นายกฯ มอบนโยบาย ทำงบประมาณปี 70 ตัดลดรายจ่ายฟุ่มเฟือยรับมือวิกฤตโลก
นายกฯ มอบนโยบาย ทำงบประมาณปี 70 ชู กฎเหล็ก “Zero-based” ตัดลดรายจ่ายฟุ่มเฟือยรับมือวิกฤตโลก ชี้ ต้องตรงเป้าแม่นยำตอบโจทย์นโยบาย 10 พลัสของรัฐบาล ย้ำ ทุกบาททุกสตางค์ต้องเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน และประเทศ สั่ง หน่วยงานตัดงบก่อสร้างอาคาร เน้นเช่า ส่วนรถราชการเปลี่นนเป็น EV ส่วนงบซื้ออาวุธต้องพร้อมปกป้องอธิปไตยไทย
วันนี้ (20 เม.ย. 69) เวลา 10.00 น. ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบาย และแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ว่า วันนี้ถือเป็นวาระมอบนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งแตกต่างจากครั้งที่ผ่านมา เพราะขณะนี้เราอยู่ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง มีการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงาน และเศรษฐกิจของประเทศ และทั่วโลก
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า จากสถานการณ์เช่นนี้ภาครัฐต้องแสดงบทบาทเป็นผู้นำในการปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์ ต้องปรับวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในทรัพยากรที่ใช้น้อยลง โดยเริ่มจากการปรับลดงบประมาณแผนงานที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันให้มากที่สุด เพื่อแสดงให้เห็นถึงวิธีคิดในการวางแผนงบประมาณ ให้ทุกบาททุกสตางค์ของประชาชนเกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริงกับประเทศ
ดังนั้น การจัดทำงบประมาณ 2570 ต้องตรงเป้าแม่นยำตอบโจทย์นโยบาย 10 พลัสของรัฐบาล ในการนำพาประเทศให้พ้นภาวะวิกฤตที่เผชิญอยู่ ครอบคลุมกับการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไปอย่างมั่นคงยั่งยืนยืน หลุดพ้นจากหลักประเทศรายได้ปานกลางโดยเร็ว
ทั้งนี้ รัฐบาลกำหนดนโยบายสำคัญในการแก้ปัญหาประเทศควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพื่อให้ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้นด้วยนโยบาย 5 ด้าน ประกอบด้วย นโยบายด้านเศรษฐกิจ, ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง, ด้านสังคมด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม, ด้านการบริหารภาครัฐการปฏิรูปกฎหมาย ที่ต้องเป็นราชการทันใจไม่ใช่ทำใจ และจะต้องแก้ปัญหาการคอรัปชั่นอย่างจริงจัง
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า วงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 นี้ กรอบวงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปีที่แล้วเพียง 7,400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 เท่านั้น ขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายจำเป็น ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายตามสิทธิตามกฏหมาย และสวัสดิการต่างๆยังคงเพิ่มสูงขึ้นมาก ด้วยข้อจำกัดของงบประมาณปี 2570 และความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาของประเทศ การใช้จ่ายงบประมาณต้องคำนึงถึงหลักความคุ้มค่า และหลักงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based) คือจะไม่คำนึงถึงฐานงบประมาณที่เคยได้รับจัดสรรในปีที่ผ่านมา แต่จะเน้นเรื่องความจำเป็นเหมาะสมของสถานการณ์ และความเร่งด่วน รวมถึงต้องปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และไม่ตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาประเทศให้มากที่สุด
