นายกฯ แจงสภา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทางเลือกสุดท้าย รับมือวิกฤตพลังงาน ชี้ งบปกติไม่พอ
นายกฯ แจงสภา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทางเลือกสุดท้าย รับมือวิกฤตพลังงาน ชี้ งบปกติ – งบกลาง ไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหา และการเปลี่ยนผ่านพลังงานในอนาคต ย้ำ หนี้สาธารณะไม่เกินกรอบ 70%
วันนี้ (26 ส.ค. 69) เวลา 09.30 น. ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำแถลงร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา เห็นชอบให้มีการตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตการณ์ด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ซึ่งพระราชกำหนดได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2569
ในการนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 8/2569 ลงวันที่เก้ากรกฎากรกฎาคม 2569 วินิจฉัยว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตการณ์ด้านพลังงานและสร้างการเป็นผ่านด้านการพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 เป็นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ตามบทบัญญัติมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้กำหนดให้การตราพระราชกำหนดให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคง ในทางเศรษฐกิจของประเทศและเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ และในการประชุมรัฐสภาครั้งต่อไปให้คณะรัฐมนตรีเสนอพระราชกำหนดนั้นต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาโดยไม่ชักช้า
ในโอกาสนี้ รัฐบาลจึงขอกราบเรียนต่อสภาผู้แทนราษฎรถึงเหตุผลและความจำเป็นในการตราพระราชกำหนดและสาระสำคัญของพระราชกำหนด ซึ่งกำหนดวงเงินกู้ไว้ไม่เกิน 400,000 ล้านบาท ในประเด็นเหตุผลและความจำเป็นดังนี้
1.สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นวิกฤตการณ์พลังงานโลกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และต่างจากวิกฤติการณ์ในอดีตที่ผ่านมาที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันโอเปค ห้ามส่งออกน้ำมัน และจำกัดการผลิตและการส่งออกน้ำมันอันทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกขาดแคลน แต่ไม่มีการทำลายบ่อน้ำมัน บ่อก๊าซ หรือการทำลายโรงกลั่นน้ำมัน และแก๊ส ไม่มีการทำลายระบบท่อน้ำมันหรือท่อแก๊ส ไม่มีการทำลายคลังน้ำมันหรือคลังแก๊ส ไม่มีการทำลายท่าเรือขนส่งน้ำมันหรือขนส่งแก๊ส ไม่มีการปิดเส้นทางเดินเรือ และแตกต่างจากกรณีน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีราคาเพิ่มสูงขึ้นผิดปกติ เมื่อเกิดการขัดกันด้วยอาวุธระหว่างรัสเซียและยูเครน หรือการขัดกันด้วยอาวุธในตะวันออกกลางในปี 2569 นั้น มีการทำลายบ่อน้ำน้ำมันบ่อก๊าซโรงกลั่นน้ำมัน ทำลายท่อน้ำมันคลังน้ำมัน และท่าเรือขนส่งน้ำมัน รวมทั้งปิดเส้นทางการเดินเรือโดยเฉพาะที่ช่องแคบฮอล ตามแหล่งในตะวันออกกลางที่เป็นแหล่งน้ำมันหลักของโลกต้องหยุดการผลิต และหยุดการขนส่งแทบสิ้นเชิง
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ขณะที่ปริมาณความต้องการการใช้น้ำมันในโลกยังคงเท่าเดิม ทำให้ราคาน้ำมันมีราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นต้นทุนการผลิตสำคัญของโลก น้ำมันจากแหล่งอื่นก็ไม่สามารถผลิตมาทดแทนปริมาณที่ขาดหายได้ทัน ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน
2.ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันจากแหล่งตะวันออกกลางเกือบร้อยละ 50 เมื่อเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวประเทศไทย จึงต้องประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และโครงสร้างการผลิตสินค้าบริการ การคมนาคม และการเกษตรของไทย ยังเป็นปิโตรเลียมเบส ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นแหล่งพลังงานหลักในกระบวนการการผลิต ซึ่งการปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทนยังอยู่ในระดับต่ำ เมื่อพลังงานฟอสซิลขาดแคลน จึงส่งผลกระทบต่อราคาสินค้า บริการ ขนส่ง เกษตร และประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศโดยตรงและรุนแรง ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตสำคัญอย่างยิ่งคือวิกฤตปากท้องที่ไม่ได้มาเพียงระลอกเดียว แต่จะมีผลกระทบต่อเนื่องหลายละลอก ทั้งจากรอบแรกคือความตื่นตระหนก และรอบที่สองคือราคาพลังงานฟอสซิลที่ปรับสูงขึ้น แล้วรอบที่สามคือต้นทุนราคาสินค้าต่างๆที่เพิ่มสูงขึ้น และระลอกที่สี่คือค่าครองชีพของประชาชนที่ปรับตัวสูงขึ้น ตลอดจนระลอกที่ห้าที่กำลังการซื้อของประชาชนลดลงเนื่องจากรายได้เท่าเดิมและน้อยลง
