POLITICS

เปิดปฏิบัติการสยบภัยไชยปราการ ล้างบางเครือข่ายทุจริตสวมบัตรหัวศูนย์ จ.เชียงใหม่

มท.4-รอง ผบ.ตร.-หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดปฏิบัติการสยบภัยไชยปราการ ล้างบางเครือข่ายทุจริตสวมบัตรหัวศูนย์ จ.เชียงใหม่ จับกุมปลัดอำเภอ-บุคคลต่างด้าว ยันต้องยึดคืนสวัสดิการคนไทย ด้านรองเลขา ปปท.แนะยกระดับเชื่อมฐานข้อมูล Zero ID Matching อุดช่องโหว่ภัยคุกคามความมั่นคง

วันนี้ (26 ส.ค. 69) นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย พลตำรวจเอกสำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง, พันตำรวจโทสิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท., นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแถลงผลการปฏิบัติการ “สยบภัยไชยปราการ” ปราบปรามขบวนการทุจริตการจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน และการจัดทำบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน (บัตรเลข 0) ให้แก่บุคคลต่างด้าวโดยมิชอบ ในพื้นที่อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่

นายวรศิษฎ์กล่าวว่า ตนเองเป็นตัวแทนรัฐบาลในการแถลงผลปฏิบัติการสยบภัยไชยปราการ เป็นการปราบปรามเครือข่ายการทุจริตทางทะเบียน ซึ่งถือเป็นการแย่งชิงสวัสดิการของพี่น้องคนไทย และเป็นภัยคุกคามร้ายแรงของความมั่นคงของชาติ ซึ่งมีการทุจริตออกบัตรเลข 0 ให้กับบุคคลต่างด้าวโดยมิชอบ ซึ่งเหตุเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2559 ที่มีการสำรวจจนถึงปี 2565 และมีจำนวนกว่า 5,000 ราย โดยพบผู้ที่กระทำความผิดชัดเจนแล้ว 74 ราย ซึ่งมีการจำหน่าย ยกเลิก และเพิกถอนรายการเหล่านี้แล้ว โดยวันนี้มีการคุมตัวผู้กระทำความผิดเพิ่มเติม 23 ราย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

นายวรศิษฎ์กล่าวว่า ส่วนเรื่องฟรีวีซ่า มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งรัฐบาลต้องดูอยู่แล้วว่าวิธีการหรือกรอบระยะเวลาที่เข้ามาแบบไหน จะเป็นผลดีกับประเทศมากที่สุด คนที่เข้ามาแล้วมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ตนเองไม่อยากให้ปลาเน่า ทำให้ปลาดีเสีย ใครเข้ามาแล้วทำผิดกฎหมาย ก็ต้องดำเนินการเด็ดขาด ไม่ว่าจะมาจากชาติไหน และรัฐบาลมีการดำเนินการจับกุมชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมผิดกฎหมายเยอะมาก รวมไปถึงรูปแบบการทุจริตทางทะเบียน การทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน เพื่อรู้ปัญหาที่เคยหมักหมมออกมาให้ได้ ตอนนี้เรากำลังรื้อบ้านเราเองให้สะอาด และแก้ไขระบบปรับปรุงตามห้วงเวลาให้เหมาะสมที่สุด และต้องบล็อกไม่ให้ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นอีก

