POLITICS

‘เท้ง’ เตือนนายกฯ ดึงทุนจีนตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ ได้ประโยชน์น้อยกว่าสร้างอำนาจต่อรองด้านพลังงานสะอาด

‘เท้ง’ เตือนนายกฯ ดึงทุนจีนตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ ได้ประโยชน์น้อยกว่าสร้างอำนาจต่อรองด้านพลังงานสะอาด ยังไม่เห็นยกปัญหาสารพิษแม่น้ำกกหารือ ยัน ปชน. ยื่นหนังสือถึงสถานทูตจีน เป็นการทูตเชิงรุก ไม่ใช่ฟอกขาว

วันนี้ (20 ก.ค. 69) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการเยือนจีนของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่า ตนเองไม่ได้ขัดข้องอะไรที่จะมีการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ แต่ AI ที่เป็นเนื้อหาหลักในการเจรจาครั้งนี้ อย่าลืมว่าการดึงเม็ดเงินมาลงทุนเพื่อตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ อาจจะไม่ได้ให้ประโยชน์กับประเทศไทยเท่าใดนัก อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งเป็นประโยชน์กับประเทศไทย และสร้างอำนาจการต่อรองให้กับประเทศไทยในภูมิภาคได้คือพลังงานสะอาด ถ้ารัฐบาลดำเนินการเรื่องนี้อย่างถูกต้อง มีการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานที่ถูกต้อง ประชาชนและธุรกิจก็จะได้ประโยชน์ และช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรม AI ในอนาคตด้วย

ส่วนเรื่องอื่น ๆ ยังไม่เห็นการสื่อสารจากนายกฯ ว่าใช้โอกาสนี้ในการพูดคุยแก้ปัญหาอื่น ๆ ที่สำคัญให้กับประชาชนหรือไม่ โดยเฉพาะปัญหาสารพิษในแม่น้ำกกและการปราบปรามทุนเทา เชื่อว่าประชาชนยังรอฟังคำตอบเรื่องนี้อยู่

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาพรรคประชาชนได้ยื่นหนังสือเรื่องปัญหาสารพิษในแม่น้ำถึงสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ซึ่งจีนก็มีการแสดงจุดยืนชัดเจนแล้วว่าพร้อมสนับสนุนการแก้ไขปัญหานี้ เพียงแต่ขาดการดำเนินการจากฝั่งรัฐบาลไทย ซึ่งไทยต้องร่วมมือกับรัฐบาลจีนและเมียนมาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง พรรคประชาชนได้ยื่นข้อมูลไปหมดแล้วว่าเหมืองมีจุดไหนบ้าง ซึ่งสถานทูตจีนได้ส่งข้อมูลตรงไปยังรัฐบาลจีนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ประชาชนรออยู่คือการดำเนินการของฝั่งรัฐบาลไทยว่าจะมีความชัดเจนในการส่งตัวแทนเข้าไปร่วมแก้ไขปัญหานี้กับประเทศเพื่อนบ้าน

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าการที่พรรคประชาชนคุยกับสถานทูตจีนเป็นการฟอกขาวให้กับรัฐบาลจีนหรือไม่ เพราะข้อมูลเหล่านี้รัฐบาลจีนรู้อยู่แล้ว นายณัฐพงษ์กล่าวว่า สิ่งที่พรรคประชาชนได้เสนอสู่สังคม เราไม่ได้บอกว่าใครถูกใครผิด แต่บอกอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงจากองค์กรระหว่างประเทศและภาคประชาสังคมว่ามีสารพิษในแม่น้ำในประเทศไทยจริง ซึ่งต้นทางมาจากประเทศเพื่อนบ้าน จีนก็มีความอ่อนไหวทางการเมือง เห็นกลุ่มผู้ชุมนุมไทยออกมาแสดงออกทางการเมืองทำให้เขาไม่สบายใจ ก็ต้องเข้าใจข้อแตกต่างซึ่งกันและกัน

พรรคประชาชนจึงต้องใช้การแสดงออกและการเจรจาทางการทูตเชิงรุกเพื่อหาทางออกร่วมกัน ยืนยันว่าไม่ใช่เป็นการฟอกขาว แต่จะฟอกขาวหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่พรรคประชาชน แต่อยู่ที่รัฐบาลว่ามีความชัดเจนและทำงานเชิงรุกหรือไม่ หากรัฐบาลไทยมีการทำงานเชิงรุกและรัฐบาลจีนไม่ได้ทำตามที่บอกว่าพร้อมสนับสนุนไทย ก็สะท้อนถึงความจริงใจในการแก้ปัญหา ซึ่งตนเองไปพูดก่อนไม่ได้ เพราะต้องรอดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งอยู่ที่ไทยว่าจะดำเนินการอย่างไร

Related Posts

Send this to a friend