POLITICS

‘We Watch’ ร้อง ‘กกต.’ จัดเลือกตั้งขัดหลักการความโปร่งใส สุจริตเที่ยงธรรม จี้ แสดงความรับผิดชอบ

‘We Watch’ ร้อง ‘กกต.’ จัดเลือกตั้งขัดหลักการ ความโปร่งใส – สุจริตเที่ยงธรรม – มีประสิทธิภาพ – เป็นมืออาชีพ – มีความรับผิดชอบ เสนอแก้ปัญหาระยะเร่งด่วน และระยะยาว ต้องเปิดเผยข้อมูลให้ครบถ้วน – ชี้แจงอย่างเป็นระบบ จี้ แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม

วันนี้ (16 ก.พ. 69) We Watch และเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน ขอเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมออกแถลงการณ์ และข้อเรียกร้อง โดยมีใจความว่า

“แม้ว่าการเลือกตั้ง จะเป็นกระบวนการทางการเมืองที่สำคัญในการสะท้อนเจตจำนงของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย แต่การจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง กลับปรากฏข้อผิดพลาด ความผิดปกติ และปัญหาจำนวนมาก ซึ่งขัดต่อหลักการพื้นฐานของการจัดการเลือกตั้งอย่างร้ายแรง สถานการณ์ดังกล่าวได้ ก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในวงกว้าง นำไปสู่การเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ตรวจสอบและนับคะแนนใหม่ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ และสะท้อนถึง วิกฤตความเชื่อมั่นต่อองค์กรจัดการเลือกตั้งในปัจจุบัน

ประเด็นที่ขัดต่อหลักการสำคัญในการจัดการเลือกตั้ง

1.ความโปร่งใส (Transparency) กระบวนการจัดการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในครั้งนี้ ส่อให้เห็นถึงการขาดความโปร่งใสตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของผลการเลือกตั้ง และก่อให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความสุจริตของกระบวนการเลือกตั้งในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ อาทิ การเปลี่ยนสโลแกนจากเดิม “สุจริต โปร่งใส เที่ยงธรรม” เป็น “สุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย” ซึ่งตัดคำว่า “โปร่งใส” ออกไป สะท้อนทิศทางการสื่อสารที่ลดความสำคัญของการเปิดเผยต่อสาธารณะ

2.ความสุจริตและเที่ยงธรรม (Integrity) การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมต้องตั้งอยู่บนการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลาง และการตอบสนองต่อปัญหาอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม กลับพบว่า กกต. ได้เพิกเฉยต่อข้อผิดพลาดและข้อร้องเรียนในหลายกรณี ซึ่งสร้างความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง ตัวอย่างเช่น กรณีการวินิจฉัยบัตรดี – บัตรเสียที่ผิดพลาด แม้มีการทักท้วงจากผู้สังเกตการณ์ แต่เจ้าหน้าที่มิได้แก้ไขหรือทบทวนคำวินิจฉัย

3. ความมีประสิทธิภาพ (Efficiency) ประชาชนคาดหวังให้ กกต. ใช้งบประมาณสาธารณะอย่างคุ้มค่า และจัดการเลือกตั้งอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในบริบทที่ความไว้วางใจต่อองค์กรจัดการเลือกตั้งอยู่ในระดับต่ำอย่างยิ่ง โดยจากงบประมาณทั้งสิ้นประมาณ 7,824 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณสาธารณะจำนวนมหาศาล และควรเพียงพออย่างยิ่งในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างมีมาตรฐานและรัดกุม พบปัญหา อาทิ การจัดหน่วยเลือกตั้งที่ไม่เอื้อต่อการใช้สิทธิอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะผู้สูงอายุและคนพิการ, กรณีเจ้าหน้าที่กรอกรหัสเขตเลือกตั้งหน้าซองบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าผิด อันสะท้อนถึงการขาดการฝึกอบรม และการบริหารจัดการที่เป็นระบบ

4.ความเป็นมืออาชีพ (Professionalism) ความเป็นมืออาชีพขององค์กรจัดการเลือกตั้งส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของผลการเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนถึงการขาดมาตรฐานและความพร้อมในหลายด้าน เช่น การใช้บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งมีข้อกังวลว่าสามารถเชื่อมโยงย้อนกลับไปยังต้นขั้วบัตรและข้อมูลผู้ลงคะแนนได้

5.ความเป็นอิสระและความรับผิดรับชอบ (Independence & Accountability) องค์กรจัดการเลือกตั้งจำเป็นต้องมีความเป็นอิสระจากอิทธิพลทางการเมือง เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นกลาง และเที่ยงธรรม