นายนฤชากล่าวว่า ศูนย์ต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบพบว่ามีบุคคลที่มีสถานะทางทะเบียนไม่ถูกต้องจำนวน 5,044 ราย โดยมีพฤติกรรมที่เจตนาจัดเก็บลายนิ้วมือที่ไม่สมบูรณ์ ไม่เต็มนิ้วมือ เพื่อให้ยากหรือให้ตรวจสอบไม่ได้ และหากระบบตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้น ก็ไม่สามารถทุจริตได้ ถือเป็นการสร้างพยานอันเป็นเท็จ เพื่อให้มีการรับรองเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน ตั้งชื่อให้แตกต่างจากชื่อในหนังสือเดินทาง ถือเป็นเจตนาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ เพื่อได้มาซึ่งบัตรประจำตัวหมายเลข 0 ทั้งที่บุคคลเหล่านั้นไม่ได้มีบ้านที่อยู่อาศัยชัดเจนในพื้นที่อำเภอไชยปราการ โดยตรวจพบว่ามีการเพิ่มชื่อเป็นจำนวนมากผิดปกติ จึงนำไปสู่การเปิดปฏิบัติการดังกล่าว และมอบหมายให้เจ้าหน้าที่กรมการปกครอง ร้องทุกข์กล่าวโทษกับพนักงานสอบสวนที่ สภ.ไชยปราการ ดำเนินคดีกับผู้ที่น่าเชื่อว่าจะกระทำความผิดจนนำไปสู่การออกหมายจับจำนวนผู้ที่เกี่ยวข้อง 35 คน ประกอบไปด้วยหมายจับ 36 หมาย และหมายค้น 12 หมาย แยกเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ 1 คน ในข้อหาการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีพยานรับรองการกระทำทุจริตในครั้งนี้ 11 คน ในฐานะผู้สนับสนุนการกระทำความผิดเกี่ยวกับทะเบียนราษฎร รวมถึงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ นอกจากนี้ ยังมีหมายจับคนต่างด้าว 23 คน ซึ่งเป็นหมายจับฐานบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย แจ้งข้อความอันเป็นเท็จ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นมีชื่อ หรือมีรายการอย่างหนึ่งอย่างใดในทะเบียนบ้าน หรือเอกสารการทะเบียนราษฎรโดยมิชอบ

นายนฤชากล่าวว่า ถือเป็นการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยการกระทำดังกล่าวมิได้เป็นเพียงแค่การปลอมแปลงเอกสาร หรือแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จทางทะเบียนเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความมั่นคงและระบบเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากเป็นช่องทางเริ่มต้นที่นำไปสู่การเบียดบังทรัพยากรของประชาชนชาวไทยโดยมิชอบ และขอให้มั่นใจว่าเจ้าหน้าที่เราจะเร่งดำเนินการและขยายผลปฏิบัติการครั้งนี้จนสุดซอย ส่วนการขยายผลขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่ หลายหน่วยเข้าไปดูในหลายอำเภอในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่แล้ว

ส่วนปัญหาหลักของการทุจริตดังกล่าว เป็นที่ระบบหรือตัวบุคคล ทางผู้ว่าราชการจังหวัด หรือปลัดฯ ไม่ทราบเรื่องเลยว่ามีการออกบัตรหัวศูนย์จำนวนมากขนาดนี้เลยใช่หรือไม่ นายนฤชากล่าวว่า ปัญหาการทุจริตในระบบทะเบียนราษฎรขณะนี้นั้น เราได้ปรับปรุงมาโดยตลอด พอระบบไม่สามารถปิดการทุจริตได้ทั้งหมด จึงจำเป็นต้องมีระเบียบรองรับ ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการในการเฝ้าระวังป้องกัน โดยปัจจุบันใช้เทคโนโลยีเอไอช่วยตรวจจับความผิดปกติในระบบ ทำให้ตรวจเจอในหลายพื้นที่

ส่วนเจ้าหน้าที่ที่กระทำความผิด ส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างและเจ้าหน้าที่รัฐเหลือน้อยมาก จึงทำให้เจ้าหน้าที่อาจจะบกพร่องในเรื่องการทำเอกสารไม่รัดกุม ในการเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน อาจรวบรวมมาจำนวนมาก และให้ผู้มีอำนาจรับรองจำนวนมาก ซึ่งนำไปสู่ความบกพร่องในส่วนนี้ ยอมรับว่าเรื่องนี้มีการใช้เงินจูงใจให้เจ้าหน้าที่ในการร่วมกันกระทำความผิด ซึ่งมาตรการของเรา หากพบว่ากระทำความผิดก็ต้องให้ออกจากราชการทุกราย และพยายามปรับปรุงทั้งระบบและบุคคล

พลตำรวจเอกสำราญกล่าวว่า ที่ผ่านมาศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองผิดกฎหมายได้ดำเนินการส่วนพ่อทิพย์ไปส่วนหนึ่งแล้วคือ 2 โรงพยาบาล มียอดลูกทิพย์ 1,494 ราย ซึ่งการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นการเบียดบังทรัพยากรของคนไทยโดยมิชอบ เป็นสิ่งที่เราต้องดำเนินการ ขณะที่อีกส่วนคือการจัดการนอมินีในการถือครองที่ดินดำเนินการไปทั้งหมด 7 เฟส เกาะพะงัน ภูเก็ต กระบี่ เชียงใหม่ หัวหิน สมุย เราสามารถทวงคืนที่ดินได้ 309 แปลง มูลค่าประมาณ 4,000 กว่าล้านบาท

