POLITICS

‘โสภณ’ ยันไม่ได้ตลก ปมตัดงบอาหารกลางวัน แต่คนเสนอพูดผิดเวลา ไม่มีกาลเทศะ

บอก ทำงานต้องเอาผล ไม่ใช่เอาภาพ ขอให้ดูการทำงานที่การกระทำ ย้ำไม่ใช่คนหิวแสง ยันสิ่งไหนมีประโยชน์ก็จะทำ มั่นใจโหวตนายกฯ 19 มี.ค.ไม่วุ่นวาย

วันนี้ (17 มี.ค.69) นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่บอกว่า “ตลก” หลังถูกถามถึงข้อเสนอของ สส.ที่ให้ลดงบอาหารกลางวัน จำนวนผู้ติดตาม และบำนาญของ สส.ว่า เรื่องนี้สื่อเอาคำพูดไปไม่จบ ตนเองไม่ได้ตลกเรื่องนี้ แต่ตลกสมาชิกที่พูดเรื่องนี้ เพราะใช้เวลาไม่ถูกกาลเทศะ ในแนวการทำงานของตนเองนั้นงานต้องเอาผล ไม่ได้เอาภาพ สังคมเราเมื่อมีเรื่องที่มันเป็นภาพ ข้อมูลจริงบ้างไม่จริงบ้างเอาไปลงเพื่อให้สะใจ ทำให้สังคมเกิดความแตกแยก สังคมขาดความรัก ดังนั้นต้องดู ตนเองก็พูดต่อว่าเรื่องนี้ที่บอกว่าตลกไม่ได้หมายถึงเนื้อหาเรื่องอาหารกลางวัน แต่ตลกที่เอาเวลาพูดมาไม่เหมาะสม ไม่เกิดประโยชน์ เพราะเรื่องนี้เขาพูดมานานแล้วในสมัยที่แล้วหลายพรรคก็พูด ทั้งเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย รวมถึงพรรคประชาชนก็พูด แต่ไม่ได้รับการแก้ไข เมื่อตนเองมาทำงาน ตนเองก็ตระหนักเรื่องนี้ และที่ตลกเพราะตนเองเข้าใจว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ และตนเองอธิบายต่อว่าขึ้นอยู่กับสมาชิก หากสมาชิกเอาอย่างไร ตนเองก็เอาอย่างนั้น วันนี้ไม่ได้มาแก้ข่าว แต่มาขยายความตามข้อเท็จจริง

สภาแห่งนี้จะให้สวัสดิการกับสมาชิกจะมีหรือไม่มีนั้น มีเหตุผลอะไร หากอาสาเข้ามาแล้วสวัสดิการก็ไม่ต้องเอา ก็คิดดูว่าควรหรือไม่ควร แต่ยืนยันว่าเรื่องนี้ต้องได้รับการแก้ไขในสมัยของตนเองด้วยเหตุผลและความเหมาะสม

ตนเองยังพูดต่อไปอีกว่าสิ่งไหนที่ประชาชนไม่ชอบ ประชาชนเบื่อก็อย่าทำ ถ้าอย่างนั้นเราสร้างศรัทธาไม่ได้ และขยายความต่อไปว่าการทำงานต้องสามัคคี และพวกเรา 3 คนทำตัวเป็นตัวอย่างความสามัคคี เพียงแต่ตนเองไม่ได้พูดว่าประเทศไทยในยุคนี้ไม่มีฮีโร่ไหนจะมาแก้ไขปัญหาประเทศนี้ได้ นอกจากความร่วมมือของคนในชาติ ดังนั้นตนเองพูดชัดเจนว่าวิธี ดังนั้นก็สื่อความหมายไปยังประชาชนว่าเรื่องใดที่ตนเองพูดแล้วในวันแสดงวิสัยทัศน์ หรือเรื่องใดเป็นอุปสรรคไม่อาจทำให้สภานี้ไม่สง่างามต้องได้รับการแก้ไข จะต้องได้รับการปรับปรุงอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้นการแก้ไขปัญหาประเทศไม่ใช่วาทกรรม อยู่ที่การกระทำ ให้เวลาหน่อยเพราะว่าตนเองเพิ่งทำงาน

“ผมจะไม่ใช่คนทำงานหิวแสง คือไมค์จ่อปากไม่ได้ เพ้อไปเรื่อย ผมให้ข่าวเฉพาะ แต่ช่วงนี้เป็นช่วงที่หัวเลี้ยวหัวต่อในการเข้ามาทำงาน ผมต้องอธิบาย ผมต้องใช้เวทีของสื่ออธิบายให้ประชาชนรู้ว่าเรามาทำอย่างไร เพื่อความเข้าใจ ถ้าประชาชนขาดศรัทธาตั้งแต่แรกก็ยาก ขาดศรัทธาก็คือการเข้าใจผิด” นายโสภณ กล่าว

นายโสภณ กล่าวทิ้งท้ายว่า เรื่องอาหารกลางวันไม่ต้องมาถามตนเองอีกว่าจะทำอย่างไร เพราะตนเองบอกไปแล้วว่าสิ่งไหนที่เกิดประโยชน์ ตนเองจะทำ ไม่ติด

