สว. ภาคเหนือ จี้รัฐแก้วิกฤตฝุ่นพิษ อัดงบพันล้านแต่บริหารล้มเหลว
สว. ภาคเหนือ จี้รัฐแก้วิกฤตฝุ่นพิษ อัดงบพันล้านแต่บริหารล้มเหลว เจ้าหน้าที่ดับไฟป่าเบี้ยน้อย – เครื่องมือชำรุด พร้อมทวงคืนร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ด้าน สว. ลำปาง โชว์สปิริตควักเงินเดือนครึ่งหนึ่งช่วยมูลนิธิฯ ทำแนวกันไฟป่า
วันนี้ (20 เม.ย. 69) สว. ภาคเหนือ แถลงข่าววิกฤตฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ นายมังกร ศรีเจริญกูล สว. จากจังหวัดน่าน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 69 ตนเองได้ลงพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีน่าน หารือกับเจ้าหน้าที่ป้องกันไฟป่าและอาสาสมัคร พบว่าการจัดการปัญหาฝุ่นควันและหมอกไฟป่า ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ แม้ว่าจะใช้งบประมาณกว่าพันล้านบาท แต่ยังมีข้อปรับปรุง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของหน่วยงานที่เข้าไปจัดการ ทั้งกระทรวงมหาดไทย หน่วยงานของทหาร หน่วยงานท้องถิ่น เช่น ชรบ. ส่วนอุทยาน และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ดับไฟป่ายังได้เบี้ยตอบแทนที่น้อย จึงอยากให้มีการเพิ่มค่าทำงานล่วงเวลา
ส่วนอุปกรณ์เครื่องพ่นลมที่หน้างาน ทราบว่าได้รับบริจาค 100 ชุด แต่ขณะนี้พังไปแล้วครึ่งหนึ่งและไม่มีงบประมาณในการบำรุงรักษา อีกทั้งปัจจุบันน้ำมันแพง จึงอยากได้เครื่องพ่นลมแบบ EV มาดับไฟป่า ทั้งนี้การประกาศปิดป่ายังกระทบกับชาวบ้านที่หาของป่า ผู้บริหารระดับจังหวัดและระดับอำเภอควรลงไปดูหน้างานจริงและมีทางออก เพราะประชาชนในจังหวัดเดือดร้อน
นางสาวมณีรัฐ เขมะวงศ์ สว. จากจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า จังหวัดเชียงรายไม่ได้เจอแค่ค่าฝุ่นสูงแต่กำลังเผชิญกับปัญหามลพิษข้ามพรมแดน ทั้งฝุ่นพิษและน้ำปนเปื้อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ซ้ำเติมสุขภาพ เศรษฐกิจชุมชน และวิถีชีวิตของคนเชียงราย สถานการณ์ฝุ่นในพื้นที่ภาคเหนือต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตระดับสีแดงถึงสีม่วงเข้มเป็นระยะเวลากว่า 2 เดือนแล้ว จากสถิติภาคเหนือต้องอยู่กับฝุ่นในค่าเกินมาตรฐาน 3 – 4 เดือนต่อปี และมีแนวโน้มว่าจะรุนแรงขึ้นทุกปี
สาเหตุของฝุ่น PM 2.5 ไม่ได้มาแค่จากการเผาป่า แต่มาจากภาคเกษตร อุตสาหกรรม คมนาคม และมลพิษข้ามพรมแดน ซึ่งขณะนี้เรากำลังโฟกัสไปที่การเผาป่าอย่างเดียว ซึ่งเป็นการโฟกัสที่ผิดจุด การวัดจุดความร้อนเป็นเรื่องที่ดี แม้จังหวัดเชียงรายจะมีจุดความร้อนน้อยกว่าจังหวัดต่าง ๆ แต่ยังมีค่าฝุ่นเกินค่ามาตรฐานอยู่ตลอดเวลา มาจากภาวะของหมอกควันข้ามพรมแดน