พลตำรวจเอกสำราญระบุว่า เราทำกันอย่างต่อเนื่อง ตามที่นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ตนเองและอธิบดีกรมการปกครองร่วมกันดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยในวันนี้มีการดำเนินคดีกับกลุ่มแรก คือ ปลัดอำเภอ 1 ราย ขณะที่อีก 2 ราย เสียชีวิตไปแล้ว อีกกลุ่มก็คือเจ้าบ้าน จับกุมได้ 2 ราย ส่วนกำนันผู้ใหญ่บ้านสามารถจับกุมได้ทั้งหมด 8 ราย และกลุ่มผู้สวมบัตรที่ได้เป็นต่างด้าว 23 ราย ซึ่งสามารถจับกุมได้ส่วนหนึ่ง

โดยตนเองได้สอบปากคำเมื่อช่วงเช้า ผู้ที่ถูกจับกุม 1 รายบอกว่า ได้นำบัตรหัวศูนย์ไปใช้ทำงาน บัตรใช้แรงงาน ประกันสังคม เปิดบัญชีธนาคาร และเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ ซึ่งเรื่องนี้ดำเนินการย้อนหลังตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเก่าที่เรามารื้อฟื้น และทวงคืนสิทธิให้กับประชาชนชาวไทย แต่เนื่องจากมีจำนวนมาก ตนเองจึงหารือกับทางรองเลขาธิการ ป.ป.ท. ว่าอาจจะนำข้อมูลมาเชื่อมกัน กลุ่มบุคคลที่ถือบัตรหัวศูนย์ บัตรหัวจี บัตรที่ขึ้นต้นด้วยหมายเลข 7 หากมาเชื่อมต่อข้อมูลกับพาสปอร์ตของชาวต่างชาติ ก็สามารถถือได้ว่ามีความผิดโดยกลุ่มหนึ่งแล้ว ก็จะตัดยอดออกเพื่อให้นำไปสู่จุดจบของกระบวนการดังกล่าว ส่วนจะมีจำนวนมากกว่า 5,044 คนหรือไม่ คงจะต้องมีการเชื่อมต่อข้อมูล และนำมาดู พร้อมย้ำว่า การมีบัตรประจำตัวหมายเลขศูนย์จะไม่สามารถมีพาสปอร์ตได้ คงต้องร่วมกันดำเนินการ

พลตำรวจเอกสำราญย้ำว่า นายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เน้นย้ำมาตลอดว่า บุคคลดังกล่าว เราต้องดำเนินการไม่ให้สามารถเข้าถึงสิทธิที่ประชาชนคนไทยควรจะต้องได้รับได้โดยทุจริต แต่ช่องทางดังกล่าวเปิดให้บุคคลที่ไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ให้สามารถเข้าถึงสิทธิได้ ตามหลัก ๆ ก็คงต้องหารือกันว่าจะทำอย่างไรในการนำข้อมูลมาเชื่อมกันระหว่างกรมการปกครอง และตำรวจตรวจคนเข้าเมือง

“เราต้องการนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ แต่ถ้าหากเข้ามาแล้วมาเบียดเบียนสิทธิอันชอบธรรมของคนไทยโดยมิชอบ เรื่องพวกนี้เรายอมไม่ได้ และต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้น โดยมีการเสนอว่าหากพบเลขพาสปอร์ตตรงกันกับการถือบัตรประจำตัวนั้นอาจมีการเพิกถอนหรือระงับไว้ก่อนหรือไม่ และค่อยให้มาอุทธรณ์” พลตำรวจเอกสำราญกล่าว

พลตำรวจเอกสำราญกล่าวอีกว่า ในการออกบัตร 500,000 กว่ารายนั้น เรื่องความมั่นคงหากบัตรหัวศูนย์ หัวจี พบว่ามีพาสปอร์ตด้วยจะนำข้อมูลมาตรวจสอบกับทางตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งต้องออกหมายจับ หรือเพิกถอนบัตรหัวศูนย์ไปได้เลย แม้จะจับกุมไม่ได้ แต่ก็อยู่ในประเทศไทยไม่ได้

ขณะที่บางคนที่เข้าใจว่าเขามาดำเนินการขอบัตรหัวศูนย์ เป็นการจ่ายเงินเข้ารัฐโดยถูกต้อง เพราะต้องศึกษาอยู่ในประเทศไทย โดยอาจเป็นการเข้าใจผิด ก็สามารถแจ้งกับกรมการปกครองได้ เดี๋ยวจะมีการสอบสวนว่าคนที่ขอบัตรดังกล่าวมีเจตนาสุจริตหรือทุจริตอย่างไร

