‘วีระยุทธ’ ซัดรัฐบาลภูมิใจไทย ทำนโยบาย FOMO กลัวตกเทรนด์
‘วีระยุทธ’ ซัดรัฐบาลภูมิใจไทย ทำนโยบาย FOMO กลัวตกเทรนด์เกาะทุกเทคโนโลยีใหม่ หน้าใหญ่จัดงบติดแกลม แต่ไม่เคยทํา GDP ให้ถึงครึ่งตามเป้า
วันนี้ (29 มิ.ย. 69) นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ถึงความกังวลภาคอุตสาหกรรมและการผลิตของไทย ซึ่งควรจะเป็นฐานสําคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ กลับถูกทิ้งขว้างเพราะรัฐบาลชุดนี้
การที่รัฐบาลเคยประกาศว่าจะพาประเทศไทยเป็นประเทศร่ํารวย ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปีข้างหน้า ซึ่งดูเหมือน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และทีมงานจะยังไม่ได้คิดรายละเอียดการนําไปสู่เป้าหมายว่าจะต้องทําให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวปีละเท่าไหร่ ซึ่งคําตอบคือจีดีพีไทยต้องโตปีละ 5.8%
ข้อมูลที่ผ่านมา รัฐบาลอนุทิน ทีมเศรษฐกิจชุดเดิม เพิ่มเติมที่ปรึกษาบางท่าน ยังไม่เคยทําได้ถึงครึ่งหนึ่งกับเป้าหมายที่ตัวเองได้ประกาศไว้เลย รัฐบาลจะมาคิดในกรอบคนละครึ่งไม่ได้ ถ้าท่านคิดว่าขอทําแค่ 40% แล้วให้ธนาคารโลกมาเติมให้อีก 60% มันไม่ได้ นี่คือกรอบสากล ไม่ใช่เกมการเมืองในประเทศ ท่านต้องคิดใหม่ มิฉะนั้นจะกลายเป็นการพูดลอย ๆ พูดเรื่อยเปื่อย ตั้งเป้าให้ไกล ๆ เอาไว้ แต่ขาดเจตจำนง และความรับผิดชอบในการทําให้เกิดขึ้นจริง
แม้ตนเองจะเห็นด้วยว่าเป้าหมายการทําให้ประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูง เป็นเป้าหมายที่ดีต่อประเทศ แต่ถ้ารัฐบาลยังทํานโยบายแบบนี้ ก็ยากจริง ๆ ที่จะไปถึงฝั่งฝัน รัฐบาลภูมิใจไทยทํานโยบายแบบ FOMO (Fear of Missing Out) กลัวตกกระแส กลัวตกเทรนด์ แล้วจัดงบประมาณแบบติดแกลม หน้าใหญ่ใช้เงินซื้อรถแต่ไม่สร้างอุตสาหกรรมในประเทศ ชอบว่าแต่ Gen Z รัฐบาลตัวดีเลย
นายวีระยุทธยังเปรียบเทียบกับประเทศเกาหลีใต้ว่าถ้าท่านใดเกิดทันปี พ.ศ. 2510 นับว่าโชคดี เพราะเป็นปีสุดท้ายที่คนไทยยังรวยกว่าคนเกาหลีใต้โดยเฉลี่ย โชคร้ายคือหลังจากนั้น เกาหลีใต้แซงไทยไปไม่เห็นฝุ่น ขณะที่ไทยเราติดกับดักรายได้ปานกลางมากกว่าครึ่งศตวรรษหรือ 50 ปี เพราะเขาไม่หยุดพัฒนาตัวเอง โดยเกิดจากการผลักดันและกดดันจากตัวรัฐบาลเกาหลีใต้เอง เพื่อทําให้บริษัทในประเทศตัวเองเก่งขึ้น เพื่อแข่งกับโลก ต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ได้วิ่งตามกระแส ทําตัวตนให้เก่งขึ้นเรื่อย ๆ
ตรงข้ามกับรัฐบาลไทย ซึ่งทํานโยบายด้วยแรงขับแบบ FOMO กลัวตกเทรนด์ กลัวตกกระแส อะไรที่ชื่อใหม่ เราต้องวิ่งตามเขาให้ทัน กลัวตกขบวน ยอมลดแลกแจกแถมทุกอย่าง เพื่อให้ขบวนรถเทคโนโลยีวิ่งผ่านหน้าบ้านเรา แล้วสุดท้ายเราได้ขึ้นที่ไหนบ้าง เราเคยจริงจังกับอะไรบ้าง สุดท้ายได้ขึ้นไปกําหนดทิศทางของขบวนรถไฟไหนบ้าง กลัวตกกระแสจนไม่กล้าเข้าไปต่อรองอะไรเลย ทิ้งของเก่ากระโจนไปหาของใหม่
