อธิบดีกรมการปกครอง แถลงผลงานเด่น ปราบทุจริตสวมสิทธิสัญชาติ ปราบค้ามนุษย์ พนันออนไลน์ สแกมเมอร์
อธิบดีกรมการปกครอง แถลงผลงานเด่น ปราบทุจริตสวมสิทธิสัญชาติ จากปฏิบัติการตัดหมอกเวียงแหง-สลายหมอกเชียงดาว เร่งให้สถานะบุคคลแก้ปัญหาไร้รัฐไร้สัญชาติ ปราบค้ามนุษย์ พนันออนไลน์ สแกมเมอร์ ยาเสพติด และเชิญชวนคนไทยใช้แอป ThalD ยืนยันตัวตนในรูปแบบดิจิทัล
วันนี้ (27 ม.ค. 69) นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง พร้อมด้วยผู้บริหารกรมการปกครอง แถลงข่าว ผลการปฏิบัติงานของกรมการปกครองในช่วงที่ผ่าน โดยมีการตรวจแถวสมาชิกกองร้อยอาสารักษาดินแดน อส. ภารกิจ อ.ส.กู้ภัย ที่ดูแลผู้ประสบสาธารณภัย เช่นน้ำท่วมหาดใหญ่ รถยนต์ปฏิบัติการสื่อสารเคลื่อนที่เร็ว การทำงานของชุดปฏิบัติการพิเศษ DOPA S.W.A.T. นิทรรศการการบริการประชาชนด้านทะเบียนราษฎร และแถลงข่าวภารกิจของกรมการปกครอง
นายนฤชา เปิดเผยว่า ในห้วงที่ผ่านมา กรมการปกครองมุ่งแก้ปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคล ตามมติ คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 อย่างต่อเนื่องโดยมีกลุ่มเป้าหมาย รวม 489,915 ราย แบ่งเป็น
1.กลุ่มบุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน ให้ได้สถานะคนต่างด้าว เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย สามารถขอใบสำคัญถิ่นที่อยู่จำนวน 334,555 ราย โดยลดขั้นตอน กระบวนการ ระยะเวลาการดำเนินการพิจารณา จาก 270 วัน เหลือเพียง 5 วัน ซึ่งขณะนี้ ดำเนินการแล้วเสร็จ จำนวน 94,921 ราย
2.กลุ่มบุตรของบุคคลต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายและเกิดในราชอาณาจักรไทย (ขอสัญชาติ) จำนวน 155,360 ราย โดยลดขั้นตอน กระบวนการ ระยะเวลาการดำเนินการพิจารณา จาก 180 วัน เหลือเพียง 5 วัน ซึ่งขณะนี้ ดำเนินการแล้วเสร็จ 14,888 ราย
นอกจากนี้ กรมการปกครองได้เปิด ปฏิบัติการ “ตัดหมอกเวียงแหง” เมื่อเดือน พ.ย.68 ปราบปราม “ขบวนการทุจริตสวมสิทธิ์/ออกใบสำคัญ ถิ่นที่อยู่ถาวรเท็จ” โดยกรมการปกครองบูรณาการกำลังร่วมกับ 5 หน่วยงาน เปิดปฏิบัติการ “ตัดหมอกเวียงแหง” ปราบปรามขบวนการทุจริตทางทะเบียนราษฎร สวมสิทธิ์/ออกใบสำคัญถิ่นที่อยู่ถาวรเท็จ ให้แก่คนต่างด้าวในพื้นที่ อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีพฤติการณ์เป็นองค์กรอาชญากรรม ข้ามชาติ สามารถจับกุมผู้กระทำความผิด และเจ้าหน้าที่รัฐรวม 12 ราย สำหรับข้าราชการที่กระทำ ความผิดนอกจากจะดำเนินคดีทางอาญาแล้ว ยังดำเนินการทางวินัยขั้นเด็ดขาดด้วย

