POLITICS

‘ภัทรพงศ์’ ซัดรัฐบาลรับมือมลพิษล้มเหลว ชี้ PM 2.5 คือภัยจากรัฐบาลที่ทำงานไม่เป็น

‘ภัทรพงศ์’ ซัดรัฐบาลรับมือมลพิษล้มเหลว ชี้ PM 2.5 คือภัยจากรัฐบาลที่ทำงานไม่เป็น โต้ ‘ศุภจี’ พวกเราไม่ได้รวย ย้ายบ้านหนีฝุ่นไม่ได้ จี้ตอบให้ชัด พ.ร.บ. อากาศสะอาดเอาไงต่อ

วันนี้ (10 เม.ย. 69) ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 วาระเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่มี นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานในที่ประชุม

นายภัทรพงศ์ ลีลาภัทร์ สส. เชียงใหม่ พรรคประชาชน กล่าวว่า ในคำแถลงนโยบาย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระบุว่าประเทศไทยเจอกับ ภัย 4 ด้าน ได้แก่ ภัยด้านเศรษฐกิจ ภัยสังคม ภัยสิ่งแวดล้อม และภัยความมั่นคง แต่สิ่งที่ขาดคือภัยจากรัฐบาลที่ทำงานไม่เป็น โดยเฉพาะมลพิษ PM 2.5 และมลพิษทางน้ำข้ามแดน ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลนายอนุทินไม่ทำอะไรเลยสักอย่าง

นายภัทรพงศ์ ย้อนความหลังในวันแถลงนโยบายเมื่อ ปี 68 ตนเองพูดชัดเจนว่าจะต้องเตรียมรับมือกับปัญหามลพิษอย่างเร่งด่วนเพื่อลดผลกระทบให้ได้มากที่สุดในช่วงปลายปี 68 – 69 แต่วันนี้รัฐบาลละเลยกับปัญหาทำให้รัฐบาลนายอนุทินชุดนั้นเป็นมลพิษเสียเอง วันนี้นายอนุทินหยิบมลพิษก้อนนั้นมาควบคุมมลพิษดูแลปัญหาสิ่งแวดล้อมต่อ คนนั้นคือ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ยกตัวอย่างปัญหา PM 2.5 ในภาคเหนือเดือน ก.ย. ปีที่แล้ว ตนเองบอกนายสุชาติว่างบประมาณ ปี 69 มีไม่ใกล้กับคำว่า “เพียงพอ” โดยเฉพาะเรื่องไฟป่า จึงขอเร่งเติมงบกลางให้ท้องถิ่นภายในเดือน ต.ค. แต่นายสุชาติไม่ทำ ไม่กี่วันก่อนยังมีหน้ามาอ้างทั้งที่คนเหนือกำลังเจอกับปัญหาฝุ่นพิษอย่างหนักว่า ไฟป่าปีนี้ไม่ไหวเพราะไม่มีเงินงบกลางมาแม้แต่บาทเดียว

”ลืมไปหรือเปล่าว่าคุณคือรัฐมนตรี นี่คือหน้าที่ของคุณผมบอกไปแล้วตั้งแต่เดือน ก.ย. ที่ทีมไฟป่าไม่มีเงินเพราะคุณสุชาติไม่ทำงานอย่ามาอ้างแบบนี้ ตอนนี้พวกเราชาวเหนือต้องเจอฝุ่นพิษอย่างหนักและไม่มีเงินมาช่วยพวกเราเลย นี่คือภัยจากรัฐบาลที่ทำงานไม่เป็น ขาดไปจากคำแถลงนโยบายเล่มนี้“

