัญหาตามข้อร้องเรียนของประชาชน
2.ทีมกำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้าส่งออก นำโดยกรมศุลกากรและกรมการค้าระหว่างประเทศตรวจสอบการนำเข้า-ส่งออกพร้อมทั้งกำหนดมาตรการและหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องและ
3.ทีมยกระดับมาตรการทางกฎหมาย ดำเนินการยกระดับความเข้มของกฎหมายและเพิ่มอัตราโทษให้มีความเด็ดขาดเพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ ทั้งนี้คณะกรรมการฯ จะเสนอข้อมูลรายงานต่อนายกรัฐมนตรีต่อไป
นายวราวุธกล่าวว่าสำหรับโรงงานที่กระทำความผิดที่ผ่านมาหลายพื้นที่ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ดำเนินการตาม พ.ร.บ.โรงงาน มาตรา 37 และ 39 และฟ้องร้องทางแพ่งรวมถึงจะดำเนินการให้เป็นคดีอาญาด้วยและในอนาคตจะทำให้เป็นคดีการเงิน โดยร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อเพิ่มความผิดด้านสิ่งแวดล้อมเป็นความผิดมูลฐานและขณะนี้อยู่ระหว่างแก้ไข พ.ร.บ.โรงงานเพื่อเพิ่มโทษการลงโทษมีความเข้มข้นขึ้น
นายวราวุธกล่าวว่าปัจจุบันโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 มีอยู่ 3,049 แห่งในจำนวนนี้มี 1,500 กว่าแห่งอยู่ใน 5 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรีและสมุทรปราการ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้ตั้งทีมเฉพาะกิจลงไปในพื้นที่ 5 จังหวัดดังกล่าว แต่ละทีมจะมีเจ้าหน้าที่จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมจังหวัด ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด ฝ่ายปกครอง ทหารและตำรวจในการเข้าไปตรวจทุกโรงงาน โดยจะเริ่มคิกออฟวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้โดยจะมีการลงพื้นที่ตรวจต่อเนื่องและภายใน 1 สัปดาห์จะเห็นความคืบหน้าว่าโรงงานใดดำเนินการตามเงื่อนไขหรือไม่ โดยจะมีการตรวจสอบในพื้นที่เสี่ยงสูงและที่ได้รับเรื่องร้องเรียนรวมถึงกรณีมีการสั่งให้แก้ไขไปแล้วก่อนหน้านี้แต่ไม่ดำเนินการ ซึ่งที่ผ่านมามักมีการขอขยายเวลาแก้ไขตนให้แนวทางไปว่าต่อจากนี้จะไม่มีการผ่อนปรน หากไม่สามารถดำเนินการแก้ไขได้ก็ปิดโรงงาน นอกจากนี้หากพบว่าโรงงานใดเข้าข่ายนอมินีก็จะเร่งตรวจสอบ
นายวราวุธกล่าวอีกว่าตั้งแต่ปี 2563 เราได้ห้ามนำเข้าซากขยะอิเล็กทรอนิกส์แต่ที่ผ่านมามีการลักลอบนำเข้ามาประกอบกับช่วงหลังมีประเด็นปัญหาเวลานำซากรถยนต์บดอัดก้อนเข้ามาซึ่งจะมีสายไฟและอื่น ๆ เป็นส่วนประกอบด้วยทำให้ผิดกฎหมายทั้งก้อน จึงจะต้องมาพิจารณาว่าจะอนุญาตให้มีการปนเปื้อนได้กี่เปอร์เซ็นต์ตามมาตรฐานสากล โดยคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์และเศษโลหะจะต้องไปดูรายละเอียดโดยจะได้รับคำตอบเร็ว ๆ นี้ ส่วนกรณีการใช้เศษเหล็กในประเทศไทยเพื่อมาเป็นส่วนประกอบนั้นหากประเทศไทยสั่งห้ามนำเข้าเศษเหล็กอาจเป็นเรื่องดีกับหลายประเทศในยุโรปที่ไม่อยากส่งออกอยู่แล้วแต่ประเทศไทยยังมีความจำเป็นต้องนำเข้าเพื่อมาใช้เป็นวัตถุดิบอยู่ ขณะเดียวกันกรมควบคุมมลพิษให้ข้อมูลว่าเหล็กบางชนิดรีไซเคิลน้อยแต่ส่งออกจำนวนมากซึ่งจะต้องมาตรวจสอบกันอย่างละเอียดถึงเวลาที่จะต้องมากวาดบ้านจริงจัง
