POLITICS

‘ป.ป.ช.’ ยันไม่ตัดตอน-ไม่ล่าช้าคดีโกงสอบท้องถิ่น เร่งไต่สวนทั้งกระดานหาตัวการใหญ่

‘ป.ป.ช.’ ยันไม่ตัดตอน-ไม่ล่าช้าคดีโกงสอบท้องถิ่น เร่งไต่สวนทั้งกระดานหาตัวการใหญ่ พบผู้เกี่ยวข้องกว่า 6,000 คน แจงส่งสำนวน 3 ผู้ต้องหาไม่ทัน เหตุรับสำนวนต่อจากตำรวจเหลือเวลาทำคดี 36 วัน ก่อนครบกำหนดคุมขัง ชี้คดีคืบหน้า 40% – หลักฐานตัวการสำคัญค่อนข้างครบ ย้ำยังไม่ถึงนักการเมือง สุดแค่อธิบดี ก่อนทยอยแจ้งข้อกล่าวหาต้น พ.ย. ลั่นคดีนี้ไม่เงียบแน่นอน

วันนี้ (12 ต.ค. 69) ที่สำนักงาน ป.ป.ช. นนทบุรี นายนิติพันธ์ ประจวบเหมาะ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. พร้อมด้วย นายเกียรติศักดิ์ พุฒพันธุ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. แถลงความคืบหน้าการตรวจสอบคดีทุจริตการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ภายหลังผู้ต้องหา 3 รายในคดีถูกปล่อยตัวจากการคุมขังระหว่างไต่สวน เนื่องจากสำนักงาน ป.ป.ช. ยังทำสำนวนส่งฟ้องต่อศาลไม่ทันภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

นายนิติพันธ์ กล่าวว่า คดีนี้เป็นที่ติดตามของสื่อมวลชนและให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยตั้งคณะทำงานโฆษกขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้ เพื่อรายงานความก้าวหน้าของคดีต่อสื่อมวลชนเป็นระยะอย่างเป็นระบบ และจะแถลงข่าวให้บ่อยขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายของคดี

นายนิติพันธ์ กล่าวว่า คดีของ ป.ป.ช. ต้องดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยใช้ระบบไต่สวน ซึ่งองค์กร ป.ป.ช. ถูกออกแบบให้มีลักษณะกึ่งตุลาการ ทำให้การทำงานมีขั้นตอนค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม คดีนี้ ป.ป.ช. ดำเนินการอย่างเต็มที่ โดยบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงาน ป.ป.ท. ในการติดตามเส้นทางการเงิน

“ต้องบอกว่าในส่วนตัว ความเป็นข้าราชการ เราก็รับไม่ได้กับเรื่องแบบนี้ การเข้ามาเป็นข้าราชการแล้วมีการทุจริตหรือต้องให้สินบนตั้งแต่แรก เป็นเรื่องที่น่าเสียใจ เพราะฉะนั้นความที่เราเป็นข้าราชการ เราตั้งใจอยู่แล้วต้องทำคดีนี้ให้สำเร็จ” นายนิติพันธ์ กล่าว

นายนิติพันธ์ กล่าวด้วยว่า การทำสำนวนของ ป.ป.ช. ต้องมีความแน่นหนาและรอบคอบ โดยสำนวนที่ ป.ป.ช. เสนอต่อศาลประมาณ 90% ศาลพิพากษาลงโทษ จึงขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในการทำงานของ ป.ป.ช. และให้เวลาเจ้าหน้าที่ทำงานอย่างเต็มที่

ขณะที่นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า ประเด็นที่สังคมตั้งคำถามมี 3 เรื่องหลัก ได้แก่ การปล่อยตัวผู้ต้องหาหมายความว่าคดีจบแล้วหรือไม่ มีการตัดตอนคดีหรือไม่ และมีนักการเมืองเกี่ยวข้องกับคดีนี้หรือไม่ โดยยืนยันว่า ป.ป.ช. ยังคงมุ่งมั่นดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกคนอย่างถึงที่สุด พร้อมย้ำว่าการดำเนินการทุกขั้นตอนต้องเป็นไปตามกฎหมาย และต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพในการไต่สวนคดีทุจริต กฎหมายกำหนดให้หน่วยงานที่พบการกระทำทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐต้องส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. ภายใน 30 วัน แต่คดีนี้เริ่มต้นจากพนักงานสอบสวนที่ดำเนินการมาแล้วระยะหนึ่ง ก่อนพบภายหลังว่าอาจเป็นคดีทุจริต จึงส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ดำเนินการต่อ ทำให้ ป.ป.ช. มีเวลาควบคุมตัวผู้ถูกกล่าวหาเหลือ 3 ผัด ผัดละ 12 วัน

