‘ศิริกัญญา’ บอกเคยเตือนแล้วปมรัฐบาลใช้งบกลางจนไม่มีใช้ช่วงวิกฤต
‘ศิริกัญญา’ บอกเคยเตือนแล้วปมรัฐบาลใช้งบกลาง 1 ใน 3 จนไม่มีใช้ช่วงวิกฤต มองนโยบายรัฐบาลเหมือน GPS ที่ไร้เป้าหมาย หวั่นหนี้สาธารณะพุ่ง หลังมีข่าวลือจ่อออก พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านข้ามหัวสภาฯ
วันนี้ (9 เม.ย. 69) ในการประชุมร่วมรัฐสภา ครั้งที่ 1 วาระด่วน การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา
นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า การแถลงนโยบายของรัฐบาลคือสัญญาประชาคมจะขับเคลื่อนประเทศไปที่จุดหมายใด ใช้ระยะเวลาเท่าไร เปรียบง่าย ๆ เหมือน GPS นำทาง ซึ่งนโยบายนี้ยังเป็น GPS แบบเดิมแบบเบลอ ๆ มองใกล้ไม่ชัด มองไกลไม่เห็น ที่มองใกล้ไม่ชัดเพราะนโยบายระยะสั้น นโยบายเร่งด่วนไม่ได้เขียน และที่มองไกลไม่เห็น เพราะอ่านจนจบแล้ว ไม่เห็นเป้าหมายปลายทาง จะเดินหน้าไปสู่อะไร
นโยบายเร่งด่วน เหมือนเขียนปน ๆ รวม ๆ กันมา ไม่รู้ว่า 1 ปีหรือ 2 ปี ปัจจุบันด้วยสถานการณ์ตะวันออกกลาง เศรษฐกิจกำลังเข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพง ปัญหาเรื่องซัพพลายช็อกจะอยู่กับเราไปยาว ๆ ทำให้คาดการณ์ GDP ของทุกสำนักที่ประเมินออกมาไม่เกิน 1.5% ส่วนเงินเฟ้อน่าจะพุ่งเกิน 3% ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะโตต่ำ โดยวิธีทางแก้ที่จะนำพาประเทศออกจากวิกฤตนี้ก็จะยากขึ้น เพราะจะกระตุ้นมากก็ไม่ได้ ของจะแพงขึ้นไปอีก และสินค้ามีทีท่าว่าจะขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง จึงเกิดคำถามว่ารัฐบาลจะเยียวยาประชาชนอย่างไร เพราะยังไม่เห็นนโยบายอะไรนอกจากโครงการคนละครึ่ง ซึ่งอยู่ในโหมดของทักษะดิจิทัล ไม่ได้อยู่ในเศรษฐกิจ
เมื่อวานนี้มีข่าวออกมาว่ารัฐบาลนี้จะมีมาตรการอะไรออกมาบ้าง ในขณะที่น้ำมันขึ้นแล้ว 2 สัปดาห์ แต่มาตรการเพิ่งออกเมื่อวาน ไม่รู้ว่านายกฯ สั่งวันนี้หรือไม่ ถึงได้ออกมาตรการมาเมื่อวาน ซึ่งน่าแปลกใจว่าอย่างน้อย ๆ น่าจะใส่ในคำนโยบายไว้บ้างให้ประชาชนอุ่นใจ แม้จะมีอยู่ก็จริง แต่บรรทัดเดียว ไม่ได้บอกรายละเอียดอะไร แทนที่จะได้มาถกกันว่าระยะเร่งด่วน ประชาชนจะได้รับความช่วยเหลือเพียงพอหรือไม่ มีอะไรที่ต้องทำเพิ่มเติมบ้าง
สำหรับโครงการไทยช่วยไทยพลัสจะเริ่มได้ในเดือน พ.ค. นี้ แต่ผู้ได้รับผลประโยชน์ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการคนละครึ่งพลัส จะเหลือเพียงแค่ 9 ล้านคนจาก 13.4 ล้านคน คำถามคือถ้าต้องคัดกรองผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่สามารถทำได้เสร็จภายในเดือน พ.ค. หรือไม่ เพราะรอบที่แล้วมีความเจ็บปวดมาก ประชาชนต้องไปอำเภอหลายครั้ง ต้องพาลูกเมียไปเพื่อยืนยัน และมอบการอนุญาตเข้าถึงข้อมูล สิ่งที่เรายังไม่รู้อีกอย่างคือระยะเวลาโครงการยังไม่ชัดเจน แต่ที่ชัดเจนแล้วคือเงินที่นำมาใช้คือการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณและงบกลาง ซึ่งถ้าจะออก พ.ร.บ. โอนงบฯ 2569 ในช่วงเดือน เม.ย. – พ.ค. จริงหรือ มันจะคล้าย ๆ กับการเกลี่ยก่อนกู้ ตกลงจะกู้จริง ๆ แล้วหรือไม่ เพราะมีข่าวลือว่ารัฐบาลจะมีแผนออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ข้ามหัวสภาไปเลย โดยใช้มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยวิธีการนี้สะท้อนปัญหาวิกฤติการคลังที่รัฐบาลเผชิญอยู่ ถึงจะไม่มีวิกฤตพลังงาน ก็มีความเสี่ยงทางด้านการคลังที่ค่อนข้างวิกฤตอยู่แล้ว
