POLITICS

‘ปานปรีย์’ ย้ำมุ่งสื่อสารให้โปร่งใส ทำการต่างประเทศให้ใกล้ตัว

วันนี้ (24 พ.ย. 66) นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ณ กระทรวงการต่างประเทศ เกี่ยวกับผลการประชุมเอกอัครราชทูต และกงสุลใหญ่ทั่วโลก ประจำปี 2566

การประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ทั่วโลก ประจำปี 2566 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 24 พฤศจิกายน 2566 ที่กรุงเทพมหานคร นับเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี และตรงกับช่วงที่รัฐบาลเข้ารับหน้าที่ได้เพียง 2 เดือน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ได้รับทราบนโยบายของรัฐบาล ซึ่งให้ความสำคัญกับดำเนินการต่างประเทศในยุคใหม่ที่จับต้องได้ และตอบสนองผลประโยชน์ของประเทศชาติและสร้างความกินดีอยู่ดีแก่ประชาชนผ่านการดำเนิน “การทูตเศรษฐกิจเชิงรุก”

การประชุมฯ ครั้งนี้ มีเอกอัครราชทูต กงสุลใหญ่ อุปทูต และรักษาการกงสุลใหญ่ เข้าร่วม 97 คน จากสถานเอกอัครราชทูต 65 แห่ง สถานกงสุลใหญ่ 28 แห่ง คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติและอาเซียน 3 แห่ง รวมถึงสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย 1 แห่ง นอกจากนี้ ยังได้เชิญเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก และองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมด้วย

ในช่วงเย็นของวันนี้ เอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ รวมทั้งผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศ มีกำหนดเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ ศาลาดุสิดาลัย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้ ภายหลังจากเมื่อวานนี้ (24 พ.ย. 66) เอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ ได้ศึกษาดูงานที่ศูนย์ฝึกโรงเรียนจิตอาสา ๙๐๔ (บางเขน) ด้วย

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มอบนโยบายต่อเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ และผู้ช่วยทูตฝ่ายพาณิชย์และฝ่ายส่งเสริมการลงทุนในฐานะทีมประเทศไทยด้านเศรษฐกิจ โดยย้ำความสำคัญของ “การทูตเชิงรุก” เพื่อให้ประเทศไทยกลับมาอยู่ในจอเรดาร์ของประชาคมระหว่างประเทศ มีสถานะ ศักดิ์ศรี และความน่าเชื่อถือ สร้างความเชื่อมั่นให้กับหุ้นส่วนทางการค้า นักธุรกิจและนักลงทุนต่างชาติ เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย โดยนายกรัฐมนตรีมีบัญชาให้ร่วมกันระดมสมอง เพื่อกำหนดเป้าหมายและแนวทางการดำเนินการในการส่งเสริมการค้าและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ในบริบทของความท้าทายของภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์ และการแข่งขันทางเทคโนโลยี

เมื่อวานนี้ (23 พ.ย. 66) นายกรัฐมนตรี รับฟังผลการระดมสมองที่กระทรวงฯ โดยหน่วยงานทั้งสาม คือ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งร่วมกันกำหนดประเทศเป้าหมายด้านการค้าและการลงทุน 10 ประเทศ โดยพิจารณาจากศักยภาพของประเทศและตลาดต่าง ๆ Mega Trends และยุทธศาสตร์การลงทุนของไทย โดยแบ่งออกเป็น ๓ กลุ่มประเทศเป้าหมาย ได้แก่

ตลาดหลักที่ต้องรักษาไว้ ได้แก่

1.สหรัฐอเมริกา

2.จีน

3.ญี่ปุ่น

4.เยอรมนี

5.ฝรั่งเศส

ตลาดศักยภาพ ได้แก่

1.อินเดีย

2.สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)