นายภัทรพงศ์ กล่าวต่อว่าตนเองบอกกับนายสุชาติว่าให้ปรับการประกาศเขตควบคุมมลพิษ ซึ่งขณะนี้ประกาศเพียงแค่ 4 จังหวัดจาก 9 จังหวัด ในขณะที่ค่าฝุ่น PM 2.5 รุนแรงที่สุดเข้าเกณฑ์ประกาศภัยพิบัติตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. 69 เราต้องเจอกับปัญหานี้โดยไม่มีมาตรการรองรับ และไม่มีทีท่าว่าจะหายไปง่าย ๆ โดยปกติการประกาศเขตควบคุมมลพิษต้องประกาศก่อนเกิดเหตุ เพื่อให้จังหวัดสามารถตั้งคำของบประมาณ พร้อมกับแผนการจัดการระยะสั้น กลาง และยาว

ในจังหวัดเชียงใหม่มีการประกาศเขตควบคุมมลพิษ ทำตามแผนจัดประชุมท้องถิ่นและของบกลางภายในเดือน พ.ย. 68 แต่ไม่มีเงินมาสักบาท ทำให้การประกาศเขตควบคุมมลพิษไม่ต่างกับกระดาษ A4 ใบเดียวที่แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ เรื่องนี้นายสุชาติทำงานไม่เป็น ทำให้หน่วยงานไม่มีงบประมาณและต้องสูดฝุ่นพิษกันอย่างหนัก นอกจากนี้นายสุชาติยังอ้างแทนผู้ว่าราชการจังหวัดว่าไม่สามารถประกาศเขตควบคุมมลพิษได้ เพราะจะกระทบกับการท่องเที่ยว ขอถามตรง ๆ ว่านายสุชาติรู้หรือไม่ว่ากระทรวงทรัพย์ฯ เป็นผู้ออกเกณฑ์การประกาศเขตภัยพิบัติกรณี PM 2.5 จึงขอถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาด้วยว่า ต่อให้ไม่ประกาศเขตภัยพิบัติถ้าค่าฝุ่นทะลุ 500 มคก./ลบ.ม. กระทบการท่องเที่ยวหรือไม่ ทั้งนี้นายสุชาติยังอ้างว่า ไฟป่าไม่ได้ลามทุกพื้นที่ของจังหวัดเชียงใหม่ ลามเฉพาะในพื้นที่ป่าประกาศเขตอัคคีภัยเฉพาะตำบลและอำเภอ แต่ตอนนี้เรากำลังเจอภัยพิบัติอากาศที่หายใจเป็นพิษ ดังนั้นกระทรวงทรัพย์ฯ จะอ้างแบบนี้ได้อย่างไร

”นี่เป็นโรคประจำตัวของคุณสุชาติที่ไม่ยอมรับความจริง เพราะไม่กี่วันต่อมากระทรวงทรัพย์ฯ ยังออกมาสื่อสารว่าฝุ่นพิษในปีนี้ดีกว่าปีที่แล้ว 45% ไปอยู่โลกไหนกันมา สื่อสารแบบนี้ได้อย่างไร ประชาชนเชียงใหม่เลือดกำเดาไหลทั้งเมืองแล้ว“

นายภัทรพงศ์ ชี้ว่ารัฐบาลต้องปรับมายเซตเรื่อง PM 2.5 ใหม่โดยด่วน เพราะเมื่อคืนนี้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าไม่ได้คาดหวังให้ภาคเหนือมีคนมาเที่ยวตลอด 365 วัน ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้กระทบแค่การท่องเที่ยวแต่กระทบกับพวกเราคนเหนือที่อาศัยอยู่ พวกเราไม่ได้มีเงินรวยเหมือนพวกท่านที่จะย้ายบ้าน ย้ายที่ทำงาน ย้ายครอบครัวหนีฝุ่นได้ พวกเราอยู่ที่นั่น 365 วัน ถ้ารัฐบาลลงมาอยู่ข้างประชาชน รัฐบาลจะไม่กล้าพูดแบบนี้

