POLITICS

‘เท้ง’ ซัดนายกฯ ขาดความกล้าหาญ ผลักภาระท้องถิ่นฟันข้าราชการโกงสอบ

‘เท้ง’ ซัดนายกฯ ขาดความกล้าหาญ ผลักภาระท้องถิ่นฟันข้าราชการโกงสอบ 5.9 พันราย เพราะกลัวโดนซักฟอก อุบข้อมูลเด็ดฮั้ว สว. มองระบอบสีน้ำเงินแข็งนอกอ่อนใน สุดท้ายกัดกินกันเอง

วันนี้ (18 ส.ค. 69) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านกล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลส่งเรื่องไปยังท้องถิ่นให้ดำเนินการถอดถอนข้าราชการที่ทุจริตการสอบ 5,925 คน แต่บางท้องถิ่นยังไม่ได้ดำเนินการเพราะกังวลที่จะไม่มีอำนาจและขัดต่อกฎหมายว่าเรื่องนี้กลายเป็นรัฐบาลผลักภาระให้กับท้องถิ่นในการแก้ไขปัญหาในการออกคำสั่งถอดถอน มองว่าวิธีการจัดการกับปัญหานี้สะท้อนเห็นได้ชัดว่ารัฐบาลขาดความกล้าหาญทางการเมือง เพียงแต่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนตอบโต้ข่าวรายวันว่าเอาจริงเอาจัง แต่สุดท้ายพอจะทำจริง ๆ ที่จะต้องมีความรับผิดชอบ กลับเลือกใช้วิธีการที่ผลักภาระไปให้คนอื่นทำแทน

การแก้ปัญหาเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่น หรือทุนเทา สุดท้ายยึดโยงที่มาที่ไปและความรับผิดชอบทางการเมือง และผู้มีอำนาจ ซึ่งสาเหตุที่ท้องถิ่นกังวลในการแก้ไขปัญหานี้ตามคำสั่งของกระทรวงมหาดไทยให้ถอดถอนรายชื่อผู้ทุจริตสอบ เป็นการผลักภาระของรัฐบาลให้ท้องถิ่นรับผิดชอบในการเซ็นคำสั่งแทนรัฐบาลหรือไม่ เชื่อว่าถ้ารัฐบาลมีความกล้าหาญ คงต้องใช้วิธีการแบบนี้ กระทรวงมหาดไทยหรือนายกฯ เองมีอำนาจเต็ม นอกจากเรื่องการหลีกเลี่ยงการใช้อำนาจของตัวเอง ซึ่งยึดโยงกับปัญหาสีเทาในจังหวัดปราจีนบุรีด้วย อีกหนึ่งอย่างมองว่าเป็นการหลีกเลี่ยงกระบวนการตรวจสอบ ลองดูการแสดงความคิดเห็นของนายกรัฐมนตรี ที่ฝ่ายค้านหรือภาคประชาสังคม ไอลอว์ หรือภาคส่วนอื่นหรือสมาชิกวุฒิสภาบางส่วน ตรวจสอบเรื่องการโกง สว.

เรามีหลักฐานชัดว่าอาจมีส่วนพัวพันกับนักการเมืองในพรรคภูมิใจไทย กลับมีการให้ความเห็นออกมาจากฝั่งรัฐบาลว่าโกง สว. ไม่เกี่ยวการเมือง เอาเข้าการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แบบนี้เป็นการแสดงความเห็นที่พยายามเตะสกัดการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน และขาดความกล้าหาญทางการเมืองอย่างชัดเจนไม่ยอมให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่ในการตรวจสอบ

ขณะที่คดีฮั้ว สว. ฝ่ายค้านมีหลักฐานค่อนข้างชัดว่าอาจจะมีส่วนพัวพันกับนักการเมืองพรรคภูมิใจไทย แต่กลายเป็นว่ากลับมีการแสดงความเห็นจากฝั่งรัฐบาลว่าตกลงแล้วโกง สว. ไม่เกี่ยวกับพรรคการเมืองเอาเข้าการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้หรือ ซึ่งการแสดงความคิดเห็นลักษณะแบบนี้เป็นการพยายามที่จะเตะสกัดการทำหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้าน และขาดความกล้าหาญทางการเมืองอย่างชัดเจนที่ไม่ยอมให้ฝ่ายค้านตรวจสอบ

เมื่อถามว่าส่วนที่นายกฯ บอกว่าที่ฝ่ายค้านเดินเกมเรื่องฮั้ว สว. เพราะอยากเป็นรัฐบาล นายณัฐพงษ์ คิดว่านายกฯ พยายามเบี่ยงประเด็น พอตัวเองตอบไม่ได้เมื่อโดนสื่อมวลชนจี้ถามจากหลักฐานที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. พรรคประชาชนและประธานวิปฝ่ายค้าน รวมถึงภาคประชาชนเปิดมาเรื่อย ๆ นายกฯ อาจจะตอบไม่ได้ทั้งหมดและวิธีการเดียวที่จะเบี่ยงประเด็นและไม่อยากให้ฝ่ายค้านตรวจสอบในสภาฯ ได้อย่างเต็มที่ก็เบี่ยงประเด็นโยนมาที่ฝ่ายค้านว่าอยากไปเป็นรัฐบาล ซึ่งตนเองคิดว่าเป็นคนละเรื่องกัน พรรคการเมืองทุกพรรคการเมืองที่อาสาลงเลือกตั้งอยากเป็นรัฐบาลอยู่แล้ว ไม่มีใครตั้งใจลงเลือกตั้งเพื่ออยากจะแพ้การเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นตนเองไม่ปฏิเสธพรรคประชาชนจุดมุ่งหมายคืออยากเป็นรัฐบาลเพื่อเข้าไปเปลี่ยนการเมืองไทยให้ดีขึ้น แต่นายกฯ เองก็ไม่ควรจะใช้วาทกรรมแบบนี้มาเบี่ยงประเด็น เพื่อคุณจะไม่ได้ถูกตรวจสอบในสภาฯ

