POLITICS

‘พิธา’ แนะรัฐบาลต้องขยับเรื่อง ‘วัคซีนเด็ก’

ย้ำ จากข้อมูลทั่วโลกเพราะมีเด็กต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะมีควอนมากกว่าการระบาดที่ผ่านมา

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เเสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กเเฟนเพจส่วนตัว ถึงสถานการณ์การเเพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์โอมิครอน ที่ในปัจจุบันประเทศไทยกำลังเข้าสู่การระบาดในระลอกที่ 5 โดยมีผู้ติดเชื้อในวันนี้สูงสุดถึง 7,526 ราย เเละรัฐบาลได้ประกาศยกระดับมาตรการการป้องกันทางด้านสาธารณสุขเป็นระดับที่ 4 นั้น

พิธา กล่าวว่า ในเวลานี้พี่น้องประชาชนหลายท่านอาจจะยังมีคำถามในใจมากมายและต้องการความกระจ่างเกี่ยวกับโอมิครอน ว่าเราจะดูแลตัวเราเองและคนที่เรารักให้ปลอดภัยได้อย่างไร ในมุมหนึ่งการแพร่ระบาดของโอมิครอนที่รวดเร็วที่สุดตั้งแต่โควิดเริ่มระบาดก็เป็นเรื่องที่น่ากังวล ในอีกมุมหนึ่งอาการเจ็บป่วยและอัตราการเข้าโรงพยาบาลที่น้อยลงก็เป็นสัญญาณให้ลดทอนความกังวลลงไปได้บ้าง

“ในเวลานี้ นี่คือสิ่งที่เรารู้ จากรายงานของ UK Health Security Agency โอมิครอนนั้นแพร่กระจายได้เร็วกว่าเดลตามาก โดยสามารถแพร่กระจายในครัวเรือนได้เร็วกว่าเดลตา 2-3 เท่า ในขณะเดียวกันโอมิครอนก็มีความรุนแรงน้อยกว่าเดลตา โดยที่คนติดโอมิครอนมีโอกาสเข้าโรงพยาบาลน้อยกว่าคนติดเดลตา 2 เท่าเช่นกัน โดยจากข้อมูลชุดนี้เราสามารถอนุมานได้ว่าการระบาดของโอมิครอนจะถล่มเข้าใส่ระบบสาธารณสุขของไทยได้รุนแรงมากกว่าหรือเท่ากับเดลตา”

พิธา กล่าวอีกว่า ตัวอย่างการระบาดของโอมิครอนในต่างประเทศได้แสดงให้เห็นแล้วว่าจะมีเด็กๆ ต้องเข้าโรงพยาบาลจากโอมิครอนมากกว่าที่เคยเกิดขึ้นในช่วงการระบาดของโควิดระลอกผ่านๆ มา สำหรับในเรื่องนี้ The New York Times ได้สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลเด็กมลรัฐฟิลาเดเฟีย Philidelphia ซึ่งได้อธิบายว่าความร้ายแรงของโอมิครอนต่อเด็กๆ ไม่ได้มากขึ้น แต่โรคระบาดเร็วขึ้นในภาพรวม และเด็กๆ ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน

“รัฐบาลต้องใช้สมมุติฐานว่าระบบสาธารณสุขจะเผชิญวิกฤติถาโถมเข้ามาในระดับเดียวกับช่วงการระบาดช่วงกลางปีที่ผ่านมา และต้องเตรียมระบบสาธารณสุขให้พร้อมเพื่อไม่ให้ต้องมีคนไทยตายข้างถนนหรือตายคาบ้านอีก รัฐบาลมีบทเรียนจากการระบาดที่ผ่านมาระลอกที่แล้วในหลายเรื่อง ตั้งแต่เตียงไม่พอ รถพยาบาลไม่พอ call center ไม่พอ ไปจนถึงการเบิกจ่ายงบประมาณซื้ออุปกรณ์การแพทย์ที่ใช้เวลาหลายเดือน จนโรงพยาบาลรัฐต้องขอรับบริจาค ปัญหาในการบริหารการส่งคนไข้ข้ามสังกัดหน่วยงานรัฐ และปัญหาการสั่งให้ท้องถิ่นตั้ง Community Isolation ขึ้นมาโดยที่ไม่มีงบประมาณรองรับ” พิธา ระบุ

พิธา ยังทิ้งท้ายว่า ในเรื่องของการระบาดในเด็ก หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการลงทะเบียนฉีดวัคซีนเด็ก 5-11 ปีที่กำลังดำเนินการอยู่ และ vaccine roll-out ที่จะเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์จะดำเนินการอย่างรวดเร็วและเป็นระบบเพื่อความปลอดภัยของคนที่เรารัก อย่างไรก็ตาม ในการใช้มาตรการต่างๆจะต้องกำชับและระมัดระวังให้ดีว่า การฉีดวัคซีนจะต้องไม่ถูกใช้เป็นเงื่อนไขในการกีดกันการเข้าถึงการเรียนรู้ของเด็กในโรงเรียนหรือเป็นมาตรการบังคับ แต่ควรเป็นเรื่องของการเน้นสร้างความเข้าใจ สมัครใจ และสามารถให้คำตอบแก่ผู้ปกครองและเด็กๆได้ ในเรื่องความปลอดภัยหรือข้อสงสัยอื่นๆที่สร้างความกังวลแก่พวกเขา

Related Posts

Send this to a friend