POLITICS

‘จุลพันธ์’ เผย ไทย-เมียนมา ลงนาม MOU ด้านแรงงาน ฉบับใหม่ ขยายกรอบความร่วมมือ 5 ปี

‘จุลพันธ์’ เผย ไทย-เมียนมา ลงนาม MOU ด้านแรงงาน ฉบับใหม่ ขยายกรอบความร่วมมือ 5 ปี จ่อชง ครม. เดือนนี้-ต้นเดือนหน้า เร่งขึ้นทะเบียนแรงงานให้ถูกกฎหมาย พร้อมดึงเข้าสู่ระบบประกันสังคม ให้ได้รับการคุ้มครองเท่าแรงงานไทยตามหลักสากล

วันนี้ (6 ส.ค. 69) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงสาระสำคัญของการลงนาม MOU ความร่วมมือด้านแรงงานกับประเทศเมียนมาว่าตามเดิม MOU ระหว่างไทยกับเมียนมามีมานานแล้ว ซึ่งเราเคยดำเนินตามฉบับเก่าเมื่อ 10 กว่าปีก่อน และหมดอายุหมดรอบไปแล้ว จึงต้องมีการดำเนินการใหม่เนื่องจากสถานการณ์ในประเทศเมียนมาถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ต้องลงนามในครั้งนี้ด้วย และหลังจากมีการเลือกตั้งที่เมียนมา ทางเมียนมาได้ประสานมาเพื่อที่จะทำความตกลง และข้อเท็จจริงเรามีการพูดคุยกันมาตลอด เพราะเราต้องดูแลแรงงานเมียนมาที่อยู่ในประเทศไทยตามหลักสิทธิมนุษยชน และหลักการตามอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ซึ่งจุดนี้รัฐบาลไทยเริ่มดำเนินการในการเจรจา

นายจุลพันธ์ ระบุต่อว่า โดยกระทรวงแรงงานเป็นผู้ดำเนินการ และได้มีข้อสรุปตรงกัน รวมถึงปรับแก้ในรายละเอียดบางอย่าง เช่น ชื่อกระทรวงของเมียนมาที่มีการเปลี่ยนแปลง และการปรับแก้ส่วนสำคัญบางจุด ในเรื่องกรอบระยะเวลาของ MOU ที่เพิ่มระยะเวลาเป็น 5 ปี เพื่อให้สามารถจะดำเนินการขึ้นทะเบียนแรงงานให้เป็นไปตามกฎหมายได้อย่างครบถ้วน และให้ทุกคนสามารถเข้ามาดำเนินการเป็นแรงงานที่ถูกต้อง รวมถึงกรอบระยะเวลาของสัญญานอกภาคเกษตร เนื่องจากภาคเกษตรเป็นการทำตามฤดูกาล บางครั้งอาจมีสัญญาที่สั้นกว่า เช่น 1 ปี และแรงงานนอกภาคเกษตรเราปฏิบัติตามคำเรียกร้องของภาคอุตสาหกรรมไทย ซึ่งก่อนหน้านี้ตนได้พบเจอกับสมาคมการก่อสร้างเขาก็มาเรียกร้องว่าลักษณะของสัญญาขอเป็น 2 ปี เราจึงดำเนินการในเรื่องนี้

นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า ในวันนี้สิ่งที่เราเซ็นในเอ็มโอยูก็ระบุว่าในกรณีที่เป็นกลุ่มนอกภาคการเกษตร สามารถทำสัญญาได้ถึง 2 ปี ซึ่งเป็นสัญญาหลัก และถือเป็นกลไกที่เราจะเดินหน้า หลังจากนี้จะต้องมีการดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย ซึ่งต้องนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้มีการลงทะเบียนแรงงานที่ถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง สำหรับแรงงานที่ตกหล่นหรือกำลังจะหมดอายุในปีที่จะถึงนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะสามารถดำเนินการได้เมื่อไหร่นั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า จริง ๆ จะนำเข้า ครม. ในเดือนนี้หรือต้นเดือนหน้า น่าจะดำเนินการได้ เพราะเราต้องเร่งดำเนินการ

เมื่อถามว่าตาม MOU จะมีแรงงานที่ตกค้างได้รับสิทธิประมาณเท่าไหร่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า สำหรับแต่ละรอบตัวเลขอาจไม่ชัด เพราะขณะนี้ข้อมูลไม่ได้อยู่ในมือ แต่แรงงานเมียนมาที่อยู่ในประเทศไทยทั้งหมดมีอยู่ประมาณ 4 ล้านคน ซึ่งเราต้องยอมรับในข้อเท็จจริงว่าเป็นหนึ่งในกำลังหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทย ฉะนั้น สิ่งแรกที่เราต้องมีการพูดคุยกันเพิ่มเติม คือต้องแก้ไขอะไรที่เป็นคอขวด เช่น เรื่องการลงทะเบียน หรือการพิสูจน์สัญชาติ ซึ่งทางเมียนมาพร้อมให้ความร่วมมือ

นายจุลพันธ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องกระบวนการในการดูแลสวัสดิการของแรงงานเหล่านี้ ต้องเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันกับที่กระทรวงแรงงานดูแลคนไทยทุกประการ ซึ่งถือเป็นหลักสากล โดยเราจะดำเนินการให้ครบถ้วน นอกจากนี้ วันนี้เราต้องการดึงคนเหล่านี้เข้าสู่ระบบที่มีการดูแลอย่างครบถ้วน เช่น ประกันสังคม ซึ่งเราต้องการดำเนินการให้เขาเข้าสู่กระบวนการประกันสังคมได้ และเพื่อให้ได้รับการคุ้มครองในกรณีเจ็บป่วยหรือออกจากงาน ซึ่งเป็นไปตามหลักสากลที่เราพยายามจะผลักดัน

“วันนี้ต้องเรียนว่ามีบางกลุ่มในอดีตที่ผ่านมา เช่น กลุ่มแม่บ้าน เป็นกลุ่มที่ไม่มีโอกาสได้เข้าสู่ช่องทางที่เป็นประกันสังคม วันนี้กระทรวงเองก็มีการยกร่างกฎหมายเพื่อนำเอาแรงงานที่เป็นกลุ่มอิสระ สามารถเข้าสู่ประกันสังคมได้อย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่เป็นลักษณะเข้าไปแล้วได้รับการคุ้มครองดูแลที่ต่ำกว่า เช่น มาตรา 40 บางกลุ่ม เพราะมีอัตราคุ้มครองดูแลค่อนข้างต่ำไปหน่อย เราต้องการที่จะให้ทุกคนสามารถเข้าสู่กระบวนการได้ ซึ่งรวมถึงแรงงานต่างด้าวด้วย” นายจุลพันธ์ กล่าวทิ้งท้าย

Related Posts

Send this to a friend