POLITICS

‘อนุดิษฐ์’ ชี้ รัฐบาลกำลังผลักภาระ-เลี่ยงหน้าที่แก้ รธน. ทั้งที่เป็นผู้เสนอทำประชามติเอง

‘อนุดิษฐ์’ ชี้ รัฐบาลกำลังผลักภาระ-เลี่ยงหน้าที่แก้รัฐธรรมนูญ ทั้งที่เป็นผู้เสนอทำประชามติเอง จี้เคารพ 21.6 ล้านเสียง พร้อมปลดล็อกอำนาจ สว. มาตรา 256 ลั่น กฎหมายต้องรับใช้ประชาชน ไม่ใช่เครื่องมือสร้างทางตัน

วันนี้ (12 พ.ค. 69) น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลประกาศไม่ขอให้รัฐสภาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่ตกไปเพราะการยุบสภาฯ เนื่องจากเป็นร่างเดิมของรัฐสภาชุดก่อนที่มีความขัดแย้ง จึงควรให้รัฐสภาชุดใหม่เป็นผู้เสนอญัตติใหม่

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า รัฐบาลกำลังหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบของตนเองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 158 คณะรัฐมนตรีมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชน มีกฎหมายและงบประมาณเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารประเทศ

หากกฎหมายเป็นอุปสรรค รัฐบาลมีหน้าที่เสนอแก้ไข หากงบประมาณไม่เพียงพอ รัฐบาลมีหน้าที่จัดหา ดังนั้น การเสนอกฎหมายจึงไม่ใช่เรื่องจะทำหรือไม่ทำ แต่เป็นหน้าที่หลักของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญมาตรา 133 (1) และมาตรา 256 (1) ส่วนรัฐสภามีหน้าที่พิจารณาให้ความเห็นชอบ เว้นแต่กรณีที่รัฐบาลไม่ทำหน้าที่ รัฐธรรมนูญจึงเปิดช่องให้ สส. หรือประชาชนเข้าชื่อเสนอได้ ประเทศไทยปกครองในระบอบนิติรัฐ กฎหมายต้องรับใช้ประชาชน ไม่ใช่เป็นเครื่องมือสร้างทางตันทางการเมือง

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันซึ่งเกิดขึ้นในยุคเผด็จการ กลายเป็นต้นตอของความขัดแย้งและอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ขณะที่ประชาชนกว่า 21 ล้านเสียง ลงประชามติ “เห็นชอบ” สมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถือเป็นเจตจำนงทางการเมืองของประชาชนจำนวนมหาศาลที่แสดงออกผ่านกระบวนการประชามติอย่างชัดเจนว่า ควรเดินหน้ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลซึ่งเป็นผู้เสนอให้มีประชามติกลับพยายามโยนภาระการแก้รัฐธรรมนูญให้รัฐสภา ทั้งที่เป็นหน้าที่โดยตรงของ ครม. และรัฐธรรมนูญมาตรา 256 (1) บัญญัติว่า ครม. อยู่ในลำดับแรกของผู้มีสิทธิเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ดังนั้น หากรัฐบาลจริงใจต่อประชาชน ต้องเป็นผู้เสนอเอง

การแก้ไขครั้งนี้ต้องแก้ “กับดัก” สำคัญในมาตรา 256 (3) และ (6) ที่กำหนดให้การแก้รัฐธรรมนูญต้องได้รับเสียงเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสาม หรือ 67 คน เพราะตราบใดที่เงื่อนไขนี้ยังอยู่ อำนาจการแก้รัฐธรรมนูญก็ยังถูกผูกไว้กับ สว. ที่มีคำครหาว่าไม่ได้มาจากประชาชน อีกทั้งในปัจจุบันยังมีข้อสงสัยจากสังคมเกี่ยวกับกระบวนการได้มาของ สว. ยิ่งทำให้ประชาชนตั้งคำถามต่อความชอบธรรมมากขึ้น

“ผมเรียกร้องให้ประชาชนจับตาการลงมติของทั้ง สส. และ สว. อย่างใกล้ชิดว่าใครยืนอยู่ข้างประชาชน และใครยืนขวางเจตนารมณ์ของประชาชน เพราะท้ายที่สุดประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินเอง” น.อ.อนุดิษฐ์ ระบุ

Related Posts

Send this to a friend