‘สุรเชษฐ์’ ชงหั่นงบลงทุน 3.78 ล้านล้าน แฉจัดสรรเอื้อฮั้วรับเหมา ด้าน ‘วีระ’ เสนอดึงเงินนอกงบ 4 ล้านล้านเติมเศรษฐกิจ
วันนี้ (7 ก.ย. 69) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นพิเศษ วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระ 2 โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม
นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายมาตรา 4 ภาพรวมงบลงทุนว่า คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากตั้งงบประมาณไว้ที่ 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งตนเองเสนอให้ปรับลด เนื่องจากสภาพงบประมาณขณะนี้น่าเป็นห่วง รายจ่ายประจำเพิ่มขึ้น รายจ่ายลงทุนลดลง และยังจงใจเลี่ยงข้อกฎหมายที่กำหนดให้รายจ่ายลงทุนต้องมีอย่างน้อยร้อยละ 20 โดยงบลงทุนปีนี้ต่ำมากแต่รัฐบาลเลี่ยงไปนับบางรายการเพิ่มเพื่อให้ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ
นายสุรเชษฐ์ ชี้ให้เห็นว่า งบลงทุนมีน้อยและส่วนใหญ่ใช้ไปกับถนนและแหล่งน้ำ จัดสรรแบบมองไม่เห็นอนาคต แต่ชนชั้นพิเศษกลับรับโครงการเพิ่มขึ้นเพื่อให้มีจำนวนมากพอต่อการแบ่งฮั้ว เนื่องจากข้าราชการและนักการเมืองบางกลุ่มร่วมกันปั้นโครงการให้ผู้รับเหมาชั้นพิเศษ ขณะที่โครงการขนาดเล็กถูกเบียดบัง
รัฐบาลยังไม่ให้ความสำคัญในการสั่งการให้ข้าราชการตอบคำถามตัวแทนประชาชนเพื่อตรวจสอบงบประมาณ โดยข้าราชการจากหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะหน่วยงานที่จัดงบส่อไปในทางมิชอบ เลือกที่จะไม่ส่งเอกสารหรือตอบไม่ตรงคำถาม จนใกล้หมดวาระของ กมธ.หลายหน่วยงานก็ยังไม่ส่งข้อมูล จึงขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรทำหนังสือถึงคณะรัฐมนตรีเพื่อสั่งการให้หน่วยงานต่างๆ ส่งข้อมูลให้คณะกรรมาธิการรายบุคคล แม้จะสิ้นสุดวาระของคณะกรรมาธิการงบประมาณแล้วก็ตาม
ด้าน นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะคณะกรรมาธิการ สงวนความเห็นในมาตรา 4 เช่นกัน โดยเสนอปรับลด 7,400 ล้านบาทเพื่อให้เหลือเท่ากับงบประมาณรายจ่ายประจําปี 2569 เนื่องจากต้องการให้จัดทํางบประมาณแบบ Zero Growth Budget โดยไม่เพิ่มวงเงินงบประมาณรายจ่ายจากปีที่ผ่านมา เพื่อให้สอดคล้องกับฐานะการเงินการคลังของประเทศที่ประสบปัญหาการจัดเก็บรายได้ไม่เพิ่มขึ้นจนทำให้งบประมาณขาดดุลเรื้อรัง รวมถึงต้องออกกฎหมายพิเศษเป็น พ.ร.ก.ในกรณีที่งบประมาณรายจ่ายไม่เพียงพอ ซึ่งจะทําให้ยอดหนี้สาธารณะพอกพูนขึ้น
นายวีระ ระบุว่า การจัดทํางบประมาณปี 2570 เป็นภาวะจำยอมเนื่องจากไม่สามารถจัดทำงบประมาณให้เหมาะสมไปกว่านี้โดยไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งขณะนี้ประเทศกำลังติดกับดักการจัดทํางบประมาณและหนี้สาธารณะ ท้ายที่สุดอาจนำไปสู่วิกฤตการเงินการคลังและวิกฤตเศรษฐกิจ หากต้องการหลุดจากกับดักนี้ต้องจัดทํางบประมาณแบบไม่เพิ่มวงเงินไปอีกอย่างน้อย 2-3 ปีข้างหน้า
นายวีระ เสนอให้นําเงินนอกงบประมาณที่มียอดสะสมคงค้างประมาณ 4 ล้านล้านบาทมาใช้เสมือนการเปิดประตูระบายน้ําหน้าเขื่อนเพื่อเติมสภาพคล่องให้ระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากมีหลายหน่วยงานที่มีเงินนอกงบประมาณจํานวนมากแต่ไม่ยอมนํามาสมทบเพื่อจัดทํางบประมาณลดภาระด้านการคลัง ทั้งที่เป็นเรื่องจําเป็นเร่งด่วนในสถานการณ์ปัจจุบัน