ส่วนแนวทางการทบทวนสวัสดิการใช้กลไกใด นายโสภณ กล่าวว่า เรื่องอาหารกลางวันไม่ใช่นโยบายประธาน เป็นงบประมาณที่ฝ่ายเลขาฯจัดเป็นสวัสดิการในการจัดทำงบประมาณประจำปี หากไม่อยากมีก็ตัดงบประมาณไป และคงไม่ได้ตั้งกรรมาธิการ ก็ปล่อยไปเป็นตามอำนาจหน้าที่ ขึ้นอยู่ว่าเป็นหน้าที่ใคร หากอะไรที่เป็นอำนาจหน้าที่ของตนเองในการตัดสินใจ ตนเองก็จะตัดสินใจ แต่อย่าลืมว่าการทำงานร่วมกันต้องฟังความเห็นของผู้ร่วมงานด้วยและผู้ปฏิบัติด้วย

นายโสภณ กล่าวอีกว่า บ่ายนี้จะมีการประชุมมาตรการประหยัดพลังงานของสภาผู้แทนราษฎรหากเราเห็นว่าเราควรเตรียมการในยุคข้าวยากหมากแพง ควรเตรียมการอย่างไร สวัสดิการที่ควรลดหรือที่ยังคงอยู่ หากไม่มีจะเดือดร้อน เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน เราก็ค่อยแก้ไขและรอการพิสูจน์ ไม่ใช่วิพากษ์วิจารณ์แบบไม่รู้ข้อเท็จจริงและไม่รู้ความตั้งใจของคนทำงาน

“มีการวิพากษ์วิจารณ์นักการเมือง ทำให้บางคนเบื่อการเมือง และทำให้คนที่มีความตั้งใจทำการเมืองหมดกำลังใจและไม่อยากเข้ามา นิ้วไหนมันไม่ดีก็ตัดทิ้ง มันก็แค่นั้น ไม่ใช่ฆ่าหนูแล้วเผาบ้านตัวเองเลย เราต้องจับหนูก่อน” นายโสภณ กล่าว

นายโสภณ กล่าวยืนยันว่า ไม่มีไม่สบายใจกับเรื่องนี้ เพียงแต่ออยากเห็นสังคมมีเหตุมีผลในการวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องนี้เท่านั้น แต่เป็นทุกเรื่อง หากเราปลูกฝังสื่อแล้วใส่ข้อมูลที่ไม่เป็นข้อเท็จจริง ประชาชนเขาก็จะเชื่อ ความคิดในการร่วมมือกันก็ขาดหาย ดังนั้นไม่ใช่ประเด็นเกี่ยวกับตนเอง แต่ตอนนี้อยากเห็นภาพของสังคมวันนี้เป็นการทำงานร่วมกันบนเหตุผล บนข้อเท็จจริง วิพากษ์วิจารณ์ได้เต็มที่

นายโสภณ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมามันพูดมากกว่า พูดได้ความรู้สึก เอาความรู้สึกชอบไม่ชอบของคนมาพูด แต่ไม่สามารถปฏิบัติได้ พูดเพื่อความนิยมซึ่งการปฏิบัติจริงไปไม่ได้

นายโสภณ ยังกล่าวอีกว่า เรื่องนี้ไม่ได้มองเป็นความท้าทาย แต่เป็นเรื่องที่เราต้องทุ่มทั้งใจเราทำจริง ๆ จะชนะหรือไม่ จะทำได้ตามอุดมการณ์ของเราไหม ก็ต้องไปดูตนเอง

ส่วนที่ประกาศว่าจะเน้นการกระทำมากกว่าคำพูด จะมีการวางตัวชี้วัดอย่างไร นายโสภณ กล่าวว่า ถูกต้อง เรื่องนี้ต้องคุยกัน ไม่ใช่ว่าไม่เปิดพื้นที่ให้แสดงความคิดเห็น ตนเองก็ดูโซเชียลจะได้รู้ว่าสังคมว่าอย่างไร มีกระแสปรามาส แค่ตอนเลือกประธานยังเสียเวลากับการเถียงกันเรื่องเขียนชื่อหรือตัวเลข คนก็ว่าเอาเรื่องไม่เป็นเรื่อง ภาพเหล่านี้ทำให้ฉุดความศรัทธา ทำให้คนไม่เชื่อมั่น ส่วนเรื่องการแก้ข้อบังคับนั้นจริง ๆ มันมีแล้วแต่ไม่บังคับใช้ พร้อมยืนยันว่าในวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี 19 มี.ค.นี้ จะไม่มีความวุ่นวายแม้ว่าจะมีการเสนอชื่อแข่ง ภาพที่เกิดในสภาจะสะท้อนการทำงานของเรา บางทีเราอาจไม่รู้ตัวว่าชาวบ้านด่าแต่สาวกสะใจ เราอาจจะไม่รู้ ดังนั้นถ้าอยากเห็นประชาธิปไตยเดินได้อย่างสง่างาม สภาแห่งนี้จะเป็นตัวอย่าง ต้องเป็นที่อยู่ของคนมีคุณธรรม ดังนั้นก็ขอให้ตรงนี้เป็นที่อยู่ของคนที่มีคุณธรรม และตนเองไม่ได้มีการหนักใจอะไรในการทำหน้าที่ ปฏิบัติตัวอย่างเที่ยงธรรมก็ไปได้ และไม่กังวลเรื่องการเล่นเกมล่มสภา

Related Posts

Send this to a friend