ต่อมาเมื่อวันที่ 22 ม.ค.69 ได้เปิดปฏิบัติการ “สลายหมอกเชียงดาว” ปราบปรามขบวนการทุจริตทางทะเบียน กรมการปกครอง โดยชุดปฏิบัติการด้านการข่าวและการทะเบียน สืบสวนขยายผลพบความเชื่อมโยงของขบวนการ ทุจริตจากปฏิบัติการ “ตัดหมอกเวียงแหง” จนนำมาสู่การเปิดปฏิบัติการ “สลายหมอกเชียงดาว” จับกุมปลัดอำเภอและเจ้าหน้าที่เทศบาลในพื้นที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ รวม 5 ราย พร้อมตรวจค้น เป้าหมาย ยึดเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตทางทะเบียน รวมถึงพบเอกสารคำขอ จัดทำบัตรบุคคลไม่มีสัญชาติไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 จำนวนมาก โดยได้เดินหน้าตรวจสอบขยายผล ปราบปรามขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ และได้มีคำสั่งให้ปลัดอำเภอทั้ง 2 ราย ออกจากราชการ ไว้ก่อนทันที พร้อมดำเนินคดีทั้งทางอาญา และทางวินัยกับผู้ที่เกี่ยวข้องให้ถึงที่สุด
อธิบดีกรมการปกครอง ยังกล่าวถึงโครงการ ThalD Application เพื่อคนไทยทุกคน: ThalD เป็นแอปพลิเคชันยืนยันตัวตนในรูปแบบ ดิจิทัลของกรมการปกครอง เชื่อมโยงบริการหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน สนับสนุนการให้บริการ ทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Service) ปัจจุบันกรมการปกครองได้พัฒนาระบบพิสูจน์ตัวตนด้วยโบหน้าทาง ดิจิทัล (Face Verification System) ด้วยการเปรียบเทียบข้อมูลภาพใบหน้ากับฐานข้อมูล ทะเบียนประวัติราษฎรของสำนักทะเบียนกลาง ทำให้ประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ประชาชนสามารถรับบริการได้ทุกที่ ทุกเวลา
ปัจจุบัน มีผู้ลงทะเบียนแล้ว 29.79 ล้านคน มีหน่วยงานเชื่อมโยงระบบ แบ่งเป็น ภาครัฐ 464 หน่วยงาน เอกชน 252 หน่วยงาน รวม 716 หน่วยงาน และจะขยายผลต่อไปให้ครอบคลุม ทุกบริการของรัฐ
งานบริการของกรมการปกครองบนแอปพลิเคชัน ThaiD : งานทะเบียนออนไลน์ การแจ้งย้ายที่อยู่ด้วยตนเอง การขอเลขที่บ้าน การคัดสำเนาทะเบียนราษฎร บัตรประจำตัวคนพิการ ใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน (แบบ ป.4) ฯลฯ
ส่วนงานบริการอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกับแอปพลิเคชัน ThalD : การยื่นภาษีออนไลน์ ระบบ Health Link ระบบการขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม ระบบทะเบียนเกษตรกร สมุดสุขภาพ ฯลฯ และมุ่ง ขยายผลเชื่อมโยงบริการอื่นๆ ของภาครัฐและเอกชนให้ครอบคลุมยิ่งขึ้นต่อไป
อธิบดีกรมการปกครอง ด้วยว่า กรมการปกครองจัดตั้ง “ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง (DOPA S.W.ALT)” จำนวน 1 ชุด และ ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองระดับจังหวัด จำนวน 76 ชุด รวม 77 ชุด สนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายและการรักษาความสงบเรียบร้อยทั่วประเทศ ตามอำนาจหน้าที่ของ พนักงานฝ่ายปกครอง ตั้งแต่กระบวนการสืบสวน จับกุม สอบสวน และทำสำนวนคดี เพื่อส่งฟ้องศาล โดยในห้วงที่ผ่านมาดำเนินคดีแล้ว 4,027 คดี แบ่งเป็น คดียาเสพติดจำนวน 3,425 คดี การพนัน จำนวน 69 คดี การค้ามนุษย์ จำนวน 5 คดี ผู้มีอิทธิพลและอื่นๆ จำนวน 236 คดี