3.เกาหลีใต้

ตลาดศักยภาพใหม่ ได้แก่

1.ซาอุดีอาระเบีย

2.แอฟริกาใต้ 

ขณะเดียวกัน ไทยยังจำเป็นต้องกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนกับประเทศอื่น ๆ ที่มีความสำคัญสำหรับไทย โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่าง ๆ เช่น ACMECS อาเซียน BIMSTEC GCC และ EU อีกทั้งจำเป็นต้องเข้าร่วมกรอบความร่วมมืออื่น ๆ เช่น OECD เพื่อช่วยยกระดับมาตรฐานและโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทย

การประชุมทูตและกงสุลใหญ่ในครั้งนี้ ยังจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องอื่น ได้แก่ กิจกรรมภายใต้แนวคิด “ทีมประเทศไทย” อย่างการประชุมระหว่างเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่กับผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดน และกิจกรรมภายใต้แนวคิด “ทีมประเทศไทยพลัส” ซึ่งประกอบด้วย ทีมประเทศไทย บวกกับภาคเอกชน ได้แก่ การรับฟังความเห็นและความคาดหวังต่อบทบาทของกระทรวงการต่างประเทศจากผู้บริหารภาคเอกชนในภาคการค้า อุตสาหกรรม การเงิน อสังหาริมทรัพย์ การบริการ พลังงาน และ Start-up

เอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ ยังมีโอกาสรับฟังและแลกเปลี่ยนความเห็นกับหน่วยงานราชการและภาควิชาการในหัวข้อที่อยู่ในความสนใจของโลกและโครงการสำคัญของรัฐบาล ผ่านการสัมมนา การบรรยายและปาฐกถา อาทิ การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ การท่องเที่ยว การค้าและการลงทุน เศรษฐกิจดิจิทัล Soft Power เทคโนโลยีและนวัตกรรม โครงการ Landbridge ความมั่นคงทางพลังงาน และการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและคาร์บอนเครดิต

การประชุมในครั้งนี้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจไว้ โดยเอกอัครราชทูต กงสุลใหญ่ และผู้บริหารกระทรวงฯ ได้หารือเกี่ยวกับ “โอกาส” ของไทยในการดำเนินนโยบายต่างประเทศยุคใหม่ ซึ่งจะมีความเป็นเชิงรุก (proactive) และมองไปข้างหน้า (forward-looking) โดยมีไทยเป็นศูนย์กลางความเชื่อมโยงของภูมิภาค และมีบทบาทร่วมในประเด็นสำคัญของโลกและภูมิภาค เช่น การพัฒนาที่ยั่งยืนและการบรรลุเป้าหมาย SDGs การสาธารณสุข เศรษฐกิจสีเขียว ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน

เอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับ “การทูตเพื่อประชาชน” ซึ่งเป็นภารกิจหลักของกระทรวงการต่างประเทศและจะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในสถานการณ์โลกที่ผันผวน โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือและอพยพคนไทยในกรณีฉุกเฉิน และการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์หรือวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

“การสื่อสารกับประชาชนเพื่อความโปร่งใสและให้การต่างประเทศเป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นเรื่องของประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลและผมให้ความสำคัญ” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่ประเทศ กล่าว

นายปานปรีย์ ยังกล่าวว่า ยินดีที่เอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่หลายท่านได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในหัวข้อที่เป็นที่สนใจ ทั้งเรื่องการให้ความช่วยเหลือคนไทยจากสถานการณ์ความไม่สงบในในอิสราเอลและเล่าก์ก่าย ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศต่าง ๆ ความเชื่อมโยงในอนุภูมิภาคและภูมิภาค การรุกตลาดใหม่และการส่งเสริม Soft Power ซึ่งกระทรวงฯ จะสื่อสารกับประชาชนให้มากที่สุดในเรื่องสำคัญผ่านช่องทางต่าง ๆ ให้ดียิ่งขึ้น

หลังจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศ เอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ จะร่วมกันขับเคลื่อนผลการประชุมฯ และนโยบายของรัฐบาลให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป

Related Posts

Send this to a friend