‘ตัวแทนรัฐบาล – ฝ่ายค้าน’ ร่วมพิธีทำบุญ – วางพวงดอกไม้ รำลึก 50 ปี 6 ตุลา 2519
‘ตัวแทนรัฐบาล – ฝ่ายค้าน’ ร่วมพิธีทำบุญ – วางพวงดอกไม้ รำลึก 50 ปี 6 ตุลา 2519 ‘ณัฐพงษ์’ มองไทยยังห่างประชาธิปไตยเต็มใบ ชี้อำนาจนิยมเปลี่ยนรูปแบบสู่นิติสงคราม
วันนี้ (6 ต.ค. 69) ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดงานรำลึกครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 บริเวณสวนประติมากรรมประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยมีพิธีตักบาตรพระสงฆ์และวางพวงดอกไม้ โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมาย นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนกล่าวรำลึกและวางพวงดอกไม้ พร้อมด้วยตัวแทนพรรคฝ่ายรัฐบาล อาทิ ทพญ. ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย และนายจาตุรนต์ ฉายแสง สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
ขณะที่ฝ่ายค้านนำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมแกนนำฝ่ายค้าน อาทิ น.ส. พนิดา มงคลสวัสดิ์ และนายณัฐวุฒิ บัวประทุม โดยงานดังกล่าวมีกิจกรรมต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ทั้งการฉายภาพยนตร์สารคดี ดนตรีเพื่อชีวิต วงเสวนา และละครเวทีศาลจำลอง
หลังจบพิธีวางพวงดอกไม้ นายณัฐพงษ์กล่าวถึงงานรำลึกว่า เป็นงานที่มีความสำคัญ มีคนจากหลายรุ่น ทั้งคนที่อยู่ในเหตุการณ์ รวมถึงคนที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น แต่มีวัตถุประสงค์ร่วมกัน คือมารำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีตและผู้ที่เป็นนักต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนและต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการมองไปข้างหน้าว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงจากอำนาจเผด็จการขึ้นมาอีก โดยเฉพาะการเดินหน้าแก้ไขกฎกติกาของประเทศ อย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งผ่านเสียงประชามติของประชาชนมาแล้วกว่า 21 ล้านเสียง เพื่อให้มีกลไกในการตรวจสอบผู้มีอำนาจรัฐ ให้มีความเกรงกลัวและเกรงใจมากขึ้น
เมื่อถามถึงมุมมองต่ออดีต ปัจจุบัน และอนาคตเกี่ยวกับประชาธิปไตย นายณัฐพงษ์กล่าวว่า หากลองศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยในอดีต ประเทศไทยมีช่วงเวลาที่อยู่ในช่วงเวลาที่เชื่อได้ว่าเป็นประชาธิปไตยเต็มใบอยู่น้อยมาก โดยหลังเหตุการณ์เดือนตุลาคม 2516 หลายคนอาจเริ่มรู้สึกว่าความเป็นเสรีและประชาธิปไตยเริ่มกลับคืนมา แต่ผ่านไปประมาณ 3 ปี ก็เกิดเหตุการณ์เดือนตุลาคม 2519 ขึ้น หลังจากนั้นประเทศไทยแทบไม่ได้มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
นายณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า สำหรับคนที่อยู่ในยุคปัจจุบัน ซึ่งตนเรียกว่า ‘ระบอบการเมืองสีน้ำเงิน’ มองว่ายังเป็นรูปแบบของอำนาจนิยมที่กลุ่มก้อนการเมืองบางกลุ่มและกลุ่มบุคคลเพียงบางกลุ่มในประเทศสามารถยึดกุมทั้งอำนาจทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ และกลไกในการควบคุมตรวจสอบได้ โดยกุญแจดอกแรกที่จะทำให้ปลดล็อกเงื่อนไขทางการเมืองต่าง ๆ เหล่านี้ได้ คือการเดินหน้าเอาผิดผู้ที่อยู่ในขบวนการโกงเลือก สว.
ส่วนการเปรียบเทียบระหว่างระบอบสีน้ำเงินกับสถานการณ์ในอดีตว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เชื่อว่ายังมีความเป็นอำนาจนิยมเหมือนเดิม ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนเหมือนเดิม เพียงแต่อาจมีการเปลี่ยนรูป จากเดิมอาจใช้อำนาจทางการทหารและอำนาจที่ใช้อาวุธ แต่ปัจจุบันเปลี่ยนรูปไปใช้กระบวนการนิติสงคราม ซึ่งเริ่มต้นมาก่อนหน้านี้นานแล้ว และมีฐานรากมาจากกติกาที่ไม่ได้มีความเป็นประชาธิปไตย คือรัฐธรรมนูญปี 2560
















