POLITICS

‘ศักดิ์สยาม’ แจงงาน ‘คมนาคม’ ไม่ได้ล่าช้า แต่ล้วนแล้วแต่เป็นโครงการขนาดใหญ่

ต้องใช้เวลาดำเนินการ ระบุไม่ยอมเสีย ‘ค่าโง่’ อีก หลังต้องตามแก้ปัญหาในอดีต

วันนี้ (18 ก.พ. 65) เวลา 16:10 น. นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลุกขึ้นชี้แจงในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 32 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี วันที่ 2 โดยย้ำว่าการดำเนินงานของกระทรวงไม่ได้ล่าช้า แต่ล้วนแล้วแต่เป็นโครงการขนาดใหญ่ ต้องใช้เวลาดำเนินการ

นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมเป็นกระทรวงหลักที่รับผิดชอบดูแลการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ โครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภคของประเทศ แม้ประเทศไทยเผชิญการแพร่ระบาดโควิด-19 กระทรวงคมนาคมก็ไม่ได้หยุดลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เราทราบดีว่ามีความจำเป็นเพิ่มขีดความสามารถ จึงเตรียมความพร้อมต่อการค้าการลงทุนหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง ยกตัวอย่างการปรับปรุงโครงการก่อสร้างถนนพระรามที่ 2 จนเรียบร้อยแล้ว โครงการไหนที่เร่งดำเนินการได้กระทรวงคมนาคมก็จะเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

“งานของกระทรวงคมนาคมเรายึดหลักสร้างความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และเสียค่าใช้จ่ายอย่างสมเหตุสมผล บูรณาการการขนส่งทั้ง 4 มิติ คือทั้งถนน ทางราง ทางน้ำ ทางอากาศ เข้าด้วยกัน“ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าว

นายศักดิ์สยาม กล่าวถึงข้อเสนอระบบตั๋วร่วมและค่าโดยสารร่วมในระบบขนส่งในเมืองว่า ขณะนี้ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ จะมีระบบรถไฟฟ้า 14 สายทาง ระยะทาง 550 กิโลเมตร ทำให้การเดินทางของพี่น้องประชาชนจากบ้านไปจุดหมายปลายทางต่าง ๆ มีตั๋วเดียวและอัตราค่าโดยสารเดียว กระทรวงคมนาคมจะดำเนินการเรื่องนี้ แต่มีกฎหมายและระเบียบต้องปฏิบัติตามอย่างรอบคอบ

“ต้องตามแก้ปัญหาในอดีต เนื่องจากหน่วยงานและระบบติดตามกำกับดูแลในอดีตยังไม่มี นายกรัฐมนตรีจึงจัดตั้งกรมการขนส่งทางรางได้สำเร็จในรัฐบาลนี้ เพื่อกำหนดอัตราค่าโดยสารโดยไม่เอาเปรียบพี่น้องประชาชน แต่เกิดขึ้นหลังสัญญาสัมปทานที่มีอยู่ กระทรวงจึงต้องเจรจาต่อรองอย่างเดียว ไม่สามารถใช้เรื่องอื่นได้ เพราะจะนำมาสู่ความเสียหายที่เรียกว่า ‘ค่าโง่’ ผมเองจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นอีก” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าว

นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า กระทรวงได้ร่างพระราชบัญญัติตั๋วร่วม เสร็จแล้ว รอนำเสนอคณะรัฐมนตรี ก่อนนำเข้าพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร แล้วจึงจะบังคับใช้บัตรใบเดียวและอัตราค่าโดยสารเดียวทั้งระบบ ตลอดจนระบบฟีดเดอร์ (feeder) ทั้งรถเมล์จำนวน 2,511 คัน เอกชนอีก 1,500 คัน เป็นรถไฟฟ้าเพื่อบรรเทาปัญหา PM 2.5 รวมถึงเรือเมล์ไฟฟ้าในหลายเส้นทางด้วย

นายศักดิ์สยาม กล่าวถึงการพัฒนาระบบรถไฟรางคู่ ตั้งแต่ด้านตะวันออกสู่ตะวันตก จากด้านเหนือสู่ด้านใต้ และเชื่อมต่อประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านระบบรางรถไฟไทย-จีน-ลาว และสะพานมิตรภาพแห่งใหม่ ซึ่งกระทรวงเองพร้อมเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อประโยชน์ระยะยาวคือ ลดค่าขนส่งขนถ่ายสินค้า และเพิ่มขีดความสามารถของภาคเอกชนในประเทศ

นายศักดิ์สยาม กล่าวถึง การนำเทคโนโลยีมาใช้ในงานของกระทรวงคมนาคม เช่น การพัฒนาระบบการทางพิเศษ M-Flow ที่ช่วยลดปริมาณจราจร รวมถึงระบบ AI และแอพพลิเคชั่นในท่าอากาศยานด้วย

นายศักดิ์สยาม ชี้แจงว่า ทั้งหมดที่เราดำเนินการไปนั้น พี่น้องประชาชนจะได้รับประโยชน์ ดังนี้

  1. เพิ่มขีดความสามารถรองรับคนไทย นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ในท่าอากาศยานหลักต่าง ๆ ทั้งสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และอู่ตะเภา ขยายรับผู้โดยสารต่างประเทศจาก 80,000,000 คน เป็น 100,000,000 คน/ต่อปี
  2. เพิ่มขีดความสามารถขนส่งสินค้าท่าเรือน้ำลึก 7,000,000 ตู้/ปี เป็น 18,000,000 ตู้/ปี
  3. เพิ่มมอเตอร์เวย์ สาย 6 (บางปะอิน-นครราชสีมา) จากเดิมที่มีสาย 7 และสาย 81
  4. เพิ่มขีดความสามารถระบบรถไฟรางคู่ ทำให้ความสามารถในการเดินทางสูงขึ้นจาก 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง เป็น 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง และขบวนสินค้าจาก 40 กิโลเมตร/ชั่วโมง เป็น 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง

“กระทรวงคมนาคมขอขอบคุณข้อเสนอแนะจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ แล้วก็จะแปรไปเป็นนโยบายสู่การปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนต่อไป“ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าว

Related Posts

Send this to a friend