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า การรวบรวมพยานหลักฐานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ช่วยให้มีหลักฐานประกอบสำนวนค่อนข้างสมบูรณ์ โดยเฉพาะเส้นทางการเงินและการยึดอายัดทรัพย์สิน แต่เมื่อเรื่องมาถึง ป.ป.ช. ต้องตรวจสอบรูปคดีว่าเกี่ยวข้องกับใครบ้าง พาดพิงถึงบุคคลใด และจะใช้กระบวนการไต่สวนรูปแบบใด ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายของ ป.ป.ช. โดยการดำเนินคดีอาญาต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกกล่าวหา โดยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87 กำหนดว่า คดีที่มีโทษสูงสุดเกิน 10 ปี สามารถควบคุมตัวผู้ถูกกล่าวหาได้ไม่เกิน 84 วัน หากเกินกำหนดต้องปล่อยตัว ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้กับทุกคดี

ส่วนการปล่อยตัวผู้ต้องหาไม่ได้หมายความว่าพ้นผิดหรือคดีสิ้นสุดลง เพราะ ป.ป.ช. ยังสามารถดำเนินคดีต่อไปได้ โดยกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 39 กำหนดมาตรการกรณีผู้ต้องหาจะหลบหนีหรือมีพฤติการณ์หลบหนี สามารถจับตัวผู้ต้องหาได้ พร้อมยืนยันว่ามีมาตรการเฝ้าระวังเพื่อป้องกันการหลบหนี เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหายังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า การที่ ป.ป.ช. ยังทำสำนวนไม่เสร็จ ไม่ได้หมายความว่าเป็นการตัดตอนคดี เพราะหากต้องการตัดตอนจริง จะต้องเร่งทำสำนวนให้เสร็จภายในเวลาที่ทุกคนคาดหวัง โดยไม่สนใจว่ามีใครเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดบ้าง โดยเฉพาะตัวการใหญ่ แล้วรีบส่งคดีไปศาลเฉพาะบุคคลที่ต้องการดำเนินคดี แต่ ป.ป.ช. กำลังไต่สวนทั้งกระดาน เพื่อหาว่าใครเป็นตัวการใหญ่ ใครสนับสนุน ใครเป็นนายหน้า และใครเป็นผู้แก้ไขเปลี่ยนแปลงรายละเอียดผลการสอบ

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า คดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องประมาณ 6,000 คน การรวบรวมพยานหลักฐานจึงมีความซับซ้อน เพราะผู้ให้การย่อมไม่ยอมรับว่าตนเองกระทำผิดโดยง่าย โดยพยานแต่ละคนต้องใช้หลักฐานประมาณ 4-5 ชิ้นประกอบการพิสูจน์ความผิด และไม่มีใครให้การตั้งแต่ต้นว่าได้นำเงินไปจ่ายให้นายหน้าหรือบุคคลใดเพื่อโกงสอบ ขณะนี้ ป.ป.ช. ยังสอบพยานไม่ครบทั้ง 6,000 คน แต่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องบางส่วน โดยเฉพาะตัวการใหญ่ที่สุด ซึ่งในเบื้องต้นยังไม่พบหลักฐานไปถึงนักการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ส่วนจะเกี่ยวข้องกับใครบ้าง จะมีการประชุมคณะไต่สวนในช่วงปลายเดือน ต.ค. เพื่อนำพยานหลักฐานทั้งหมดมาวิเคราะห์และพิจารณาว่าจะแจ้งข้อกล่าวหาอย่างไร

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า การดำเนินคดีอาจทำพร้อมกันทั้งหมด 6,000 ราย หรือทยอยแจ้งข้อกล่าวหาเป็นกลุ่ม ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะไต่สวนและข้อจำกัดทางเทคนิคของคดี โดยยืนยันว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในช่วงต้นเดือน พ.ย. นี้ ย้ำว่า ขณะนี้เราติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิด ไม่ใช่เฉพาะสื่อ แต่ประชาชนก็ติดตามใกล้ชิด เพราะคดีนี้สำคัญอย่างยิ่งยวด เป็นคดีที่เรียกว่าละเมิด หรือท้าทายต่อการปราบปรามการทุจริต เป็นการโกงตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ตำแหน่ง ทำลายความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชน การดำเนินคดีต้องพิสูจน์ทั้งเจตนาและมูลเหตุจูงใจในการกระทำผิด ไม่ใช่มีเพียงเส้นทางการเงินหรือคำให้การ แต่ต้องอธิบายเจตนาและมูลเหตุให้ได้ด้วย

