POLITICS

‘นราพัฒน์’ ชี้ วิกฤตพลังงานซ้ำเติมเกษตรกร ทำต้นทุนพุ่งทั้งระบบ

‘นราพัฒน์’ ชี้ วิกฤตพลังงานซ้ำเติมเกษตรกร ทำต้นทุนพุ่งทั้งระบบ ชงรัฐ ‘ปฏิรูปพลังงาน-ฟื้นปุ๋ยแห่งชาติ’ ชูโมเดลลดต้นทุนควบคู่เพิ่มรายได้ สร้างไทยสู่ครัวโลก

นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวบรรยายในโครงการฝึกอบรมด้านพลังงานและกฎหมาย ครั้งที่ 1/2569 “วิกฤตพลังงานไทย ต้นทุนชีวิตพุ่ง รายได้ไม่ขยับ ใครกำหนดเกม” ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ว่าแนวโน้มวิกฤตพลังงานจะส่งผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะเกษตรกรซึ่งต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น ปัจจุบันต้นทุนด้านพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลต่อเนื่องไปยังต้นทุนปุ๋ยเนื่องจากปุ๋ยมีต้นทุนมาจากก๊าซธรรมชาติและพลังงาน

นายนราพัฒน์ ย้ำว่า “พลังงานคือต้นทุนของชีวิต” เมื่อพลังงานแพง ค่าครองชีพก็สูงขึ้นตาม พลังงานเป็นต้นทุนในการประกอบอาชีพของประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะเกษตรกรที่ต้องใช้พลังงานในการผลิตสินค้าเกษตร ขณะเดียวกัน พลังงานถือเป็นต้นทุนสำคัญของการแข่งขัน หากต้นทุนสูงสินค้าไทยจะมีราคาสูง ไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ เมื่อเทียบกับเวียดนามที่มีต้นทุนต่ำกว่าทำให้ขายสินค้าได้ถูกกว่า และแซงไทยใน “ตลาดข้าว” วิกฤตพลังงานยังส่งผลให้ภาครัฐต้องใช้งบประมาณระดับแสนล้านบาทเพื่อประคับประคองสถานการณ์

นายนราพัฒน์ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องนำเข้าปุ๋ยมากกว่า 90% ทั้งที่เป็นประเทศเกษตรกรรม เหตุใดจึงไม่มีการผลิตใช้เอง อดีตไทยเคยมี “ปุ๋ยแห่งชาติ” ตั้งแต่ปี 2525 แต่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 อีกทั้งยังต้องเผชิญแรงต้านจากกลุ่มผู้นำเข้าปุ๋ย ทำให้โครงการปิดตัวลง จึงเป็นที่มาของนโยบาย “ปุ๋ยแห่งชาติ” ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ผลิตปุ๋ยในประเทศเพื่อลดต้นทุนโดยใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยในการผลิตยูเรีย ซึ่งเป็นหนึ่งในแม่ปุ๋ยหลัก (N-P-K)

ทั้งนี้ พรรคฯ เสนอ 2 แนวทาง คือ รัฐต้องอัดฉีดงบประมาณ หรือถอนหุ้นเพื่อให้เอกชนระดมทุนต่อได้ หากไทยผลิตแม่ปุ๋ยได้เองอย่างน้อย 2 ใน 3 ตัว คือ ไนโตรเจน และโพแทสเซียม จะช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร และอาจพัฒนาไปสู่การส่งออกปุ๋ยได้

ด้านการบริหารจัดการน้ำ ปัจจุบันยังไม่สามารถวัดปริมาณน้ำฝนได้แม่นยำ ควรพัฒนา Weather Radar ประเมินปริมาณน้ำล่วงหน้าและเตรียมการรับมืออุทกภัย ขณะเดียวกัน ระบบชลประทานยังไม่ครอบคลุมพื้นที่เกษตรทั้งหมด และการสูบน้ำทั้งจากผิวดินและใต้ดินยังต้องใช้พลังงาน ควรส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการสูบน้ำเพื่อช่วยลดต้นทุน

ส่วนต้นทุนเครื่องจักรกลทางการเกษตร เช่น รถไถ รถเกี่ยว ซึ่งใช้เครื่องยนต์รอบต่ำ จึงเสนอใช้น้ำมัน “ไพโรไลซิส” ที่ผลิตจากขยะ รวมถึงผลักดันนโยบาย “โซลาร์เสรี” ช่วยลดต้นทุนพลังงานให้เกษตรกร ที่ผ่านมาการสนับสนุนงบประมาณให้เกษตรกรรายละ 3 ล้านบาทในโครงการเกษตรแปลงใหญ่มักถูกนำไปซื้อเครื่องจักรซ้ำซ้อน ทำให้ใช้ไม่คุ้มค่า จึงเสนอให้รวมกลุ่มหลายแปลงนำงบประมาณมาลงทุนร่วมกัน และเสนอ “ศูนย์เครื่องจักร” ให้เกษตรกรเช่าใช้แทนการซื้อฃ

นายนราพัฒน์ ระบุว่า ต้องเพิ่มรายได้ควบคู่กับการลดต้นทุน โดยเสนอให้เกษตรกรแปรรูปสินค้าเอง เช่น ข้าวเปลือก 20 ตัน เมื่อแปรรูปเป็นข้าวสาร 10,000-12,000 กิโลกรัม หากขายกิโลกรัมละประมาณ 30 บาท จะมีรายได้ 360,000-380,000 บาท หักค่าใช้จ่ายแล้วได้รับประมาณ 300,000 บาท หรือเฉลี่ยตันละ 15,000 บาท

ทั้งนี้ ภาครัฐไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณเพิ่ม แต่ควรปรับงบอุดหนุนปีละแสนล้านบาทมาใช้ลงทุนเชิงโครงสร้างเพื่อให้ระบบเลี้ยงตัวเองได้ในระยะยาว หากลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และพัฒนาเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการ จะช่วยให้คนไทยที่อยู่ในภาคเกษตรมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ทำไทยกลับมาเป็นครัวโลก

Related Posts

Send this to a friend