นายกฯ กำชับ กรมชลประทาน ร่วมมือท้องถิ่น ให้ความสำคัญกับการสื่อสาร
แจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าก่อนระบายน้ำ พร้อมป้องกันความขัดแย้งในพื้นที่ประสบภัย ขอ ฝ่ายการเมือง – ข้าราชการ หลีกเลี่ยงปะทะคารม เผย ‘มหาดไทย‘ สรุปยอดโอนเยียวยาแล้ว 48,600 ครัวเรือน ย้ำ จังหวัดช่วยเหลือตัวเองมากใช้งบทดรองราชการเตรียมความพร้อม “รถบรรทุก-รถขุด” ล่วงหน้า
วันนี้ (10 ต.ค. 69) ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีข้อสั่งการในช่วงท้ายของการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ว่า ขอให้กรมชลประทานร่วมมือกับจังหวัด อำเภอ และฝ่ายปกครอง ให้ความสำคัญกับการสื่อสารแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าทุกครั้งก่อนดำเนินการระบายน้ำที่อาจส่งผลกระทบ พร้อมทั้งกำกับดูแลและบริหารจัดการสถานการณ์อย่างรอบคอบ เพื่อลดผลกระทบและป้องกันความขัดแย้งในพื้นที่ กรณีที่เกิดขึ้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรานั้น ทุกฝ่ายควรพยายามบริหารสถานการณ์เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะคารม เนื่องจากทั้งฝ่ายการเมืองและข้าราชการต่างปฏิบัติงานเพื่อประชาชนเช่นเดียวกัน ผู้ที่มีอำนาจหน้าที่เท่านั้นที่จะต้องตัดสินใจและบริหารสถานการณ์ โดยไม่สามารถให้ทุกคนเข้ามาร่วมหรือหักล้างการตัดสินใจของผู้มีอำนาจได้
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ขอความร่วมมือจากหน่วยทหาร ส่วนราชการ กระทรวง กรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการสนับสนุนกำลังคน เครื่องมือ เครื่องจักร และทรัพยากรที่จำเป็น เมื่อดำเนินการเสร็จสิ้น ให้เร่งถอนทรัพยากรเพื่อนำไปซ่อมแซมและเตรียมความพร้อมสำหรับปฏิบัติการในภูมิภาคอื่นๆ ต่อไป ทั้งนี้ ในการเตรียมพร้อมรับมือฝนระลอกใหม่ ขอให้เตรียมบริหารสถานการณ์และช่วยเหลือประชาชนให้ปลอดภัย จัดหน่วยติดตามและเฝ้าระวังเพื่อตรวจสอบว่าประชาชนอพยพออกมาเรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ผู้ป่วยติดเตียง เด็ก และผู้สูงอายุ ซึ่งต้องไม่มีผู้ใดติดค้างอยู่ในเคหสถานอย่างเด็ดขาด
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า กระทรวงมหาดไทยได้สรุปการโอนเงินค่าเสียหายแล้วจำนวน 48,600 ครัวเรือน หรือประมาณร้อยละ 12 ของการคาดการณ์ ซึ่งการจ่ายเงินจะต้องจ่ายตามจริงและสำรวจความเสียหายตามความเป็นจริง ไม่ควรพยายามปรับข้อมูลให้เข้าเกณฑ์เพียงอย่างเดียว เนื่องจากงบประมาณมีจำกัดและต้องนำไปใช้ช่วยเหลือในด้านอื่นๆ ด้วย การดำเนินการจึงต้องทำด้วยความรอบคอบ ยุติธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และตรงตามความเป็นจริงและหลักเกณฑ์ทุกประการ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดจากการตรวจสอบในภายหลัง
“รัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดการสูญเสียชีวิตของประชาชน การประชาสัมพันธ์ การให้ข้อมูล และการเฝ้าระวังดูแลประชาชนในชุมชนที่ประสบภัยอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยรักษาชีวิตผู้คนได้ ผวจ.ต้องลงพื้นที่ตรวจสอบความจริงและสำรวจจำนวนผู้ป่วยติดเตียงที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ในแต่ละครัวเรือน เพื่อเตรียมพร้อมอพยพบุคคลกลุ่มนี้ออกมาก่อนหากเกิดภัยพิบัติ และขอผวจ.ทุกจังหวัดสั่งการทีมงานให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและทราบตำแหน่งของกลุ่มเปราะบางเพื่อเตรียมการเคลื่อนย้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ โดยนำบทเรียนจากกรณีผู้ป่วยติดเตียงอพยพไม่ทันในพื้นที่หาดใหญ่เมื่อปีที่แล้วมาเป็นข้อควรระวัง“ นายกรัฐมนตรี กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า การสำรวจพื้นที่อย่างใกล้ชิดถือเป็นข้อปฏิบัติที่ต้องดำเนินการทันที สำหรับจังหวัดที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ขอให้ผวจ. ฝ่ายปกครอง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำรวจเครื่องมือเครื่องจักรของทางราชการ เช่น รถสุขา เครื่องปั๊มน้ำ รถบรรทุก และรถขุด เพื่อขึ้นบัญชีไว้สำหรับระดมสรรพกำลังไปช่วยเหลือจังหวัดอื่นเมื่อเกิดเหตุจำเป็น อย่างไรก็ตาม แต่ละจังหวัดควรช่วยเหลือตนเองให้มากที่สุดก่อนโดยใช้งบทดรองราชการ และเตรียมความพร้อมจัดหาเครือข่ายผู้ประกอบการรถบรรทุกหรือรถขุดในพื้นที่ไว้ล่วงหน้าเพื่อการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างทันท่วงทีโดยไม่ต้องรอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานอื่น พร้อมทั้งให้จัดทำแผนเผชิญเหตุฉุกเฉินในแต่ละระดับเตรียมไว้ด้วย