นายวราวุธกล่าวว่าสำหรับแนวทางติดตามตั้งแต่สินค้าตั้งแต่ต้นทางนั้นที่ผ่านมาอาจมีปัญหาเรื่องการเชื่อมต่อระหว่างหน่วยงานในเรื่องข้อมูลโดยจะมีการหารือกับอธิบดีกรมศุลกากรและกระทรวงพาณิชย์ต่อไป ส่วนกรณีการสำแดงเท็จนั้นหากต้องการให้ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ต้องตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ทุกตู้แต่ตนเห็นว่าการปรับกฎหมายให้มีบทลงโทษเข้มข้นขึ้นและการแก้ไขให้โรงงานสั่งวัตถุดิบโดยตรงจะทำให้สามารถตรวจสอบต้นทางได้ซึ่งจะช่วยลดโอกาสสำแดงเท็จได้
เมื่อถามว่าการตรวจสอบจะกระทบโรงงานที่มองว่าตัวเองไม่อยู่ในข่ายตรวจสอบแต่ต้องหยุดกิจการชั่วคราวจะกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานหรือไม่ นายวราวุธกล่าวว่าหากโรงงานดำเนินการไม่ถูกต้องให้ดำเนินการให้ถูกต้อง หากจะกระทบห่วงโซ่อุปทานก็ต้องมาพิจารณากันแต่ไม่ใช่ข้ออ้างไม่ทำตามกฎหมาย ส่วนกรณีบางโรงงานได้ขออนุญาตดำเนินการกิจกรรมหลายประเภทนั้นตนจะพิจารณาดูว่าได้ดำเนินการตรงกับที่ขออนุญาตหรือไม่หากไม่ตรงอาจจะดำเนินการยึดใบอนุญาตได้จึงขอฝากให้ดำเนินการให้ถูกต้อง โดยขณะนี้ยังได้ประสานกับตำรวจให้เป็นหูเป็นตาด้วย
เมื่อถามว่าในมาตรา 21 พ.ร.บ.โรงงานที่เปิดโอกาสให้มีการเช่าซื้อใบอนุญาตได้จะเป็นช่องว่างให้ทุนจีนเข้ามาซื้อและประกอบกิจการโดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือไม่ นายวราวุธกล่าวว่าตนได้ให้อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมไปแก้ไขมาตราดังกล่าวด้วยเพราะไม่สมเหตุสมผลและหากเป็นไปได้ให้ยกเลิกขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนแก้ไข
เมื่อถามย้ำว่ารวมไปถึงช่องโหว่เรื่องการต่อใบอนุญาตทุก 5 ปีด้วยหรือไม่ นายวราวุธกล่าวว่าการต่อใบอนุญาตบางครั้งต่างชาติมองว่าสั้นเกินไปหรือไม่และเมื่อครบ 5 ปีจะได้ต่อใบอนุญาตหรือไม่โดยจะต้องหารือกับหลาย ๆ ฝ่ายเช่นสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
นายวราวุธยังกล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการเอาผิดโรงงานที่กระทำความผิดและการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบว่าเบื้องต้นทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินการกับผู้ประกอบการบางรายที่พบการกระทำความผิดแล้วอย่างเช่นกรณี จ.ปราจีนบุรีที่มีคราบน้ำไหลออกมาซึ่งจะต้องได้มีการหารือถึงมาตรการเยียวยาเกษตรกรภายหลังน้ำลดไปแล้วแต่ในกรณีที่พบของกลางไม่สามารถตรวจสอบว่าเป็นของใครทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมจะต้องใช้งบประมาณของกรม หากงบประมาณไม่เพียงพอจะต้องของบกลางมาช่วย ความเสียหายต่าง ๆ หากเราสามารถตรวจพบว่าใครเป็นผู้กระทำความผิดตัวผู้กระทำความผิดจะต้องรับผิดชอบความเสียหาย ส่วนจะต้องรับความรับผิดชอบความเสียหายเท่าใดนั้นจะต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นระหว่างบริษัท จังหวัดและประชาชนที่ได้รับความเสียหาย