เรื่องที่แย่กว่านั้นคือ ค่าตอบแทนดับไฟป่าที่ตั้งไว้เพียง 240 บาท ต่อคนต่อวัน ตนเองอภิปรายเรื่องนี้มา 3 รัฐบาลแล้วยังไม่มีการปรับ ภารกิจมีทั้งเฝ้าระวัง ลาดตระเวน ดับไฟป่า แต่ได้ค่าตอบแทนเพียง 240 บาทเอาสมองส่วนไหนคิด เวลาซื้อเสียงยังต้องจ่าย 500 บาท 1,000 บาท 2,000 บาทต่อคน จ้างคนไปกากบาทเพื่อให้ได้อำนาจ เรื่องต่ำ ๆ ยังทำกันได้ การจ้างคนที่เสี่ยงชีวิตไปดับไฟป่าเพียงแค่นี้ทั้งที่การดับไฟป่าเสี่ยงชีวิตทำไม่ได้ รัฐบาลยังเพิ่มความเสี่ยงเพราะท้องถิ่นไม่มีงบมีอำนาจ ขาดการบัญชาการในพื้นที่ ทีมไหนจะเข้าไปดับไฟป่าตรงไหนไม่มีใครรู้ อย่ามาอ้างแบบคนนั่งในห้องแอร์ว่าในพื้นที่ประสานงานกันดีอยู่แล้ว เพราะแม้กระทั่งทีมของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยังถูกจุดไฟสวน ไฟล้อมทีมดับไฟ สัปดาห์ที่ผ่านมาเราสูญเสียคนที่ไปดับไฟป่ารักษาปอดให้เรา 4 ราย จึงขอแสดงความเสียใจกับผู้เสียชีวิตด้วย

นายภัทรพงศ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่นายอนุทินตั้งนายสุชาติ คนที่ล้มเหลวในการจัดการปัญหานี้มาดูแลเรื่องนี้ต่อ ขอถามนายอนุทินตรง ๆ ว่าจะแก้ปัญหานี้ได้เมื่อไร ปีนี้หรือปีหน้า เพราะถ้าตั้งนายสุชาติคงชาติหน้าแน่นอน สำหรับการจัดการมลพิษทางน้ำข้ามแดน จากการทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน กลไกความร่วมมือระหว่างประเทศและการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานของกลุ่มทุนไทยที่นำเข้าสินค้า นายอนุทินเหมือนจะออกประกาศนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีที่มามาจากการเผา แต่ไส้ในกลับเปิดช่องให้ผู้นำเข้าสามารถรับรองตนเองได้ด้วยวิธีที่กลุ่มทุนผู้นำเข้าอาหารสัตว์เป็นคนออกแบบเอง ไม่มีการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน ทำให้เราไม่รู้ว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่นำเข้ามาไม่เผาจริงหรือไม่ ตรวจสอบไม่ได้ว่าถูกขายส่งเป็นทอด ๆ แล้วไปกระจุกอยู่ที่บริษัทอะไร กระทรวงพาณิชย์ยังมีหน้ามาอ้างว่าเป็นแค่ระยะเปลี่ยนผ่าน เราให้ผู้นำเข้ารับรองตนเองไปก่อน รอร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ประกาศมีผลบังคับใช้ค่อยเข้มงวด พูดเหมือนทำนายอนาคตได้ เพราะตอนนี้รัฐบาลเหมือนจะไม่เอาร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้แล้ว

ส่วนการนำเข้าแร่จากเหมืองที่ทำให้น้ำบ้านเราเป็นพิษก็ไม่มีการตรวจสอบ ทุกวันนี้ข้าวปนเปื้อนสารหนู ปลาปนเปื้อนปรอท ฟักทอง มะเขือเปราะปนเปื้อนแคดเมียม เจอสารหนูสะสมในประชาชนเกินค่ามาตรฐาน เราเจอมลพิษทั้งอากาศที่หายใจ แม่น้ำที่ไหลผ่านและอาหารที่กิน จากภายในและภายนอกประเทศโดยที่รัฐบาลไม่ขยับอะไรเลย ปัญหาดังกล่าวกระทบกับคนทั้งประเทศ เป็นปัญหาสุขภาพและชีวิตคือสารพิษที่เราสูดและกินเข้าไปทุกวันโดยที่ไม่รู้ตัว