เมื่อถามถึงความคืบหน้าของคดี นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า หากพิจารณาในเชิงปริมาณมีความคืบหน้าประมาณ 40% แต่ในเชิงคุณภาพ พยานหลักฐานเกี่ยวกับตัวการสำคัญและตัวการใหญ่ค่อนข้างครบถ้วนแล้ว โดยแบ่งผู้เกี่ยวข้องเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง 2. กลุ่มผู้จัดทำขบวนการทั้งหมด ทั้งการแก้ไขคะแนนและขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างที่อาจเกี่ยวข้อง 3. กลุ่มนายหน้าซึ่งมีมากกว่า 100 สาย และ 4. กลุ่มผู้เข้าสอบ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุด

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า กระบวนการที่ยากที่สุดผ่านพ้นไปแล้ว แต่ยังต้องตรวจสอบรายละเอียดให้รอบคอบ เนื่องจาก ป.ป.ช. จะดำเนินคดีโดยต้องมีความชัดเจนว่าผู้ถูกกล่าวหาแต่ละรายกระทำผิดอย่างไร ตั้งแต่ผู้วางแผนไปจนถึงนายหน้าที่เรียกรับเงิน จึงต้องแยกแยะบทบาทและการกระทำผิดของแต่ละคนให้ชัดเจนก่อนแจ้งข้อกล่าวหา

เมื่อถามถึงความรับผิดของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. กรณีทำสำนวนส่งฟ้องไม่ทัน นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า กฎหมายกำหนดกรอบการไต่สวนไว้ตามมาตรา 46 ของ พ.ร.ป. ป.ป.ช. หากตั้งไต่สวนแล้วดำเนินการไม่เสร็จภายใน 2 ปี หรือ 3 ปีในกรณีเกี่ยวพันกับต่างประเทศ จะต้องตรวจสอบว่าเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบละเลยหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ โดยที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่ถูกให้ออกและถูกดำเนินคดีแล้วหลายคน ส่วนการควบคุมขังเป็นเพียงมาตรการเสริม ขณะที่เป้าหมายหลักคือการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ กฎหมายยังมีมาตรการเกี่ยวกับอายุความ โดยหากผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีระหว่างการไต่สวน จะไม่นับอายุความในช่วงที่หลบหนี เพื่อให้สามารถติดตามตัวมาดำเนินคดีได้ ไม่ว่าจะหลบหนีไปที่ใด

ส่วนกรณี ดร.วิน ธนพชรโภคิน ผู้ถูกกล่าวหาในคดี ซึ่งเคยหลบหนีก่อนถูกจับกุมและนำตัวไปคุมขัง นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า ป.ป.ช. ประเมินพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดว่ามีแนวโน้มหลบหนีหรือไม่ หากพบเหตุหลบหนีจะขอศาลออกหมายจับทันที พร้อมยืนยันว่ามีมาตรการเฝ้าระวังและประสานปิดช่องทางตามแนวชายแดน ทั้งช่องทางธรรมชาติและช่องทางทางการแล้ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากอาจกระทบสิทธิของพยานหรือผู้ถูกกล่าวหา

เมื่อถามว่าผู้ถูกกล่าวหาอาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานหรือไม่ นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า ต้องแยกประเด็นกัน โดยพยานหลักฐานสำคัญส่วนใหญ่ได้รับการรวบรวมไว้ครบถ้วนแล้ว แต่ยังต้องประเมินว่ามีจุดใดที่อาจถูกแทรกแซงได้ พร้อมย้ำว่าคดีที่มีผู้เกี่ยวข้องหลายคนต้องตรวจสอบให้ละเอียดว่าแต่ละคนมีบทบาทอย่างไร และกระทำผิดกี่กรรม เพื่อไม่ให้เกิดการตัดตอนจนผู้เกี่ยวข้องหลุดพ้นจากความผิด

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า คดีนี้มาถึง ป.ป.ช. ในช่วงผัดที่ 4 ทำให้มีเวลาทำงาน 36 วัน โดยต้องคัดเลือกผู้ไม่มีส่วนได้เสียเข้ามาเป็นคณะไต่สวนตามระบบไต่สวน ซึ่งไม่เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียเข้าร่วม พร้อมยืนยันว่า “ใน 36 วัน ไม่มีคดีไหนเราทำได้เร็วเท่านี้”