อย่างไรก็ตาม การขอรับการจัดสรรงบประมาณในปีนี้ จะเพิ่มขึ้นได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของงบประมาณปีที่แล้ว โดยส่วนมากที่เพิ่มขึ้นจะเป็นรายจ่ายด้านการลงทุน ซึ่งเป็นกฎเหล็กของปีงบประมาณ 2570 เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตในขณะนี้ของประเทศ และเป็นการวางรากฐานในการพัฒนาประเทศให้ยั่งยืน และให้ทุกหน่วยรับงบประมาณปรับลดคำขอตั้งงบประมาณเกี่ยวกับการศึกษาดูงาน และการปรับลดการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ของหน่วยงาน โดยขอให้เน้นเช่ามากกว่า หรือหากมีความจำเป็นต้องก่อสร้างขอให้ใช้การลงทุนในรูปแบบของการร่วมทุนระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน และเสนอคำขอตั้งงบลงทุนเท่าที่จำเป็นโดยเฉพาะเส้นทางคมนาคมขอให้มุ่งเน้นการซ่อมบำรุงเส้นทางเดิมมากกว่าการขยายเส้นทางใหม่ ตนพูดถึงเฉพาะช่วง 1-2 ปีนี้ ไม่ใช่ตลอดไป รวมถึงงบประมาณกลุ่มจังหวัดจะจัดจัดให้ตามกฏหมายเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า สถานการณ์พลังงานที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจำเป็นอย่างยิ่งต้องเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ โดยปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด และพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น ขอให้ทุกหน่วยงานให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง เช่น การเช่าหรือซื้อรถยนต์มาใช้ในราชการขอให้เปลี่ยนมาใช้รถอีวี เพื่อประหยัด และลดผลกระทบจากสถานการณ์น้ำมันของโลก รายการที่หลายหน่วยงานได้ลงนามในสัญญาเช่าไว้แล้ว สมมติเป็นรถสันดาปขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้มีการเจรจาปรับแก้ไขสัญญาเช่ารถราชการ จากรถสันดาปให้เป็นรถอีวีโดยคำนึงถึงความเหมาะสมทางธุรกิจต้นทุนภารกิจของหน่วยงาน รวมถึงขอให้หน่วยงานพิจารณาใช้โซลาร์รูฟท็อปในทุกพื้นที่ที่สามารถทำได้ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการฝากวิกฤตพลังงาน
นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า รัฐบาลยึดหลัก 3 ประการในการทำงาน คือ พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และยึดมั่นในหลักยุติธรรมการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม
“ขอให้พวกเราได้ร่วมมือกันทำภารกิจสำคัญนี้ให้สำเร็จลุล่วง เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงยั่งยืนต่อไป ส่วนการดูแลอธิปไตยของประเทศ เราต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้ด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ต้องมีความพร้อม ต้องไม่ให้ฝ่ายที่ตรงข้ามกับเรา คิดว่าเขาสามารถมารุกรานประเทศของเราเมื่อไหร่ก็ได้ การเตรียมความพร้อมทางด้านนี้ขอให้กองทัพ และสำนักงบประมาณได้วางแผนไว้เป็นอย่างดี เพราะเรื่องการสู้รบแต่ละครั้ง สิ่งที่เราจำเป็นต้องสร้างความมั่นใจคือเรื่องศักยภาพแสนยานุภาพที่เพียงพอต่อการปกป้องอธิปไตยของแผ่นดินไทยของเรา รวมถึงศักดิ์ศรีของประเทศไทยด้วย แผ่นดินที่เป็นของคนไทยของประเทศไทยจะต้องปรากฏอยู่ในแผนที่ประเทศไทยเท่านั้น ดังนั้น ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ความสำคัญในเรื่องของการปกป้องดินแดนของพวกเราไว้ด้วย” นายกรัฐมนตรี กล่าว
ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรี ระบุว่า การลงนาม บันทึกความร่วมมือในการเชื่อมโยง และแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการงบประมาณระหว่าง 5 หน่วยงาน ในครั้งนี้ขอให้เห็นถึงความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดปัญหาทุจริตคอรัปชั่น และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาล เพื่อส่งมอบของประเทศไทยที่ดียิ่งขึ้นให้กับคนรุ่นหลังต่อไป ถึงเวลาสร้างบ้านแปลงเมือง หมดเวลาสำหรับการเอาเปรียบการคดโกง และทำให้ประเทศไทยของเราได้ก้าวหน้าขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความมั่นคงและยั่งยืนตลอดไป