นอกจากนี้ปฏิบัติการจับกุมเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร โดยพบเงินหมุนเวียนกว่า 500 ล้านบาท ใน 8 เดือน จับกุมผู้กระทำความผิดทั้งแอดมิน และบัญชีม้า รวม 3 ราย เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจสีเทา และแก๊งสแกมเมอร์
โดยเฉพาะปฏิบัติการ “Rose Garden รุกฆาต เซียนบ้านเอ็ง” วันที่ 13 มกราคม 2569 บุกทลายจับบ่อนลับกลางเมืองนครราชสีมา เปิดกิจการโรงแรมบังหน้า จับกุมนักพนันได้ทั้งสิ้น 85 คน เจ้ามือคนต่างด้าวผิดกฎหมาย 4 คน พร้อมยึดเงินของกลางได้ เป็นเงินสด 833,560 บาท ซิปแทนเงินสด 400,000 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 1,233,560 บาท สืบสวนพบความเชื่อมโยงกับเครือข่ายทุนเทาข้ามชาติ
สำหรับ การปราบปรามยาเสพติด ในห้วง 3 เดือน ที่ผ่านมาจังหวัด อำเภอ ฝ่ายปกครอง ใน 76 จังหวัด และ 878 อำเภอ มุ่งเน้นแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ เพื่อให้ทุกอำเภอเป็น “อำเภอสีขาว ปลอดยาเสพติด” ได้ดำเนินการจับกุมผู้ค้าและขบวนการค้ายาเสพติด ได้ผู้ต้องหา 3,795 ราย ยึดของกลาง ประกอบด้วย 1) ยาบ้า 18,354,167 เม็ด 2) ยาไอซ์ 154.24 กิโลกรัม 3) เคตามีน 5.41 กิโลกรัม เฮโรอีน 1.47 กิโลกรัม และ 5) เอ็กซ์ตาซี 17 กรัม รวมมูลค่า 1,095,345,910 บาท
สำหรับการเปิดปฏิบัติการ “คืนคนดีสู่ครอบครัว ดูแลผู้ป่วยจิตเวช” นำผู้เสพที่กฎหมายให้โอกาสเข้าสู่ กระบวนการบำบัดฟื้นฟู (ผู้เสพคือผู้ป่วย) โดยได้นำผู้เสพ 17,959 ราย ผู้ป่วยจิตเวชจากการใช้ ยาเสพติด 1,293 ราย เข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟู และฟื้นฟูสภาพทางสังคม อย่างเหมาะสม เพื่อคืนคนดีมีคุณภาพสู่สังคม ผ่านกลไกศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคมจังหวัด 76 ศูนย์ อำเภอ 878 ศูนย์ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 5,437 ศูนย์ รวม 6,391 ศูนย์ ทั่วประเทศ และมินิธัญญารักษ์ 340 แห่ง เพื่อให้การดูแลอย่างใกล้ชิด โดยกลไกฝ่ายปกครอง ท้องที่ ท้องถิ่น และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำ หมู่บ้าน ร่วมกันติดตามภายในชุมชนเพื่อป้องกันไม่ให้มีการกลับมาเสพซ้ำ
อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่าในห้วงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ภารกิจสำคัญในการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง คือ การดูแลอพยพประชาชนไปยังศูนย์พักพิง/พื้นที่ปลอดภัย เมื่อเกิด เหตุการณ์ความรุนแรงบริเวณชายแดน รวมถึงการบริหารศูนย์พักพิง และการอำนวยความสะดวก ประชาชนให้อยู่เป็นปกติสุข โดยฝ่ายปกครอง สมาชิก อส. และ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ทำหน้าที่ดูแลประชาชนในศูนย์พักพิง และพื้นที่ส่วนหลัง ตลอดจนปกป้องคุ้มครอบทรัพย์สิน อาคาร บ้านเรือน และสัตว์เลี้ยง ของประชาชน ภายหลังประชาชนอพยพออกนอกพื้นที่ ควบคู่ไปกับ การทำหน้าที่สกัดกั้นไม่ให้ข้าศึกรุกล้ำหรือเข้ามาปฏิบัติการในพื้นที่ชั้นใน