ขณะที่ ต้นทุนของภาคธุรกิจที่สูงขึ้น ความเสี่ยงต่อการผลิตและการจ้างงานส่งผลกระทบในลักษณะแรงบีบสองด้าน ทั้งภาคธุรกิจ และภาคประชาชนที่รายได้ลดลง แต่ต้นทุนกลับสูงขึ้น ชุดกำลังซื้อของประชาชนและเพิ่มความเสี่ยงที่ระบบเศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะชะลอตัวภายใต้เงินเฟ้อสูงจากเศรษฐกิจตกต่ำในระยะถัดไป ที่หากปล่อยให้เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบรุนแรงและยากต่อการแก้ไข
จากสถานการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้ใดสามารถคาดการณ์ได้ว่าความไม่แน่นอนของความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสิ้นสุดลงเมื่อใด แต่อาจจะใช้ระยะเวลาอีกหลายปี และกว่าการผลิตและการส่งออกน้ำมัน จากแหล่งตะวันออกกลางกลับสู่สภาพเดิมหรืออาจจะเป็นไปได้ว่าจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม ดังนั้นประเทศไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศถึงเกือบร้อยละ 50 เหมือนเช่นที่ผ่านมา หากเราไม่ได้มีการปรับปรุงโครงสร้างเหล่านี้ เราอาจจะต้องแบกรับความเสี่ยงนี้ต่อไป และห่วงโซ่อุปทานก็จะได้รับผลกระทบรุนแรงต่อไปด้วย
“วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ เป็นวิกฤตซ้อนกันหลายระลอกที่ต้องรับมืออย่างเร่งด่วน และเป็นประการสำคัญในการรับมือวิกฤตในอนาคตและต้องจำกัดผลกระทบไม่ให้ขยายตัวเป็นวงกว้าง และยืดเยื้อจึงมีความจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดเนื่องจากความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ“ นายกรัฐมนตรี กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า เครื่องมือทางการคลังที่มีอยู่ไม่อาจรองรับความเสี่ยงในประเด็นดังกล่าวได้ เนื่องจากแหล่งเงินงบประมาณที่สามารถนำมาใช้แก้ปัญหาไม่สามารถดำเนินการได้ทันหากใช้จากงบประมาณปกติ และวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มีความไม่แน่นอนสูง รวมถึงงบประมาณที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อผลกระทบ ซึ่งงบกลางในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเราตั้งกรอบไว้ที่ 99,000 ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ใช้งบกลางดังกล่าวในการแก้ไขเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและภัยพิบัติที่รุนแรงในหลายพื้นที่ รวมทั้งสถานการณ์ความไม่สงบในประเด็นชายแดนไทยกัมพูชา ค่าใช้จ่ายเศรษฐกิจด้านความมั่นคงของรัฐ และภารกิจที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่เกิดขึ้นระหว่างปีงบประมาณ ส่งผลให้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ในงบกลางมีจำนวนไม่เพียงพอกับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าว
ประกอบกับปัจจุบันมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายในเรื่องที่จะเป็นเร่งด่วนเพิ่มเติมอีกประมาณ 140,000,ล้านบาท ซึ่งเป็นภาระที่เกิดขึ้นระหว่างปี และมีกฎหมายกำหนดให้ต้องจ่าย แต่ไม่มีงบประมาณรองรับไว้ ดังนั้นแม่งบกลางที่คงเหลืออยู่ร่วมกับเงินทุนสำรองจ่ายตามมาตรา 45 แห่งวิธีการงบประมาณ 2561 จำนวน 50,000 ล้านบาท ก็ยังมีไม่เพียงพอกับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า งบปี 2569 ถูกใช้ไปสองไตรมาส หรือ กว่าร้อยละ 72 ซึ่งยังเหลืออีกไตรมาสที่ 3-4 ดังนั้นคาดว่าจะมีงบประมาณคงเหลือที่จำกัดในการจัดทำพระราชบัญญัติการโอนงบประมาณที่ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 เดือน จึงอาจไม่ทันต่อการแก้ไขปัญหาวิกฤต นอกจากนี้ การจัดเก็บรายได้มีความไม่แน่นอนสูง การและการบริหารหนี้สาธารณะยังเหลือกรอบวงเงินกู้ ชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพียง 17,000 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำเนินมาตรการเพื่อ ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ขณะเดียวกันการใช้แหล่งงบประมาณจากรายจ่ายประจำปี 2570 เพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤตพลังงานจะไม่ทันต่อภาวะวิกฤต เนื่องจากมีผลบังคับใช้ในเดือนตุลาคม ประกอบกับงบประมาณปี 2570 มีทั้งสิ้น 3.788 ล้านบาท ซึ่งต้องจัดสรรและรองรับความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ และด้านอื่นๆ ประกอบกับคำขอของหน่วยงานที่ดูแลด้านพลังงานก็ไม่เพียงพอในการรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีพลังงานทดแทน และพลังงานทางเลือกเพื่อทดแทนพลังงานฟอสซิล