เมื่อถามว่าพยานหลักฐานยังไม่ถึงนักการเมือง และผู้ถูกกล่าวหาในตำแหน่งสูงสุดเป็นระดับอธิบดีใช่หรือไม่ นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า มีอธิบดีเกี่ยวข้องหลายคน โดยแยกเป็น 2 สำนวน คือสำนวนปี 2568 และปี 2564 ซึ่งการชี้แจงครั้งนี้เป็นสำนวนปี 2568 ส่วนอีกสำนวนไม่แน่ใจในรายละเอียด แต่มีผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 1 คนแน่นอน

ส่วนขั้นตอนหลังแจ้งข้อกล่าวหา นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิรับทราบข้อกล่าวหาและชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน และสามารถขยายเวลาได้ รวมไม่เกิน 45 วัน หลังจากนั้น ป.ป.ช. จะพิจารณาพยานหลักฐานที่ผู้ถูกกล่าวหานำมาอ้างเพิ่มเติม รวมถึงข้อเสนอให้ไต่สวนพยานหลักฐานอื่น โดยยืนยันว่ากระบวนการไต่สวนต้องรับฟังทุกฝ่าย ทั้งข้อเท็จจริงที่เป็นผลดีและผลเสียต่อผู้ถูกกล่าวหา และเปิดโอกาสให้ตรวจสอบพยานหลักฐานเพื่อใช้ต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่

เมื่อถามถึงรายงานผลการตรวจสอบคดีโกงสอบท้องถิ่นของคณะทำงานนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า ป.ป.ช. ไม่ได้ละเลยรายงานดังกล่าว โดยหน่วยงานที่รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริต หากตรวจสอบเสร็จภายใน 30 วัน ต้องส่งข้อมูลให้ ป.ป.ช. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้นำมาใช้ประกอบสำนวนคดี พร้อมระบุว่าคดีนี้มีขนาดใหญ่และกระทบความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างมาก เพราะเป็นการทุจริตตั้งแต่ก่อนเข้ารับตำแหน่ง จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกหน่วยงาน และพยานหลักฐานต้องสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน

สำหรับการตรวจข้อสอบจำนวน 800,000 แผ่น นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า คาดว่าจะเริ่มตรวจได้ภายใน 10 วันนับจากนี้ ขณะนี้ได้เครื่องมือแล้ว และอยู่ระหว่างหาสถานที่ที่น่าเชื่อถือ รวมถึงกำหนดวิธีการตรวจให้สามารถนำผลไปใช้ในชั้นศาลได้ โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญรองรับและดำเนินการร่วมกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ส่วนเส้นทางการเงินในคดี นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า มีความซับซ้อนและกระจายเป็นใยแมงมุม โดยขณะนี้เริ่มเห็นปลายทางและตัวละครสำคัญบางส่วนแล้ว แต่ยังไม่พบหลักฐานไปถึงนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นระดับรัฐมนตรีหรือ สส. รวมถึงเส้นทางเงินดิจิทัล ซึ่ง ป.ป.ช. มีหลายทีมติดตามเงินทุกประเภท ขณะที่ทรัพย์สินบางส่วนถูกยึดและอายัดตามกฎหมาย ปปง. แล้ว เป็นมูลค่าหลักร้อยล้านบาท หากจำตัวเลขไม่ผิด

“เราไม่ได้หลบหน้านักข่าว เราพยายามให้ข้อมูลทุกขั้นตอน คดีนี้สำคัญ เพราะไปก่อให้เกิดการทุจริตอีกเท่าทวีคูณ จากคนหนึ่งคนที่เสียเงินในวันที่เข้าไป แล้วเขามีอายุราชการ 36 ปี ต้องถอนทุนคืน เป็นเรื่องสาหัสพอสมควรกับประเทศ เรื่องนี้จะไม่หายไป ไม่เงียบแน่นอน รวมถึงเรื่องที่สนใจอื่น ๆ ด้วย เพราะนโยบายเลขาธิการฯ ป.ป.ช. จะฟื้นความเชื่อมั่นคดีใหญ่ ๆ ร่วมมือกับทุกหน่วยงาน จับตัวผู้กระทำผิดให้ได้โดยเร็วที่สุด” นายเกียรติศักดิ์ กล่าว

Related Posts

Send this to a friend