We Watch และเครือข่ายภาคประชาชนมีเรียกร้องต่อกกต. และข้อเสนอต่อสาธารณะ 2 ระยะ ดังต่อไปนี้

ระยะเร่งด่วน เพื่อแก้ปัญหาความเคลือบแคลงสงสัยของสังคม ได้แก่

1.ต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วน ประชาชนตรวจสอบได้ และดำเนินการทันที โดยเปิดเผยผลคะแนนอย่างเป็นทางการครบ 100% ผ่านระบบ ECT Report โดยเร็วที่สุด รวมทั้งเปิดเผยเอกสารสรุปผลคะแนนรายหน่วย (แบบ 5/18) ตามระเบียบโดยเร็ว หากเป็นได้ ควรพิจารณาเปิดเผยภาพกระดานขีดคะแนน (แบบ 5/11) เพื่อให้สาธารณชนตรวจสอบได้ รวมถึงคะแนนบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าทุกประเภท

นอกจากนี้ ปัญหาในการจัดการบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าต้องมีการชี้แจงถึงจำนวนบัตรที่มีปัญหา และลักษณะของปัญหาอย่างโปร่งใสและเป็นระบบ เพื่อลดความเคลือบแคลงสงสัยของประชาชน

2.ชี้แจงข้อสงสัยอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และมีหลักฐานรองรับ อธิบายทุกจุดที่สาธารณะตั้งข้อสงสัยอย่างละเอียดและตรวจสอบได้ กรณีคะแนนลดลงหรือข้อมูลไม่ตรงกัน ต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจน เข้าใจได้ และตรวจสอบซ้ำได้ กรณีระบบรายงานผลขัดข้องหรือเว็บไซต์ล่ม ต้องมีคำอธิบายเชิงเทคนิคด้านระบบคอมพิวเตอร์อย่างโปร่งใส เปิดเผยโครงสร้างการทำงานเบื้องหลังการรายงานคะแนน ว่าใครมีอำนาจเข้าถึงและแก้ไขข้อมูล ระบุจำนวนครั้งของการปรับปรุงข้อมูล แก้จากอะไรเป็นอะไร และด้วยเหตุผลใด ยืนยันมาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีก

สำหรับกรณีการใช้ระบบบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดในกระบวนการเลือกตั้งตามที่สาธารณชนจำนวนมาก แสดงความวิตกกังวล เพื่อปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน โดยเฉพาะสิทธิในความลับของการลงคะแนน และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเลือกตั้งคณะกรรมการต้องชี้แจงต่อสาธารณชนอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมทั้งจุดประสงค์ ขอบเขต และขั้นตอนการใช้ระบบดังกล่าวในทุกระดับ มาตรการป้องกันไม่ให้ข้อมูลในระบบ สามารถเชื่อมโยงกับตัวบุคคลได้ กลไกทางเทคนิคและกฎหมายที่รับประกันว่าความลับจะไม่ถูกละเมิดกระบวนการจัดเก็บ เข้าถึง และทำลายข้อมูล รวมถึงผู้มีอำนาจเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว รวมถึงการประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและมาตรการรับมือหากเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหล

3.นับคะแนนใหม่เฉพาะหน่วยที่มีข้อสงสัย ตามอำนาจกฎหมาย และเปิดเผยต่อสาธารณะใช้อำนาจตามกฎหมายสั่งนับคะแนนใหม่ในหน่วยหรือเขตที่มีข้อสงสัย เพื่อแก้ข้อคลางแคลงใจตรงจุด การเปิดหีบบัตร เพื่อนับใหม่ต้องกระทำต่อหน้าประชาชน ผู้สังเกตการณ์ และสื่อมวลชน ถ่ายทอดการนับคะแนนใหม่แบบถ่ายทอดสด หรือบันทึกภาพไว้เพื่อให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าหีบบัตรถูกจัดเก็บและซีลอย่างถูกต้อง ไม่มีการปนเปื้อนหรือผิดขั้นตอน

4.เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนร่วมตรวจสอบ โดยการดึงภาคประชาชนและเครือข่ายผู้สังเกตการณ์เข้าร่วมกระบวนการ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและความโปร่งใส ดำเนินการทุกขั้นตอนอย่างรวดเร็วเพื่อลดความเคลือบแคลงใจในสังคม รวมทั้ง กกต. ต้องมีท่าทีในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นในการตรวจสอบของประชาชน มิใช่การสร้างความหวาดกลัวต่อการวิพากษ์วิจารณ์ เพราะการตั้งข้อสังเกตต่อความผิดพลาดหรือปัญหาในการจัดการเลือกตั้ง เป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสอบโดยสาธารณะ ซึ่งเป็นกลไกในการเสริมสร้างความโปร่งใส และนำไปสู่การปรับปรุงมาตรฐานการจัดการเลือกตั้งให้เกิดความเชื่อมั่น ดังนั้น การเปิดพื้นที่ให้ตรวจสอบการจัดการเลือกตั้งจึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญตามระบอบประชาธิปไตย

