POLITICS

‘ชยพล’ ชี้ปัญหาชายแดนใต้ สุดท้ายจบที่โต๊ะผู้บริหาร ขอกองทัพเลิกเบี่ยงประเด็น

‘ชยพล’ ชี้ปัญหาชายแดนใต้ สุดท้ายจบที่โต๊ะผู้บริหาร ขอกองทัพเลิกเบี่ยงประเด็น-หลบหลัง เจ้าหน้าที่ หยุดก้าวก่ายหน้าที่สภาฯ หวังนายกฯ-รมว.กลาโหม คุมส่วนราชการอย่างมีทิศทาง ไม่ใช่ปล่อยให้เขาคลำทางเอง

นายชยพล สท้อนดี สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงสถานการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า ข้อน่ากังวลของจุดยืนกองทัพต่อสถานการณ์การระเบิด 51 จุดในภาคใต้ จากข่าวที่ทุกท่านได้ทราบกันถึงเหตุการณ์การก่อความไม่สงบในภาคใต้กว่า 51 จุด ที่กองทัพบกได้ออกมาชี้แจงโดยโฆษกของกองทัพ ว่าเป็นการหวังผลทางจิตวิทยา ต้องเพิ่มประสิทธิภาพการข่าว งานการข่าวไม่ได้บกพร่อง และมีแต่ข้อมูลบิดเบือนจากฝ่ายการเมือง เป็นการตอบที่ไม่ตรงจุดที่สังคมยังมีคำถามอยู่ในใจ

21 ปี กับงบกว่า 7 แสนล้าน คนไทยและสภาผู้แทนราษฎรมีสิทธิ์ในการตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนใต้ งบประมาณที่มอบให้แต่ละปีกับ กระทรวงกลาโหม และ กอ.รมน. ลงทุนไปกับบุคลากร ยุทโธปกรณ์ งานข่าว และงานเครือข่าย ยังไม่นับถึงความเสี่ยงภัยต่อเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนความหวาดระแวงกับการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ที่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้สักที

จากการพูดคุยกับประชาคมข่าวกรองตลอดมา ผมมั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทุกภาคส่วนพยายามทำงานอย่างเต็มที่เพื่อรวบรวมข้อมูลข่าวสารตามภารกิจ แต่สุดท้ายแล้วข้อมูลทุกอย่างก็จะจบที่โต๊ะของผู้บริหารในกระทรวงเพื่อให้ตัดสินใจว่าจะเดินหน้านโยบายทางไหนต่อ จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่จะตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพ และเป็นเรื่องที่ต้องคุยกันให้ชัดว่ากรอบคำถามนี้พุ่งเป้าไปที่ฝ่ายบริหาร ไม่ใช่เจ้าหน้าที่หน้างานที่ก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างหนักอยู่ทุกวัน

ลองจินตนาการภาพไปด้วยกัน ว่าต้องใช้คนก่อเหตุมากขนาดไหนถึงสามารถสร้างสถานการณ์ได้ 51 จุดพร้อมกัน ให้อย่างน้อยจุดละ 3 คนก็มีคนร่วมก่อเหตุมากกว่า 150 คนแล้ว เป็นไปไม่ได้ว่าเจ้าหน้าที่ข่าวกรองจะไม่ทราบเรื่องมาก่อน และจากที่โฆษกกองทัพบกตอบเป็นนัยว่าทราบอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะก่อเหตุวันไหน ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหาประสิทธิภาพการประเมินข่าวที่ได้รับว่าข่าวไหนมีน้ำหนักหรือไม่ และยิ่งตอกย้ำปัญหาของการไม่ตัดสินใจจัดการกับกลุ่มก่อเหตุตั้งแต่ทราบข่าวว่ามีความต้องการจะก่อเหตุ

การที่กระทรวงกลาโหมแถลงข่าวโดยไม่พูดถึงยุทธศาสตร์ที่บกพร่อง เบี่ยงประเด็นไปเรื่องการลดทอนกำลังใจเจ้าหน้าที่จากการตั้งคำถามที่สำคัญ เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่งว่าสุดท้ายแล้วเราจะสามารถคืนความสงบ และรักษาไว้ซึ่งสังคมพหุวัฒนธรรมภายใต้ความเป็นคนไทยเหมือนกันได้หรือไม่

หนึ่งในคำถามที่ถูกตั้งเสมอมาคือการเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการใช้ทหารนำเป็นพลเรือนนำ ทำงานทางความคิด ยอมรับความแตกต่างทางความเชื่อเพื่อแสวงหาจุดร่วมภายใต้กรอบกฏหมายของประเทศ และยังคงเดินหน้างานข่าวกรองต่อเพื่อป้องกันกลุ่มผู้ไม่หวังดีพยายามสร้างสถานการณ์โดยอาศัยความโกรธ ความกลัว ความเกลียดชัง ด้วยการสร้างความต่างและระยะห่างระหว่างพวกเขาและพวกเรา ซึ่งยิ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องลดระยะห่างทางความเข้าใจไม่ให้เกิดช่องว่างให้ใครฉวยโอกาสในการสร้างความไม่สงบอีก

ทั้งนี้ ผมหวังว่ากองทัพจะเลิกเบี่ยงประเด็นไปนอกเหนือจากคำถามที่ควรต้องตอบ ไม่ก้าวก่ายหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรที่ต้องตั้งคำถามถึงการบริหารราชการและความคุ้มค่าของงบประมาณ ไม่หลบหลังเจ้าหน้าที่ที่ก็ลำบากและเสี่ยงภัยจากการกำหนดนโยบายที่ไม่ตรงโจทย์ของฝ่ายบริหาร และหวังว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ นายกรัฐมนตรี จะทำหน้าที่ฝ่ายบริหารของตัวเองบ้าง เพื่อควบคุมให้ส่วนราชการภายใต้การกำกับของตัวเองได้ทำงานอย่างมีทิศทาง ไม่ใช่ปล่อยให้เขาคลำหาทางกันเองโดยไม่รับผิดชอบทางการเมืองอย่างที่เป็นอยู่

ย้ำคำถามที่ควรต้องตอบ
ไม่รู้เลยไม่ทำ = บกพร่อง
รู้ แต่ก็ยังไม่ทำ = ยิ่งบกพร่อง
ควรหรือยังที่ต้องปรับยุทธศาสตร์
เจ้าหน้าที่หน้างานกำลังเสี่ยงชีวิตโดยไม่มีจุดมุ่งหมาย เพราะความบกพร่องของฝ่ายบริหารหรือไม่

Related Posts

Send this to a friend