ในทศวรรษ 2520 เราเคยมีแบรนด์ยี่ห้ออิเล็กทรอนิกส์ของเราเองที่เคยสู้กับญี่ปุ่นได้ อย่างธานินทร์ ตามหลังแค่โซนี่ และพานาโซนิค เมื่อเจอวิกฤตมาขอเงินกู้ดอกเบี้ยต่ําจากรัฐบาล แต่รัฐบาลไม่ช่วย ไม่ใช่ว่าไม่มีเงิน แต่รัฐบาลเวลานั้นเลือกช่วยทุนที่ใกล้ชิดกว่า ไม่ช่วยทุนที่แข่งขันได้ หรือการที่เราเคยส่งออกกุ้งเป็นอันดับ 1 ของโลก เมื่อเกิดโรคระบาด รัฐบาลก็ไม่เคยช่วยลงไปแก้ ให้แต่เงินช่วยเหลือเฉพาะหน้า ไม่มีใครลงไปแก้ไขปัญหาเรื่องความสามารถในการแข่งขัน เพื่อหวังกลับมาสู้กับโลกให้ได้อีกเลย นี่คือวิธีทํานโยบายแบบไทย และรายล่าสุดที่กําลังจะถูกฮาวทูทิ้งในตอนนี้คืออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กระโดดเกาะกระแส EV ใช้เงินซื้อรถ แต่ไม่สร้างอุตสาหกรรม
ทุกคนในรัฐบาลพูดแต่คําว่าเครื่องยนต์ในเศรษฐกิจไทย แต่ที่น่าแปลกคือระหว่างที่ทุกคนพูด กลับไม่มีใครสนใจ ทั้งที่มูลค่าถึง 10% ต่อจีดีพีไทย มีการจ้างงานกว่า 6 แสนคน รวมไปถึงดีลเลอร์ และบริการหลังการขาย เป็นอุตสาหกรรมที่คนกําลังเสี่ยงตกงานในเวลาไม่ช้า เนื่องจากมีความปั่นป่วนมาตั้งแต่ปี 67 แต่ไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาลเลย
ก่อนหน้านี้มีการจัดตั้งบอร์ด EV ขึ้นมา มีมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ รัฐไทยเคยให้เงินอุดหนุนค่ายรถสูงสุดถึงคันละ 1.5 แสนบาท จนปัจจุบันเราใช้ไปแล้วกว่า 21,000 ล้านบาท และคงจะยังเพิ่มขึ้นอีก รวมถึงยังมีการสูญเสียรายได้ในด้านอื่น ๆ อย่างการเว้นอากรขาเข้าปีละ 13,000 ล้านบาท คําถามคือเราได้อะไร
นายวีระยุทธยังกล่าวถึงเรื่องการผลิตชดเชยที่มีความน่ากังวลถึง 3 ข้อคือ
1.ยอดผลิตบางส่วนจะไม่มีวันเกิดขึ้นแล้ว
2.ครึ่งปี 69 ผลิตได้แค่ 13% ของเป้าหมายทั้งปี และ
3.ซัพพลายเชน EV ไม่เชื่อมโยงกับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย คงต้องตั้งคําถามเสียงดัง ๆ ว่าเราใช้เงินอุดหนุนไป โรงงานเรา วิศวกรเรา เก่งขึ้นหรือไม่ ได้จํานวนผู้ผลิตยานยนต์ และขายชิ้นส่วนยานยนต์เพิ่มขึ้นหรือไม่ ซึ่งคําตอบทั้งหมดค่อนไปทางไม่ หากเราใช้เงินแบบนี้ต่อไป จะเกิดอะไรขึ้น