5.ต้องรับผิดชอบต่อความเชื่อมั่นของสาธารณะ เพราะความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งของ กกต. มิได้ขึ้นอยู่กับความชอบธรรมทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว หากแต่ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นของคนในสังคม ในฐานะองค์กรจัดการเลือกตั้งที่ต้องตั้งอยู่บนความสุจริตและเที่ยงธรรมเป็นสำคัญ ดังนั้น หากมาตรการทั้งหมดไม่สามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนได้ ผู้ดำรงตำแหน่งควรพิจารณาความรับผิดชอบของตนเองอย่างจริงจัง อาทิ “การลาออก” เพราะองค์กรอิสระที่มีอำนาจในการจัดการเลือกตั้งต้องแสดงให้ประชาชนเห็นว่ามีความรับผิดชอบต่อความเชื่อมั่นของสาธารณะอย่างจริงใจ

ระยะยาว เพื่อรับประกันความชอบธรรมและความน่าเชื่อถือของกระบวนการจัดการเลือกตั้งในอนาคต

1.ต้องมีการปฏิรูปที่มาของ กกต. ให้มีความเป็นอิสระ เป็นกลาง และน่าเชื่อ ผ่านกระบวนการสรรหาที่มีความโปร่งใส มีส่วนร่วมจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขารวมถึงภาคประชาชน สำคัญคือกระบวนการสรรหาและกระบวนการตรวจสอบที่มีความยึดโยงกับประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง เพื่อสร้างความรับผิดรับชอบ (accountability) ในการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.

2.ควรมีการฟื้นบทบาทของ กกต. ในระดับจังหวัด เนื่องจากประเทศไทยมี 77 จังหวัด
ประกอบไปด้วยเขตเลือกตั้งกว่า 400 เขต และหน่วยเลือกตั้งมีประมาณ 99,487 หน่วย ดังนั้น การรวมศูนย์อำนาจของ กกต. ไว้ที่ส่วนกลางทำให้ไม่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วเพราะรอคำสั่งจากส่วนกลาง ซึ่งมีความล่าช้าไม่สามารถตอบสนองต่อข้อสงสัยของประชาชนได้ทันท่วงที และอาจทำให้ไม่สามารถตรวจสอบรายละเอียดในเชิงปฏิบัติได้อย่างครบถ้วน

3.ต้องมีการปฏิรูปอำนาจของ กกต. โดยการลดอำนาจที่ล้นเกินลง เนื่องจาก ปัจจุบัน
นอกจาก กกต. จะเป็นองค์กรจัดการเลือกตั้งแล้ว ยังมีอำนาจในการจัดการเลือกตั้งและประชามติ อำนาจในการออกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง และประกาศต่าง ๆ พร้อมทั้งมีอำนาจในการสืบสวน สอบสวน และวินิจฉัย รวมถึงระงับหรือเพิกถอนสิทธิผู้สมัคร (ใบเหลือง ใบส้ม ใบดำ) เทียบได้ว่า กกต. กลายเป็นผู้ถืออำนาจนิติบัญญัติ อำนาจ บริหาร และอำนาจตุลาการไว้ที่องค์กรเดียว

นอกจากนี้ กกต. ยังมีอำนาจที่อาจกลายเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนกับ สว. ซึ่งเป็นผู้ให้ความเห็นชอบในการดำรงตำแหน่งของ กกต. แต่ผู้มีอำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาดและยื่นศาลฎีกาเพื่อตรวจสอบการทุจริตของ สว. กับกลายเป็น กกต. เช่นกันการเรียกร้องครั้งนี้เป็นการเสนอให้กรรมการพิจารณาข้อผิดพลาดว่าผิดพลาดตรงไหนและแสดงความรับผิดชอบในการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้และนำไปแก้ไขในการเลือกตั้งครั้งต่อไป และทางเครือข่ายภาคประชาชน ยืนยันว่าจะติดตามเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด และสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนที่มีใจรักความถูกต้อง ชอบธรรมออกมาร่วมกันให้ข้อมูลและติดตามตรวจสอบ

Related Posts

Send this to a friend