ส่วนฝั่งรายจ่ายก็กำลังมีปัญหา เพราะงบกลางก็ถูกใช้ไปตั้งแต่ปีที่แล้ว ตอนกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.5 หมื่นล้านบาท สมัยแรก ๆ ของรัฐบาลอนุทิน 1 ส่วนเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินก็เหลืออีกไม่มาก เท่าที่ได้ไปสืบทราบมาเหลืออยู่ประมาณ 25,000 ล้านบาท ซึ่งตอนแถลงนโยบายเดือน ก.ย. 2568 ตนเคยพูดถึงโครงการคนละครึ่งที่ต้องใช้เงิน 44,000 ล้านบาท บวกกับเงินที่ต้องเติมในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 20,000 ล้านบาท ใช้เงินในส่วนของงบกลาง ซึ่งต้องสำรองไว้ในยามฉุกเฉินจำเป็นจริง ๆ ใช้ไปเยอะมาก แค่เดือนแรก ๆ ใช้ไป 1 ใน 3 ของเงินสำรองนี้ ตนเองเคยเตือนไว้แล้วว่าหากเกิดวิกฤตจริง ๆ จะยุ่ง แล้วก็ยุ่งจริง ๆ ตอนนี้รัฐบาลต้องหาเงินเพิ่มในการโอนงบ
นางสาวศิริกัญญา ย้ำว่า ที่จะทำแบบนี้ ทำเพื่อแก้ไขปัญหาทางการคลังที่เป็นฐานะของท่านเองหรือแก้ไขปัญหาให้ประชาชนกันแน่ ตนมองว่าหากออกช่วงไตรมาส 3 จะเสียมากกว่าได้ เพราะงบประมาณถูกใช้จ่ายไปมากแล้วเกิน 60% เมื่อท่านเขียนเกณฑ์แบบหลวม ๆ เหมือนตอนที่ท่านบอกให้ประหยัดพลังงาน และออกเกณฑ์ว่าห้ามข้าราชการดูงานต่างประเทศ แต่มีติ่งไว้ว่าให้เป็นดุลยพินิจของหัวหน้าหน่วย รับรองว่าก็ไม่เหลืองบให้โอนอยู่ดี อีกทั้งขั้นตอนการโอนงบประมาณไม่ได้เร็ว และจะทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณหยุดชะงักในไตรมาส 3 แทนที่จะมีเงินจากรัฐบาลทำให้เศรษฐกิจยังพอเติบโตไปได้ ก็จะหยุดชะงักไปเลย แต่ความไม่เร็ว ก็ไม่ใช่เหตุผลที่ท่านจะออกเป็น พ.ร.ก.
สำหรับการลดภาษีสรรพสามิตที่รัฐบาลเสียงแข็งว่าไม่สามารถลดได้ ทั้งที่การลดแม้จะ 2 บาท จะสามารถชะลอการขึ้นราคาสินค้าได้ ซึ่งกรณีที่ไม่มีการปรับลดการเก็บภาษีสรรพสามิต ตนคาดว่าสถานการณ์การคลังจะวิกฤตกว่าที่รับรู้ ซึ่งเมื่อไม่ลดภาษี ขออย่าเก็บเพิ่มได้หรือไม่ ส่วนแนวทางการลดราคาน้ำมันขอความชัดเจนว่าจะเก็บภาษีลาภลอยหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะหนี้เบ่งบานที่ขอบอกว่าไม่เอาแล้ว ไม่ไหวแล้ว
ส่วนเงินสำรองจ่ายเพื่อฉุกเฉินและจำเป็นที่ถูกผลาญไปหมด 4 เดือนแรกทำให้รายการที่ตั้งใจตั้งงบไม่พอจะสร้างปัญหาใหญ่ เช่น งบชำระดอกเบี้ย บำนาญข้าราชการ ขาด 5.1 หมื่นล้านบาท เชื่อว่าจะมีล่าช้าหรือตกเบิกแน่นอน กองทุนประชารัฐ ที่ใช้เติมเงินบัตรสวัสดิการงบ 69 ตั้งไว้ 3.5 หมื่นล้านบาท ดังนั้นหากคิดจะกู้แสดงว่ากู้เพื่อใช้รายจ่ายประจำของงบประมาณ และหากรัฐบาลตั้งใจออก พ.ร.ก. เพื่อต้องการพยุงเศรษฐกิจและออกจากวิกฤตให้ได้ มีข่าวว่าจะมียอดเงินกู้จำนวน 5 แสนล้านบาท ตนต้องตั้งคำถามถึงการหาวิธีคืนเงิน เกรงว่าจะมีการเก็บภาษีเพิ่มขึ้น เช่น ภาษีเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และภาษี VAT












