POLITICS

นายกฯ เป็นประธานลง MOU Thailand Fastpass อำนวยความสะดวกนักลงทุน สั่งยกเครื่องระบบอนุมัติให้รวดเร็ว

นายกฯ เป็นประธานลง MOU Thailand Fastpass อำนวยความสะดวกนักลงทุน สั่งยกเครื่องระบบอนุมัติให้รวดเร็ว ลดอุปสรรคทางราชการ บอก รัฐบาลนี้ไม่มีทางยอมให้ด้อยประสิทธิภาพ มั่นใจ ไทยยังเป็นที่หนึ่งของภูมิภาค การันตีด้านความมั่นคง ไม่มีใครรุกรานไทยได้ ยันน้ำมัน – แก๊ส ปัจจัยการผลิตไม่ขาด

วันนี้ (23 มิ.ย. 69) เวลา 13.30 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิด Thailand FastPass เพื่อเร่งรัดการลงทุน

นายกรัฐมนตรี กล่าเปิดงานว่า วันนี้มาพร้อมหน้าพร้อมตา ในการร่วมลง MOU Thailand Fastpass เพื่อทำให้ผู้ลงทุนทั้งไทยและต่างชาติได้รับความสะดวกในการประกอบกิจการต่างๆ หากถามว่าการแข่งขันทางการลงทุนแตกต่างจากเมื่อ 20 ปีที่แล้วอย่างไรบ้าง หนึ่งในคำตอบคือความรวดเร็ว ประเทศไทยมีอาจถูกรู้สึกว่าเราไม่ค่อยมีความสะดวกเท่าไหร่ ระมัดระวังมากเกินไป จนเสน่ห์ของการเป็นประเทศที่ดึงดูดนักลงทุน เป็นประเทศที่ฐานการผลิตของสินค้าต่างๆทั่วโลกหายไป ทำให้นักลงทุนต้องคิดถึงประเทศอื่นๆเพื่อสร้างฐานการผลิตและลงทุนใหม่ สิ่งเหล่านี้รัฐบาลชุดนี้ยอมไม่ได้ เราเชื่อว่าประเทศไทยมีตลาดใหญ่กว่า มีแรงงานมากกว่า ที่ไหนมีต้นทุนที่ต่ำกว่า เขาคือคู่แข่งของเรา ตรงไหนมีความสะดวกน้อย ตรงนั้นจะเป็นอุปสรรคในการเชิญนักลงทุนเข้ามา ดังนั้น สิ่งเหล่านี้จะหายไป ความร่วมมือนี้จะทำให้รัฐบาลที่เป็น regurator (ผู้คุมกฎ) มาเป็นผู้ผลักดันให้ความปรารถนานักลงทุนสำเร็จ แต่ต้องทำทุกอย่างถูกกฎหมาย ตามสิ่งที่ได้นำเสนอกับผู้ที่ออกใบอนุญาตอย่างเคร่งครัด แล้วจะเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน

นายกรัฐมนตรี ยังยกตัวอย่าง การเปิดโรงงานอุตสาหกรรมในสมัยก่อน ที่หากจะสร้างโรงงานหนึ่งโรง จะต้องกรอกข้อมูลต่างๆ จากนั้นก็ต้องมีบทพิสูจน์ว่าโรงงานเป็นไปตามที่กรอกข้อมูลไว้ ตนเคยตั้งใจไว้ว่าหากเป็นไปตามนี้ นักลงทุนก็สามารถตอกเสาเข็มสร้างโรงงานได้เลย แต่ต้องเป็นเป็นไปตามที่ได้นำเสนอกับรัฐบาล จากนั้นเมื่อครบเวลา รัฐบาลก็จะตรวจ หากทุกอย่างเป็นไปตามที่กรอกข้อมูลมาก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่หากไม่เป็นไป ตามที่กรอกข้อมูลไว้ก็อาจจะต้องมาเริ่มต้นใหม่ซึ่งเป็นการเสียโอกาสและส่งผลเสียต่อนักลงทุนเอง

นายกรัฐมนตรี กฃ้าววันนี้สิ่งที่ตนคาดหวังไว้อาจมาถึงครึ่งทางแล้ว แต่ตอนนั้นไม่ได้เป็นนายกฯ ดูแลเฉพาะส่วนที่ตนกำกับ โดยเฉพาะการอยู่ในรัฐบาลผสม พรรคการเมืองเยอะๆ ที่เขาบอกว่าทำอย่างนี้เดี๋ยวก็กวาดคะแนนนิยมไปคนเดียว ไม่เอาดีกว่า ไม่มีแล้วMOU แต่วันนี้ตนเป็นนายกฯ เป็นหัวหน้ารัฐบาลแล้ว ทุกหน่วยงานต้องทำตามนโยบายของตน

“ผมโชคดีที่ได้นายเอกนิติ ได้เลขาบีโอไอ และคณะรัฐมนตรี ที่มีความเข้าใจเห็นถึงความอึดอัด ความเบื่อ ของนักลงทุนที่มาในประเทศไทย ไปประกาศ 3 บ้าน 8 บ้าน ว่าเราพร้อมทุกด้าน แต่ที่ช้า คือเรื่องของการอนุมัติ ในเมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ทำไมถึงอนุมัติช้า ซึ่งตนก็มาตอบนักลงทุนไม่ได้ การอนุมัติช้า คือความด้อยประสิทธิภาพของระบบราชการไทย รัฐบาลนี้ไม่มีทางยอมให้มีคำว่าด้อยประสิทธิภาพอยู่ในระบบการบริหารราชการแผ่นดิน” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นายกรัฐมนตรียังกล่าวอีกว่า นี่คือการยกระดับการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ รัฐบาลนี้ไม่ใช่แค่ลดภาระขั้นตอนทางเอกสาร แต่ต้องไปถึงจุดที่ทำให้เกิดวันสต็อปเซอร์วิสให้ได้ด้วยความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วันนี้ตนมีหน้าที่กำกับดูแลมอบนโยบายให้ความรับผิดชอบต่อทุกหน่วยงาน

ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ต้องขอบคุณนายเอกนิติ ที่กำกับดูแลบีโอไอ ตอบสนองนโยบายที่ตนได้มอบไว้อย่างเป็นรูปธรรม นี่คือสิ่งที่เราจะดำเนินการให้นักลงทุน ในฐานะที่ทำให้เศรษฐกิจและศักยภาพเศรษฐกิจไทยดีขึ้น แค่ประกาศว่าจะทำสิ่งนี้ จะเข้า OECD ด้วยความโปร่งใส ยึดหลักกฏหมายและรัฐธรรมนูญให้ความเป็นธรรมกับผู้เกี่ยวข้อง ขนาดยังไม่ทันได้ทำอะไร ยังไม่ได้ตอกเข็มโรงงาน เมื่อนานาชาติ หรือบริษัทที่ประเมินผล ได้เห็นสิ่งที่เรากำลังจะทำ ก็ปรับความเชื่อมั่นให้ไทย และเมื่อเกิดการลงทุนด้วยความรวดเร็วของโครงการ THAILAND FASTPASS เม็ดเงินที่เข้ามา จำนวนรายได้ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศ จีดีพี ตลอดจนการจ้างแรงงาน ภาษีที่รัฐบาลได้ ก็จะทำให้ประเทศไทยได้รับโอกาสดีๆ เพิ่มศักยภาพขึ้นไป นี่คือการจุดประกาย สร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศอีกครั้ง

นายกรัฐมนตรี ยังยืนยันว่า หลายท่านในที่นี้เป็นนักลงทุนจากต่างประเทศ การปรากฎตัวในวันนี้ เป็นการยืนยันว่าเชื่อมั่นในประเทศไทย รัฐบาลต้องดำเนินโครงการนี้ไปสู่ผลสัมฤทธิ์ด้วยความรวดเร็ว ไม่มีใครขวางได้ ตราบใดที่ทุกคนในคณะรัฐมนตรีนี้ ยังทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ดังนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้น คือไทยที่มีศักยภาพ

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงการประชุมร่วมกับภาคเอกชนเมื่อวานนี้ ที่ฝ่ายที่รับผิดชอบทางเศรษฐกิจไปหารือ กำหนดกลยุทธ์ จนสามารถตั้งเป้าให้ไทยเป็นประเทศรายได้สูงจาก 20 ปีเหลือ 12 ปี ซึ่ง 8 ปีที่สั้นลงจะสามารถสร้างโอกาส สร้างความมีศักยภาพสูงให้ไทยได้ขนาดไหน ซึ่งหากไม่ชัวร์จะไม่มีการนำเสนอ เพราะทุกอย่างถูกบันทึกไว้ หากไม่สำเร็จ ไม่มั่นใจว่าจะทำได้ก็จะกลายเป็นตราบาปคนนั้นตลอดไป 2 เดือนที่แล้วรัฐบาลเชิญภาคเอกชนมาให้ความเห็น แล้วนำไปปรับปรุง แก้ไข ปฏิบัติ วันนี้รัฐบาลพูด เอกชนฟังบ้าง ว่าเราพร้อมที่จะทำให้นักลงทุนมั่นใจว่าหากสินค้าท่านดี มีการบริหารจัดการดี นี่คือโอกาสทองของเอกชน ที่จะช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโต สร้างการมีคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในประเทศ และเมื่อลงทุนก็จะมี multiply effect มีการจ้างงาน มีการขยายไปสู่ธุรกิจอื่นๆ นี่คือความตั้งใจของรัฐบาลชุดนี้ที่จะทำให้เกิดขึ้น ในวาระที่ได้รับโอกาสจากประชาชนให้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน

ส่วนเรื่องความมั่นคงต่างๆ ไม่ต้องห่วง ไม่มีใครทำร้ายประเทศไทยได้ ไม่มีใครคุกคาม รุกราน ทำให้ไฟฟ้าดับลง น้ำไม่ไหล หรือทำให้น้ำมัน – แก๊สขาดแคลนจากประเทศนี้ได้ ดังนั้นเรื่องปัจจัยการผลิต รัฐบาลนี้ให้คำยืนยันว่ามีความมั่นคงในเรื่องของซัพพลาย แหล่งพลังงาน และปัจจัยต่างๆที่จะทำให้การผลิตมีความราบรื่น มีประสิทธิภาพ

ส่วนเรื่องเสถียรภาพรัฐบาลและเครือข่ายทางการค้า ตนยืนยันว่าประเทศไทย มีความพร้อมมากที่สุดในภูมิภาค ขอให้ไปประเมินในทุกปัจจัย เชื่อว่าไทยยังเป็นศูนย์กลาง หากเรามีความพร้อมมากกว่านี้ ก็จะปรับปรุงพัฒนาการคมนาคมขนส่ง เชื่อมต่อเพื่อนบ้านให้ครบวงจร โดยมีไทยเป็นศูนย์กลาง

Related Posts

Send this to a friend