ปตท. ชี้ไทยพึ่งก๊าซธรรมชาติช่วงเปลี่ยนผ่าน ชูเทคโนโลยี ‘CCS’ กักเก็บคาร์บอนใต้อ่าวไทย หนุนเป้า ‘Net Zero’ 2050
วันนี้ (5 มิ.ย. 69) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดงานวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิดร่วมปรับ ร่วมเปลี่ยน ร่วมสร้างประเทศไทยสู้โลกเดือด ณ ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ
ดร.คณาธิป รัตนชู ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่เทคโนโลยีและธุรกิจการลดคาร์บอนไดออกไซด์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวในกิจกรรม TED Talk ว่า ปัจจุบันอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นราว 1.55 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม ขณะที่ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศแตะระดับ 420 ส่วนในล้านส่วน สะท้อนความท้าทายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทั่วโลกเผชิญ การบริหารจัดการพลังงานของประเทศจึงต้องรักษาสมดุล 3 ด้าน คือความมั่นคงทางพลังงาน ราคาที่ประชาชนรับภาระได้ และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปตท. มองว่าก๊าซธรรมชาติยังเป็นเชื้อเพลิงหลักของไทยในระยะเปลี่ยนผ่านเพื่อรักษาเสถียรภาพระบบไฟฟ้า แต่ต้องใช้ควบคู่กับเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS)
ภายใต้แผนการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC 3.0) เทคโนโลยีสำคัญเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ประกอบด้วยเทคโนโลยี CCS การใช้ไฮโดรเจนและแอมโมเนีย และเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) โดยเทคโนโลยี CCS จะมีบทบาทสำคัญต่อเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งกระบวนการประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลัก คือการดักจับจากแหล่งกำเนิด การขนส่ง และการกักเก็บในชั้นหินใต้ดินหรือใต้ทะเลระยะยาว เช่นเดียวกับโครงการเชิงพาณิชย์ในประเทศนอร์เวย์ที่ดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากยุโรปส่งไปกักเก็บใต้ทะเลลึก 2.8 กิโลเมตร โดยรัฐบาลสนับสนุนการลงทุนเริ่มต้นถึงร้อยละ 80
ดร.คณาธิป ระบุว่า ประเทศไทยมีศักยภาพพัฒนาเทคโนโลยี CCS โดยเฉพาะบริเวณอ่าวไทยซึ่งมีแหล่งก๊าซธรรมชาติเดิมรองรับ ปัจจุบันกลุ่ม ปตท. เดินหน้าโครงการ CCS หลายโครงการ โครงการแรกมีเป้าหมายกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ล้านตัน คาดว่าจะเริ่มดำเนินการปี 2028 พร้อมศึกษาแหล่งเบญจมาศเพื่อพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ระดับ 5-10 ล้านตันต่อปี โดย ปตท. ลงนามบันทึกความเข้าใจกับกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเพื่อผลักดันกฎหมายและสำรวจศักยภาพในอ่าวไทย
“ต้นปีนี้คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้สำรวจศักยภาพพื้นที่กักเก็บคาร์บอนในอ่าวไทย โดยจะมีการสำรวจคลื่นไหวสะเทือนและเจาะหลุมสำรวจ เพื่อประเมินความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ ก่อนนำไปสู่การตัดสินใจลงทุนในปี 2031 และคาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2034 เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศในปี 2050” ดร.คณาธิป กล่าว
สำหรับปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เทคโนโลยี CCS เกิดขึ้นในประเทศไทย ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่
1.การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนการดักจับคาร์บอน
2.การจัดหาโมเดลทางการเงินและกลไกสนับสนุนการลงทุนที่เหมาะสม
3.การพัฒนากฎหมาย มาตรการจูงใจ และหน่วยงานกำกับดูแลที่ชัดเจนเพื่อรองรับการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่