ช่วงการปะทะระหว่างวันที่ 7 – 27 ธันวาคม 2568 ได้ดูแลประชาชน โดยจัดตั้งศูนย์พักพิง จำนวน 980 ศูนย์ และมีประชาชนในพื้นที่อำเภอชายแดน อพยพไปอาศัยในศูนย์พักพิง จำนวน 329,092 ราย ขณะนี้ได้เดินทางกลับภูมิลำเนาทั้งหมดแล้ว
การเยียวยาประชาชน หากอพยพตั้งแต่ 8 วันขึ้นไป ได้รับครัวเรือนละ 5,000 บาท สำหรับ กรณีที่ไม่ถึง 8 วัน (1 – 7 วัน) ได้รับครัวเรือนละ 2,000 บาท
ไตรมาสที่ 1 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นการปะทะครั้งที่ 2 (วันที่ 7 – 27 ธันวาคม 2568) คณะรัฐมนตรีอนุมัติกรอบวงเงิน 2,335.640 ล้านบาท เพื่อเยียวยาพี่น้องประชาชน โดยขณะนี้ ได้เริ่มจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องประชาชนแล้ว และจะดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
สำหรับการปะทะครั้งที่ 1 (วันที่ 16 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2568) ได้จ่ายเงินช่วยเหลือ เยียวยาพี่น้องประชาชนครบถ้วนแล้ว จำนวน 307,126 ครัวเรือน เป็นเงิน 1,375.208 ล้านบาท
รวมถึงดูแล ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ความปลอดภัยของประชาชน กรมการปกครองมุ่งพัฒนาศักยภาพของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) และกองกำลังประจำถิ่น ในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน ไทย – กัมพูชา จำนวน 116,585 นาย
ส่วนภารกิจสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน อส. กู้ภัย สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (สมาชิก อส.) ทั่วประเทศ จำนวน 28,172 นาย มีภารกิจหลัก ในการรักษาความสงบเรียบร้อย โดยกรมการปกครองได้ยกระดับ ให้เป็น “อส.กู้ภัย ดูแลผู้ประสบภัย อย่างทั่วถึง” เพื่อป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่มีความรุนแรง ทั้งก่อน – ขณะ – หลัง เกิดเหตุ โดยเฉพาะ ขณะเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุ เพื่อฟื้นฟูสถานที่ อาคารบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย ของประชาชน
เหตุการณ์มหาอุทกภัยที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กรมการปกครองสั่งใช้กำลังพล สมาชิก อส. จำนวน 4,012 นาย จากทั่วประเทศ ช่วยเหลือประชาชน ดังนี้
1) การช่วยเหลือประชาชนขณะเกิดเหตุ มุ่งดูแล อพยพ ช่วยเหลือ ประชาชนไปยังพื้นที่ ปลอดภัย นำอาหาร ถุงยังชีพ และสิ่งของจำเป็น แจกจ่ายให้ประชาชนที่ติดค้างในที่พักอาศัย ตลอดจนดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเต็มความสามารถ
2) การช่วยเหลือประชาชนหลังเกิดเหตุ ภายหลังจากสถานการณ์น้ำคลี่คลาย กรมการปกครอง สั่งการให้ สมาชิก อส. ยังคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่ออีก 15 วัน เพื่อดำเนินการฟื้นฟูเมือง ทำความสะอาด กวาดขยะ ล้างดินโคลน สิ่งปฏิกูล พร้อมทั้งขนย้ายสิ่งของช่วยเหลือประชาชน ทั่วทุกจุดวิกฤติที่ได้รับ ผลกระทบ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติเร็วที่สุด













