‘ยิ่งชีพ’ ไม่ห่วงบางพรรคประกาศไม่เห็นชอบ แก้ รธน. เชื่อ เป็นยุทธศาสตร์หาคะแนน
‘ยิ่งชีพ’ ไม่ห่วงบางพรรคประกาศไม่เห็นชอบ แก้ รธน. เชื่อ เป็นยุทธศาสตร์การหาคะแนน หลังพรรคใหญ่หนุนหมด ห่วงเฟคนิวส์ แก้ไข ม.112 ยันไม่เกี่ยวกันกับกาเห็นชอบแก้ รธน.ในประชามติ
วันนี้ (14 ม.ค. 69) นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการบริหาร iLaw ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าร่วมกิจกรรม #YESWERUN วิ่งเพื่อเปลี่ยน เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ที่สวนจตุจักร กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ปัจจุบันพรรคการเมืองจำนวนมาก โดยเฉพาะพรรคขนาดใหญ่ แสดงจุดยืนเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากทุกพรรค ทุกสีในสภา มีความเห็นตรงกันจริง ก็สามารถเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ตั้งนานแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องผลักภาระให้ประชาชนต้องทำประชามติ
“ถ้าทุกพรรคในสภาเห็นตรงกันจริง ๆ ว่าจะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มันทำได้เลย ไม่ควรต้องมารอให้ประชาชนออกเสียงหลายรอบเกินความจำเป็น”
สำหรับกรณีที่พรรคการเมืองบางพรรคที่ออกมาแสดงจุดยืน “ไม่เห็นชอบ” นายยิ่งชีพ มองว่า อาจเป็นยุทธศาสตร์ทางการเมืองเพื่อสร้างความแตกต่างและเรียกคะแนนเสียง โดยเฉพาะพรรคขนาดเล็กที่อาจคาดหวังจำนวนที่นั่งในสภาเพียงหนึ่งหรือสองที่นั่ง จึงจำเป็นต้องหาจุดเด่นให้กับตัวเอง
“ในเมื่อพรรคใหญ่ ๆ เขาเห็นชอบไปกันหมดแล้ว พรรคเล็กก็ต้องหาความแตกต่าง หาจุดเด่นของตัวเอง เพื่อดึงคะแนนเสียง”
นายยิ่งชีพ ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า พรรคการเมืองบางพรรค รวมถึงพรรครวมไทยสร้างชาติ หรือบางพรรคที่ปัจจุบันแสดงท่าทีไม่เห็นชอบนั้น ในช่วงที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกลับเคยลงมติเห็นชอบกับข้อเสนอให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาแล้ว
“วันนี้ที่ออกมาทำกิจกรรม ก็อาจจะเป็นเพียงเพอร์ฟอร์แมนซ์ทางการเมืองมากกว่า”
สำหรับอุปสรรคในการรณรงค์ประชามติ นายยิ่งชีพ ระบุว่า ไม่ได้กังวลเรื่องการแสดงความเห็นของพรรคการเมือง แต่เป็นห่วงการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ โดยเฉพาะข่าวที่พยายามเชื่อมโยงการแก้รัฐธรรมนูญกับการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเป็นกฎหมายคนละฉบับกัน รวมถึงความเข้าใจผิดเกี่ยวกับบทลงโทษคดีทุจริตที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
“ภาระของภาคประชาชนตอนนี้คือ ต้องคอยแก้ข่าวเท็จที่แพร่กระจาย ทำให้คนลังเลและสับสนกับการออกเสียง”
ทั้งนี้ นายยิ่งชีพ ยังเชิญชวนประชาชนสวมเสื้อสีเขียวออกมาร่วมกิจกรรมพร้อมกัน 8 พื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อพูดคุยถึงเหตุผลสำคัญของการออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้