ด้านนายบัณฑิต นามเครือ หัวหน้าชุดปฏิบัติการกล่าวถึงรายละเอียดการจับกุม จากการตรวจสอบบัตรหัวศูนย์ หรือบัตร 10 ปี พบบัตรจำนวนมากว่ามีการกระทำการทุจริต โดยมีการประชาคมหมู่บ้านว่าคนต่างด้าวอยู่ในหมู่บ้าน ซึ่งตรวจสอบพบว่าบ้านที่ระบุว่าบุคคลต่างด้าวอยู่ ไม่ได้มีบ้านอยู่ในพื้นที่ ไม่ได้มีการประชาคมขึ้นจริง รวมถึงเป็นการสร้างตัวตนปลอมโดยการวางนิ้วมือเพียงครึ่งนิ้ว เพราะหากวางเต็มนิ้ว จะพบว่ามีหนังสือเดินทาง จึงเป็นการเจตนาหลบเลี่ยงระบบของกรมการปกครองที่ใช้ตรวจสอบการทุจริต รวมไปถึงมีการสร้างชื่อปลอม เพื่อให้กลมกลืนกับพื้นที่

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่กล่าวว่า ทางจังหวัดได้ร่วมมือและขยายการตรวจสอบ ซึ่งมีข้อสั่งการไปยังผู้บริหารในจังหวัด ทั้งระดับการประชุมนายอำเภอ ระดับหัวหน้าส่วนราชการ ให้เฝ้าระวังและตรวจสอบซ้ำ หากพบความผิดปกติสถานะบุคคลต่างด้าวหรือทางทะเบียน โดยมีหนังสือสั่งการตั้งแต่กรณีที่เวียงแหง เชียงดาว ได้แจ้งให้ทุกอำเภอตรวจสอบจำนวนคนที่พักอาศัยอยู่ในทะเบียนบ้าน ว่าเกิน 10 คนมีอยู่จำนวนเท่าไร หรือมีการย้ายเข้าย้ายออก หากพบว่ามีความผิดปกติให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จริงในการตรวจสอบ และให้แจ้งเข้ามารวมถึงให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตา พร้อมย้ำว่าอย่าเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำที่ผิดกฎหมาย

พันตำรวจโทสิริพงษ์กล่าวว่า ปฏิบัติการต่อไปของทีมเราจะมุ่งไปในเรื่องของการตรวจสอบ Zero ID passport matching ซึ่งขณะนี้พบช่องโหว่การตรวจสอบการเข้ามา บุคคลที่เราจับกุมคือเดินทางเข้าประเทศไทยโดยมีพาสปอร์ต แต่การออกบัตรหัวศูนย์ คือการออกบัตรให้บุคคลที่ไม่มีสัญชาติ ซึ่งจะมีการนำมาตรวจสอบ และถือเป็นการเก็บกวาดครั้งใหญ่ ที่จะทำให้เห็นว่าฐานข้อมูลไม่โกหกใคร โดยเจ้าหน้าที่รัฐ การเชื่อมต่อข้อมูลมีปัญหา เพราะกรมการปกครอง ไม่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลกับทางตำรวจได้ และเจ้าหน้าที่รัฐอาจจะมีความสามารถแค่ขีดจำกัด อาจจะยังมีกระบวนการนายหน้าใช้เอกสารที่ไม่สามารถบ่งชี้ได้ว่าบุคคลเหล่านี้เดินทางเข้าประเทศไทยโดยใช้พาสปอร์ต ดังนั้น การใช้ดุลพินิจต้องใช้แค่บางส่วน รวมไปถึงมีปัญหาเรื่องการยืนยันตัวตน ย้ำว่าเราจะทำเชื่อมต่อข้อมูล และนำข้อมูลไปวิเคราะห์ และต้องอุดช่องโหว่อย่างถาวร

ขณะที่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอกล่าวว่า จากการสืบสวนและจับการขนเฮโรอีนเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ผู้จ้างที่อำเภอเวียงแก่น เป็นคนที่ใช้บัตรหัวศูนย์ ซึ่งจะเห็นว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด หรือความมั่นคง เป็นบุคคลที่ได้รับบัตรหัวศูนย์ด้วย และมีการมาดำเนินการในประเทศเรามากขึ้น ซึ่งดีเอสไอมองว่าเรื่องนี้เป็นภัยต่อความมั่นคง และเราได้สืบสวนอยู่หลายคดีด้วย