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า แม้รัฐบาลจะใช้มาตรการพร้อมกับ การช่วยเหลือ การเยียวยา และมาตรการการคลังในรูปแบบอื่นแล้วก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ครบถ้วน และอาจก่อ ความเสียหายที่ยากต่อการแก้ไขในภายหลัง หากพระราชกำหนดไม่ถูกตราขึ้นและไม่ทันต่อสถานการณ์จะส่งผลให้วิกฤตยืดเยื้อและเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจในระยะถัดไป จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ เพื่อรักษาความมั่นคงของเศรษฐกิจ และจำเป็นต้องมีการสร้างความมั่นคงด้านราคาพลังงานมีทางเลือกในการผลิตให้เร็วที่สุดเพื่อลดการพึ่งพานำเข้าพลังงาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะของประชาชน
สำหรับอนาคตที่ต้องรองรับพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าโดยสรุปแล้ว พระราชกำหนดฉบับนี้มีเป้าหมายในการใช้ 3 วิธีการ คือ 1.เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ อันเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ประชาชน และผู้ประกอบการ พร้อมลดการใช้พลังงานฟอสซิล เพิ่มพลังงานทางเลือกและการผฃอตในประเทศ 2.ลดการใช้พลังงานฟอสซิลให้เร็วที่สุดและมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยใช้พลังงานทางเลือกที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย และ 3.การพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม เพื่อรองรับการปรับโครงสร้างพลังงานไปสู่พลังงานทดแทน และพลังงานทางเลือก
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ในการตราพระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาทในครั้งนี้ รัฐบาล ตระหนักความห่วงใยของท่านทั้งหลายในการรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศ ความคุ้มค่า ความโปร่งใส จึงได้กำหนดกรอบวินัยการเงินการคลัง โดยกำหนดกรอบดังนี้ 1. ให้กระทรวงการคลังสามารถกู้เงินบาทเงินตราต่างประเทศหรือตราสารหนี้รวมกันไม่เกิน 400,000 ล้านบาท โดยต้องลงนามภายในวันที่ 30 กันยายน 2570
อีกทั้ง การใช้จ่ายเงินกู้จะต้องเป็นไปตามแนบท้ายของพระราชกำหนด เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับ ผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องต่อเนื่อง ภายใต้วงเงิน 200,000 ล้านบาท และเพื่อส่งเสริมประชาชน รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงพลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทน พลังงานทางเลือกของภาครัฐ และทักษะอีก 200,000 ล้านบาท ซึ่งตั้งแต่ต้้นปี 2569 เป็นต้นมา รัฐบาลพยายามทำทุกวิถีทางในการจัดการแหล่งเงินภายใต้กรอบกฎหมายที่มี แต่แหล่งเงินดังกล่าวมีไม่เพียงพอและวิธีการ ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่รัฐบาลต้องใช้เงินแก้ประมาณ 400,000 ล้านบาท ไม่อาจใช้วิธีการตามงบประมาณปกติ หรือ การกู้เงิน ตามกฎหมายที่บังคับใช้ในปัจจุบันได้ พ.ร.ก. กู้เงินจึงเป็นทางเลือกสุดท้ายของรัฐบาลไม่เกิน 400,000 ล้านบาท ทั้งนี้ เพื่อให้สภาและประชาชนมีความสบายใจในการบริหารจัดการหนี้สาธารณะของรัฐบาลขอให้มั่นใจว่าการกู้เงิน 400,000 ล้านบาทของรัฐบาลภายใต้พ.ร.ก.ฉบับนี้ และเมื่อ
รวมการกู้เงินแบบอื่นแล้วจะไม่กระทบต่อกรอบการบริหารหนี้สาธารณะ ตามกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐที่มีต่อประมาณการหนี้สาธารณะต่อมวลรวมประเทศที่มีต่อ GDP ไม่เกินร้อยละ 70
สำหรับการชำระหนี้ นายกรัฐมนตรี ระบุว่ากระทรวงการคลังได้วางแผนพิจารณาเฃินกู้ภายในประเทศและวางแผนการชำระหนี้อย่างเป็นระบบกระจายความเสี่ยง และดูแลต้นทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถชำระหนี้ได้ทั้งต้นและดอก และ เชื่อว่าจะยังคงอยู่ในระดับที่รัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้ ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง เพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก.ฉบับนี้ เป็นไปอย่างคุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการกลั่นกรองโครงการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ตามท้ายบัญชีพระราชกำหนดเท่านั้น และให้เป็นไปตามความตำเป็นเร่งด่วนที่ไม่ซ้ำซ้อนกับเงินงบประมาณ รวมทั้งหน่วยงานที่มีความพร้อมสามารถดำเนินการได้ทันที เพื่อให้เกิดคุณค่าสูงสุดแก่ประชาชนของประเทศไทย
นายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้ายว่า สถานการณ์วิกฤตพลังงานถือเป็นสถานการณ์ที่ร้ายแรง รัฐบาลพิจารณาแล้วเพื่อเป็นการรักษา ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จึงขอสภาโปรดพิจารณาร่วมกันอนุมัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหา และเปลี่ยนผ่านวิกฤตพลังงานของไทยต่อไป