สำหรับร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดที่ผ่านสภาฯ อย่างเป็นเอกฉันท์ก่อนการเลือกตั้ง ไม่ใช่ร่างกฎหมายของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ร่างที่ตลอดเวลาการหาเสียงทุกพรรคยืนยันว่าจะต้องเดินหน้าต่อ แต่พอเลือกตั้งเสร็จทุกอย่างพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่มีตัวแทนจากฝั่งรัฐบาลกล้าออกมายืนยันแม้แต่คนเดียว ทั้งยังมีการขวางด้วยเหตุผลที่ว่าการเก็บค่าธรรมเนียมผู้ก่อมลพิษจะเพิ่มต้นทุนอุตสาหกรรมและกระทบกับขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งขัดกับคำแถลงนโยบายของรัฐบาล หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายคือหลักการที่ OECD ยึดถือเป็นแกนหลัก รัฐบาลแถลงด้วยว่าจะพาประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกภายในปี 2571 แถลงแบบหนึ่งแต่การกระทำสวนทางนี่คือการโกหกหรือไม่

นายภัทรพงศ์ ถามไปยังนายกฯ และรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ โดยขอให้เลิกหลบการตอบคำถาม ออกมายืนยันกับประชาชนให้ชัดเจนในวันนี้ว่า รัฐบาลจะเอาอย่างไรกับร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด แม้กฎหมายฉบับเดียวจะไม่สามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้ แต่จะเป็นกลไกสำคัญในการเติมเต็มการแก้ปัญหา หลายอย่างเราทำได้ทันทีระหว่างรอ เราสามารถรื้อระบบฐานข้อมูล รื้อระบบปฏิทินการทำงาน รื้อระบบงบประมาณและการจัดการระหว่างประเทศ ไม่ใช่เรื่องยากหากรัฐบาลตั้งใจทำจริง
ทุกปัญหาจะต้องแก้ทั้งระบบ เราไม่สามารถทำแบบสุกเอาเผากินเหมือนที่ผ่านมาได้ ตนเองพยายามจะตีความคำแถลงนโยบายของนายกฯ ให้เข้ากับเรื่องของมลพิษแต่กลับไม่มีเนื้อหาที่สะท้อนถึงความรุนแรงและผลกระทบที่ประชาชนกำลังเจออยู่ เราต้องการผู้นำที่ทำนโยบายเพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชน ไม่ใช่ผู้นำที่กลัวการแก้ปัญหาที่ต้นตอและไม่กล้าตัดสินใจในทุกวิกฤต เราไม่ต้องการเห็นผู้นำที่น้ำท่วมภาคใต้แต่ตนเองไม่กล้าลงไปบัญชาการ เราไม่ต้องการเห็นผู้นำที่ฝุ่นพิษท่วมภาคเหนือแต่ตนเองไม่กล้าขึ้นมาจัดการด้วยตนเอง เราไม่ต้องการเห็นผู้นำที่แต่งตั้งคนที่ทำงานไม่เป็นมาเป็นรัฐมนตรี

“สิ่งที่เห็นชัดเจนคือวันนี้คุณอนุทินไม่ได้ขาดอำนาจ แต่คุณขลาด คุณกลัวที่ต้องตัดสินใจสิ่งสำคัญที่ส่งผลกระทบกับชีวิตประชาชน คุณหนีปัญหาและผลักความรับผิดชอบให้คนอื่นทุกครั้งทุกภัยพิบัติ มีใครเคยเห็นคนที่ชื่ออนุทิน ชาญวีรกูล มานั่งหัวโต๊ะบัญชาการเป็นผู้นำอย่างเด็ดขาดแล้วพาประเทศพ้นวิกฤตบ้าง นี่คือต้นเหตุที่ทำให้ประเทศเจอกับภัย 5 ด้าน ได้แก่ ภัยเศรษฐกิจ ภัยสังคม ภัยสิ่งแวดล้อม ภัยความมั่นคง และภัยจากรัฐบาลอนุทินที่ทำงานไม่เป็น”

Related Posts

Send this to a friend