เมื่อถามว่าสุดท้ายหากคดีฮั้ว สว. ไม่ได้ถูกชี้มูล ทั้งหมด 229 คนจะเป็นการฟอกขาวหรือเปิดทางให้รัฐบาลเดินหน้าทำงานต่อหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่าจากหลักฐานที่มีการเปิดเผยออกมาทั้งหมด กกต. ต้องส่งไปยังศาลฎีกาทั้งหมด ซึ่งตามกฎหมายก็ระบุไว้ว่าแค่มีหลักฐานเพียงความเชื่อได้ว่าก็เพียงพอแล้วที่จะส่งศาล แต่ถ้าหากมีกรณีส่งบางส่วนหรือยกคำร้องทั้งหมด พรรคประชาชนก็เตรียมที่จะร้องคัดค้านไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็คาดว่าน่าจะมีมากกว่า 1 ช่องทาง ถ้า กกต. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เราก็พร้อมที่จะใช้กลไกทางกฎหมายทุกช่องทาง ดำเนินคดีกับ กกต. เช่นเดียวกัน

เมื่อถามว่าตอนนี้เหมือนมีเกมการเมืองที่จะบีบให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีลาออก นายณัฐพงษ์กล่าวว่านายกฯ มีทางเลือกตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการยุบสภาหรือลาออก ตนคิดว่าสิ่งที่สำคัญของคนที่จะดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องพร้อมที่จะถูกตรวจสอบและตอบคำถามจากประชาชนได้ ตนคงไปตัดสินใจแทนนายกฯ ไม่ได้ว่าจะยุบสภาหรือลาออกเมื่อไร อยู่ที่ตัวท่านเองเพราะสุดท้ายประชาชนก็จะตัดสินผ่านการเลือกตั้งอยู่แล้ว

เมื่อถามว่าเหมือนเป็นการสกัดหรือตีกันเองในขั้วเดียวกันหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่าพรรคประชาชนพูดมาโดยตลอดว่ามองผิวเผินภายนอกระบอบสีน้ำเงิน อาจจะมองดูว่าแข็งแต่ภายในตราบใดที่ยึดโยงกันด้วยผลประโยชน์ต่างตอบแทน ไม่ได้ยึดโยงกันด้วยเจตจำนงทางการเมืองที่เข้ามาจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันเพราะแก้ปัญหาร่วมกัน ตนเชื่อว่าโครงสร้างของระบอบสีน้ำเงินที่ยึดโยงกันด้วยผลประโยชน์แบบนี้ตัวมันเองก็จะบอบบางภายใน ซึ่งตอนนี้ก็เห็นรอยร้าวหลายเรื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้น เช่น หลักฐานต่าง ๆ ที่เปิดเผยออกมา คิดว่าเราได้มาจากไหนถ้าไม่ใช่คนที่อยู่ในกระบวนการตอนแรกแล้วเสียประโยชน์จากกระบวนการดังกล่าว ซึ่งในกระบวนการก็ต้องมีทั้งผู้ได้และผู้เสีย สุดท้ายเราบอกแบบนี้ก็เป็นระบอบที่กัดกินตัวเอง และพวกเราฝ่ายค้านก็พร้อมที่จะแฉทุกอย่างออกมาผ่านเวทีสภาฯ

นายณัฐพงษ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่ายังมีข้อมูลอีกหลายอย่างที่ส่วนตัวเองก็มี แต่ทีมงานยังไม่ให้โพสต์หรือเปิดเผยออกมา เก็บไว้เปิดในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจดีกว่าในนามผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งจะเป็นหลักฐานที่ทำให้เห็นว่ารัฐบาลในนามระบอบสีน้ำเงิน ใช้อำนาจรัฐทุกอย่างเพื่อที่จะพยายามคงอำนาจของตนเองไว้ ไม่ได้ใช้ไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริงและใช้อำนาจที่ตัวเองมีทำลายขั้วการเมืองฝั่งตรงข้าม

ส่วนกรณีที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีออกมาเปิดเผยว่ารัฐบาลทำงานมา 6 เดือนแล้วยังไม่เห็นปัญหาทุจริต ฝ่ายค้านกังวลหรือไม่ว่าจะเป็นเหมือนการปิดตาข้างเดียวหรือเป่าคดีต่าง ๆ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่าลองถามคำถามเดียวกันกับคนหลาย ๆ กลุ่มในสังคมดู ก็จะได้คำตอบ

Related Posts

Send this to a friend