จากข้อมูลของ GISTDA พบจุดความร้อนสะสมในประเทศเพื่อนบ้านมากกว่าหมื่นจุด ซึ่งลอยเข้ามาในประเทศไทย ดังนั้นการแก้ไขฝุ่น PM 2.5 ต้องเริ่มจากการจัดการต้นตอของปัญหา ซึ่งเป็นปัญหาระดับโครงสร้างที่ไม่สามารถแก้ไขด้วยมาตรการเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยกฎหมายเฉพาะที่ครอบคลุม เพื่อจัดการมลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบ เพราะอากาศที่หายใจเป็นสิทธิ์ขั้นพื้นฐานที่ทุกคนพึงจะมี
ขณะที่นโยบายของ ครม. ที่จะเร่งผลักดันกฎหมายสิ่งแวดล้อม นางสาวมณีรัฐ ระบุว่า เรายังมีร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดที่ตกไปในช่วงยุบสภา จึงเรียกร้องให้ ครม. นำร่างดังกล่าวกลับเข้าสู่การพิจารณาให้อีกครั้ง ภายในวันที่ 13 พ.ค. นี้ เพราะถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำกับดูแลมลพิษทางอากาศ คืนสิทธิ์ขั้นพื้นฐานให้กับประชาชนได้มีอากาศที่สะอาดอย่างยั่งยืน เพราะลมหายใจของประชาชนรอไม่ได้
พ.ต.ท. สง่า ส่งมหาชัย สว. จากจังหวัดลำปาง กล่าวถึงกรณีที่ถูกโจมตีว่า สว. ลำปางทำอะไรบ้าง ซึ่งตนเองได้พาคณะกรรมาธิการลงพื้นที่ตลอดเพียงแต่ไม่ได้นำเสนอข่าว โดยสถานการณ์ฝุ่นในจังหวัดลำปางพบว่าเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งตนเองไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ศึกษา พยายามป้องกัน รวมถึงแจ้งเตือนผลกระทบไปยังประชาชน รวมถึงประสานไปยังมูลนิธิประชาอุ่นใจในการลดก๊าซเรือนกระจก ระดมชาวบ้านกว่า 20 ครัวเรือนไปจัดพื้นที่แนวป้องกันไฟป่ากว่า 10 กิโลเมตร ซึ่งมูลนิธิฯ เป็นคนออกเงินครั้งละประมาณ 5,000 บาท ทั้งนี้ตนเองได้เสียสละเงินเดือน สว. ครึ่งหนึ่งทุกเดือนให้กับมูลนิธิดังกล่าว เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านให้ได้รับอากาศที่บริสุทธิ์
นายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล สว. จากจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัญหา PM 2.5 มาจากปัจจัยไฟป่า 46% ภาคการขนส่ง 36% ที่เหลือเป็นปัญหามลพิษข้ามแดน ในจังหวัดเชียงใหม่มีชุมชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ป่า ทั้งป่าอนุรักษ์และเขตพื้นที่รักษาพันธุ์สัตว์ป่าทับที่ชุมชนประมาณ 399 หมู่บ้าน และป่าสงวน 872 หมู่บ้าน ไฟป่าที่เกิดขึ้นในขณะนี้อยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ประมาณ 59% พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 39% ซึ่งมีจุดความร้อนในป่าชุมชนเพียง 4%
สาเหตุสำคัญคือ ระบบรัฐราชการรวมศูนย์ มาตรการกำหนดจากส่วนกลาง จึงเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรี ยกเลิกมาตรการห้ามเผาเด็ดขาดแบบเหมารวม วันนี้นายกฯ ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เชื่อว่าประชาชนคงจะเรียกร้องในประเด็นนี้ ให้ประชาชนมีโอกาสในการจัดการพื้นที่ร่วมกัน และขอให้นายกฯ แสดงเจตนารมณ์และจุดยืนทางการเมืองให้ชัดว่าควรจะต้องเอาร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด กลับเข้ามาพิจารณา