สำหรับคดีดังกล่าวเริ่มจากอำเภอไชยปราการและคณะทำงานเฉพาะกิจต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง หรือ DOPA N.I.C.E. ตรวจสอบการจัดทำทะเบียน 0 ในพื้นที่ และพบว่า ระหว่างปี 2561-2565 มีการออกบัตรประเภทดังกล่าวจำนวน 5,044 คน โดยพบข้อสังเกตหลายประการ ทั้งการใช้บ้านเลขที่ที่ไม่มีอยู่จริงหรือสภาพไม่สามารถพักอาศัยได้เป็นจุดรวมรายชื่อ การเก็บลายนิ้วมือไม่สมบูรณ์ การรับรองเอกสารที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นเท็จ และเอกสารต้นเรื่องสูญหายจำนวนมาก

จากการตรวจสอบต่อมา เจ้าหน้าที่พบชาวต่างชาติ 23 คน ซึ่งมีข้อสงสัยว่าได้รับทะเบียน 0 โดยมิชอบ จึงนำข้อมูลภาพใบหน้าและลายนิ้วมือไปเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พบว่าเป็นผู้ถือหนังสือเดินทางเมียนมา 22 คน และจีน 1 คน

เจ้าหน้าที่ระบุว่า พยานหลักฐานเบื้องต้นมีเหตุให้เชื่อว่าอาจมีเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลในพื้นที่เข้าไปเกี่ยวข้อง จึงรวบรวมหลักฐานกล่าวโทษผู้เกี่ยวข้องรวม 37 คน แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ 3 คน ซึ่งเสียชีวิตแล้ว 2 คน กลุ่มอดีตกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าบ้าน และผู้รับรอง 11 คน และชาวต่างชาติ 23 คน

ต่อมาพนักงานสอบสวนยื่นคำร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 และศาลจังหวัดฝาง โดยศาลอนุมัติหมายจับรวม 36 หมาย แบ่งเป็นอดีตปลัดอำเภอไชยปราการ 1 คน จำนวน 2 หมาย กลุ่มผู้รับรอง 11 คน จำนวน 11 หมาย และกลุ่มชาวต่างชาติ 23 คน จำนวน 23 หมาย

สำหรับอดีตปลัดอำเภอไชยปราการ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งปลัดอำเภอในจังหวัดเชียงราย ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการอนุมัติรายการทะเบียนให้แก่ชาวต่างชาติ โดยถูกดำเนินคดีในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 162 รวมถึงความผิดตาม พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534

ส่วนกลุ่มอดีตกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าบ้าน และผู้รับรอง ถูกกล่าวหาว่ารับรองการเพิ่มชื่อบุคคลในทะเบียน ทั้งที่บ้านบางแห่งไม่มีสภาพสามารถอยู่อาศัยได้จริง หรือมีรายชื่อชาวต่างชาติจำนวนมากผิดปกติ ขณะที่ชาวต่างชาติ 23 คน ถูกกล่าวหาว่าใช้หลักฐานหรือดำเนินการเพื่อให้มีชื่อในเอกสารทะเบียนราษฎรโดยมิชอบ รวมถึงความผิดตามกฎหมายคนเข้าเมืองในรายที่เกี่ยวข้อง

ผลการเข้าตรวจค้นตามหมายค้น 12 หมาย เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 20 คน ประกอบด้วย อดีตปลัดอำเภอไชยปราการ 1 คน กลุ่มอดีตกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าบ้าน และผู้รับรอง 10 คน และชาวต่างชาติ 9 คน แบ่งเป็นสัญชาติจีน 1 คน และเมียนมา 8 คน ส่วนผู้ต้องหาที่ยังไม่ถูกจับกุม เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามตัว

สำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า จากการตรวจสอบพบความผิดปกติที่มีลักษณะเชื่อมโยงกันในระบบทะเบียนของอำเภอไชยปราการ และกำลังขยายผลตรวจสอบว่าอาจมีการนำแรงงานต่างชาติในพื้นที่เชียงใหม่และจังหวัดอื่นเข้าสู่กระบวนการจัดทำทะเบียน 0 โดยมิชอบ หรือที่เจ้าหน้าที่เรียกว่า “ขบวนการฟอกแรงงาน” หรือไม่

Related Posts

Send this to a friend