‘อภิสิทธิ์‘ แถลงน้อมรับคำวินิจฉัยศาล รธน.
หลังมีมติ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่หวั่นสร้างบรรทัดฐานใหม่การกู้เงินรัฐบาล จี้แจงแผนรับมือหนี้สาธารณะ แนะเปลี่ยนผ่านพลังงานต้องไม่พึ่งแค่นำเข้าโซลาร์ – รถ EV
วันนี้ (9 ก.ค. 69) เวลา 12.45 น. ที่อาคารรัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 9 ต่อ 0 ว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ในวงเงิน 200,000 ล้านบาทแรก สำหรับเยียวยาผลกระทบจากวิกฤต ตะวันออกกลาง และวงเงินอีก 200,000 ล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน มีมติ 7 ต่อ 2 ว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ว่า พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะหนึ่งในผู้ร้องคดี รับทราบ เคารพ และน้อมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่เนื่องจากขณะนี้ยังมีเพียงผลมติที่ประกาศออกมา ยังไม่ได้ทราบเหตุผลโดยละเอียด จึงต้องรอศึกษาคำวินิจฉัยฉบับเต็มก่อน จึงจะสามารถแสดงความคิดเห็นต่อรายละเอียดได้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคยังมีความกังวลว่า หากคำวินิจฉัยครั้งนี้นำไปสู่การสร้างบรรทัดฐานใหม่เกี่ยวกับการกู้เงินของรัฐบาล ในกรณีที่รัฐบาลมีงบประมาณไม่เพียงพอ แม้จะอยู่ในภาวะเศรษฐกิจปกติ ก็อาจส่งผลกระทบต่อวินัยการเงินการคลังของประเทศ เพราะตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา กรอบวินัยการเงินการคลังที่กำหนดไว้ทั้งในรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มีส่วนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยมีปัญหาหนี้สาธารณะอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ ดังนั้น พรรคจึงต้องการศึกษาว่า ศาลรัฐธรรมนูญใช้เหตุผลใดในการวินิจฉัย และกังวลว่าจะเกิดบรรทัดฐานใหม่ในการกู้เงินของรัฐบาลในอนาคต
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ประเด็นที่สองคือ การที่รัฐบาลสามารถกู้เงินครั้งนี้ จะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขยับเข้าใกล้เพดานร้อยละ 70 ซึ่งรัฐบาลเคยยืนยันต่อรัฐสภาว่าไม่มีแนวคิดขยายเพดานหนี้สาธารณะ พรรคจึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งชี้แจงแผนการคลังทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ว่าจะมีแนวทางเพิ่มรายได้หรือปรับลดรายจ่ายอย่างไร เพื่อไม่ให้ประเทศต้องกลับมาเผชิญปัญหาการกู้เงินเพิ่มหรือจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้อีก และหวังว่าจะไม่ต้องมีการออกพระราชกำหนดกู้เงินในลักษณะนี้อีกในอนาคต
ส่วนประเด็นที่สาม นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สำหรับโครงการในวงเงิน 200,000 ล้านบาทด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แม้แต่ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็ยังมีตุลาการเสียงข้างน้อยที่เห็นว่าไม่เป็นไปตามเงื่อนไข พรรคจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับโครงการต่าง ๆ และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการกลั่นกรอง เพื่อให้การใช้เงินเกิดประสิทธิภาพและมีความโปร่งใสมากที่สุด โดยจุดยืนของพรรคมี 3 ประเด็น คือ รอศึกษาเหตุผลของศาลรัฐธรรมนูญด้วยความกังวลเรื่องการสร้างบรรทัดฐานใหม่ด้านการกู้เงิน ต้องการเห็นความชัดเจนในการบริหารหนี้สาธารณะไม่ให้ทะลุเพดาน และต้องการให้การใช้เงินด้านพลังงานมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้
“เราก็เชื่อในเหตุผลของเรา แต่เราทราบดีว่ามันมีสองประเด็น หนึ่งก็คือในอดีตที่ผ่านมาจากคำวินิจฉัยในอดีตศาลรัฐธรรมนูญก็ระมัดระวัง ไม่พยายามใช้อำนาจในลักษณะที่อาจจะทำให้ฝ่ายบริหารทำงานได้ยาก กับประการที่สองรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่ได้ให้ทางศาลได้พิจารณาในเรื่องของความจำเป็นเร่งด่วน แต่ให้ตีความในส่วนของความมั่นคง ทางเศรษฐกิจ เราก็ทราบดีว่าก็เป็นเรื่องเป็นเรื่องยากเหมือนกัน ในการที่จะทำให้เห็นได้ชัดว่าจริง ๆ แล้วมันขัดกับรัฐธรรมนูญในส่วนของวรรคสองด้วย” นายอภิสิทธิ์กล่าว
ส่วนทางพรรคคาดหวังเห็นโครงการอะไรในสัดส่วนของวงเงิน 200,000 ล้านบาทหลังที่ใช้สำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน นายอภิสิทธิ์ เผยว่า เมื่อรัฐบาลยืนยันว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนและหากไม่ดำเนินการจะกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พรรคก็เห็นว่าการกู้เงินควรดำเนินการโดยเร็ว แต่จากการติดตามผ่านกลไกต่าง ๆ รวมถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณ ยังไม่เห็นรายละเอียดของโครงการอย่างชัดเจน จึงกังวลว่าการกลั่นกรองโครงการจะมีความพร้อมเพียงใด
นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า สิ่งที่พรรคกังวลคือ รัฐบาลมองความมั่นคงทางเศรษฐกิจเพียงในมิติของการลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซ โดยเน้นส่งเสริมโซลาร์เซลล์และยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก ซึ่งหากเป็นเพียงการสนับสนุนการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ก็ไม่ได้หมายความว่าการพึ่งพาต่างประเทศจะลดลง พรรคประชาธิปัตย์จึงเสนอว่าประเทศยังมีทางเลือกอื่นในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยเฉพาะการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ประเทศไทยมีอยู่ให้เกิดประโยชน์ เช่น การพัฒนาพลังงานจากปาล์มน้ำมัน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนว่าจะให้ความสำคัญกับแนวทางดังกล่าว หรือยังคงมุ่งเน้นเพียงโครงการโซลาร์เซลล์และยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหลักเท่านั้น