ปี 70 นี้มีการใช้งบยานยนต์ไปเกือบ 4,000 ล้านบาท แต่ 90% นั้นเป็นเงินที่ใช้ในการอุดหนุน เหลือเพียงไม่กี่ร้อยล้านที่จะใช้ด้านซัพพลาย และช่วยพัฒนาคน การจัดงบสะท้อนวิสัยทัศน์ผู้นํา ทีมเศรษฐกิจ และรัฐบาลชุดนี้ว่าท่านต้องการใช้เงินสร้างอะไรให้กับประเทศไทย เพราะกลายเป็นว่าเราใช้เงินกับการซื้อรถ EV เป็นหลัก ซึ่งการไม่เชื่อมโยงระหว่างยานยนต์ไทย และยานยนต์ใหม่ที่เข้ามา เพราะรัฐบาลไม่เคยตอบคําถามได้เลยว่าเราต้องการพัฒนาคนกี่คน และทักษะในบ้าน นี่เป็นเรื่องการเมืองที่เกิดจากการแบ่งงานตามโควตารัฐมนตรี ไม่ได้มาจากการที่มีวาระนํา ทั้งที่ปี 69 มีหลายโครงการที่ช่วยพัฒนาทักษะแรงงาน แต่สามารถเทรนได้แค่วันละ 5 คนเท่านั้น แล้วอุตสาหกรรมไทยจะไปได้ไกลแค่ไหน ถ้ามีงบเท่านี้ และในปี 70 โครงการที่ดีเหล่านั้นกลับถูกตัดงบเทรนคนลดลงอีก 9% แล้วจะเหลือเทรนคนได้กี่วัน รัฐบาลอยากยกระดับอุตสาหกรรมนี้จริงหรือไม่ ส่วนโครงการใต้กระทรวงอุตสาหกรรมในการอบรมที่สถานประกอบการ แม้ว่าจะเป็นโครงการที่ดี แต่เป้าหมาย 5 ปีสามารถอบรมได้เพียง 1,034 คนเท่านั้น
“ต้องถามเสียงดัง ๆ ว่าคุณใช้เงินแบบหน้าใหญ่ อัดเงินช่วยเหลือค่ายานยนต์ พอมาถึงคนไทยด้วยกันเอง ที่จะพัฒนาแรงงาน เหลืองบประมาณเพียงเท่านี้ แล้วการจัดงบประมาณแบบนี้ จะสร้างอุตสาหกรรมใหม่ได้แค่ไหน จะพัฒนาทักษะไทยไปแข่งกับทักษะโลกได้แค่ไหน ดังนั้น ต้องปรับทิศทางความคิดเสียใหม่ ในการทํานโยบายอุตสาหกรรมของประเทศ ประเทศไทยไม่ได้ขาดเงินลงทุน แต่เราขาดยุทธศาสตร์ ขาดคนที่คิดละเอียด เข้าใจภาคการผลิตว่านี่คือรากฐานของขีดความสามารถในการแข่งขัน เป็นฐานสําคัญของการจ้างงานคนในประเทศ และเป็นแหล่งการพัฒนาเทคโนโลยี” นายวีระยุทธกล่าว
นายวีระยุทธยังมีข้อเสนออีก 4 ข้อ คือ
1.บอร์ด EV ที่ต้องกลับมาประชุมได้แล้ว และเปลี่ยนเป็นบอร์ดยานยนต์แห่งอนาคต เพื่อคิดตลอดสายซัพพลายเชน
2.รัฐต้องเปลี่ยนวิธีการ จากใช้เงินอุดหนุนดีมานด์ หันกลับมาใช้ซัพพลาย
3.ต้องช่วยเพิ่มโอกาสให้กับผู้ผลิตชิ้นส่วนทางยานยนต์ไทย เชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมแห่งการเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะเครื่องมือแพทย์ และ
4.ปี 70 นี้ ที่มาตรการ EV 3.5 กำลังจะหมดลง ค่ายรถต่าง ๆ จะหมดเงื่อนไข เกิดการปล่อยผีกันครั้งใหญ่ ซึ่งทําให้กังวลว่าจะเกิดสถานการณ์นําเข้าทดแทนการผลิต
ดังนั้น รัฐบาลต้องปรับโครงสร้างภาษีศุลกากร ให้เอื้อต่อการสนับสนุนภายในประเทศเกิดขึ้นได้
ถ้าจะเปลี่ยนยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมประเภทนี้ ให้อุตสาหกรรมสมัยใหม่เกิดขึ้นได้จริง จําเป็นจะต้องเปลี่ยนวิธีคิด คือเลิกกลัวตกเทรนด์ ตกกระแส จัดงบให้สมดุล ระหว่างดีมานด์ ซัพพลาย โครงสร้าง และเอาวาระนําเหนือการเมือง ถ้าเอาการเมืองแบ่งตามโควตากระทรวงแบบนี้ ไม่มีวาระ เราไม่เห็นตัวเลข ถ้าไม่เปลี่ยน น่ากังวล ถ้าท่าน FOMO ยังมีอุตสาหกรรมใหม่ รอให้ท่านกระโดดเข้าไปเกาะ AI Quantum โดยไม่ได้คิดเลยว่า จะยกระดับอุตสาหกรรมที่มีอยู่อย่างไร













