POLITICS

‘เพื่อไทย’ ถอยปรับแก้ร่าง รธน.ที่มา สสร. หลังภูมิใจไทยถอนชื่อ

‘จุลพันธ์’ ยันไม่กระทบสัมพันธ์ร่วมรัฐบาล เหตุ ’อนุทิน – ภราดร‘ แจ้งก่อนแล้ว ยัน ไม่เสียหลักการ ทำอะไรต้องหวังผล ไม่ใช่เริ่มด้วยความขัดแย้ง

วันนี้ (4 มิ.ย. 69) ที่อาคารรัฐสภา นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคภูมิใจไทย มีมติถอนชื่อในการเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ว่า ต้องยอมรับว่ามีความเปลี่ยนแปลง เรื่องของเราจะยื่นเข้าสู่การพิจารณา 100% ซึ่งมีการพูดคุยกัน และลงชื่อโดย 7 พรรคการเมือง แต่เมื่อสมาชิกส่วนหนึ่ง มีมติพรรคว่าถอนชื่อ ออกจากการลงชื่อในเรื่องของเรา ด้วยความห่วงใยในบางประเด็น อย่างไรเราก็ต้องรับฟัง และเราต้องเคารพซึ่งกันและกัน ถือเป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิกในการดำเนินการได้ เป็นเรื่องปกติในสภาที่เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง เมื่อเกิดเหตุขึ้นมา สิ่งที่เราต้องทำ มีอยู่ 2 อย่างที่ต้องดำเนินการ เนื่องด้วยความเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ไม่กระทบความสัมพันธ์ใด ๆ อยู่แล้ว เป็นเรื่องของสภาที่จะดำเนินการในเรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อมีความเปลี่ยนแปลง โดยพรรคภูมิใจไทยได้ถอนชื่อ ซึ่งไม่ได้มีแค่ 30 รายชื่อ แต่หมายถึงการเดินหน้าการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย เมื่อมีการถอนชื่อ สิ่งที่ต้องทำคือ คงต้องใช้เวลากลับไปนั่งคุยกับพรรคภูมิใจไทย ว่าเหตุผล และความจำเป็น แนวความคิด ข้อห่วงใยอย่างเรื่องข้อสุ่มเสี่ยงเรื่องกฎหมายมีอย่างไรบ้าง และเดินหน้าอย่างไรกับการแก้จะเดินต่อหรือไม่อย่างไร

นายจุลพันธ์ กล่ามต่อว่า สมาชิกพรรคเพื่อไทยคงใช้เวลาประชุมกัน โดยคาดว่าเป็นสัปดาห์หน้า คุยเรื่องร่างดังกล่าว ว่ามีข้อห่วงใยอย่างไร เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สิ่งสำคัญ คือ ความร่วมมือร่วมใจ เรารู้อยู่ว่ากติกาในปัจจุบัน การลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องมีเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของรัฐสภา และต้องได้เสียง 1 ใน 3 ของสมาชิกวุฒิสภา ดังนั้น เมื่อมองจำนวน 30 คน ไม่ใช่แค่นั้น แต่มีมากกว่านั้น ทั้งองคาพยพของพรรคแกนหลัก อย่างพรรคภูมิใจไทยเอง สว. ที่อาจอาจมีความคิดเห็นใกล้เคียงกัน เราต้องกลับมาทบทวนพิจารณาให้ถี่ถ้วน และใช้เวลาอีกหลายวันข้างหล้าในการพูดคุยกันภายใน เพื่อให้ตกผลึกว่าจะดำเนินการอย่างไร

ส่วนจะเสียหลักการของพรรคหรือไม่ เพราะหากดูจากร่างของแต่ละพรรค มีเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่ต่างจากร่างของพรรคการเมืองอื่น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่เสียหลักการ เราต้องเคารพในสิทธิ์ของประชาชน ต้องยอมรับความจริงว่าวันนี้พรรคเพื่อไทยมีแค่ 74 เสียง เราไม่สามารถลงชื่อโดยพรรคเดียว และผลักดันร่างของเราได้ ส่วนร่างหลักสุดท้าย ต้องยอมรับความจริงว่า เราหนีไม่พ้นว่าพรรคภูมิใจไทย มีสมาชิกมากที่สุดมากกว่า 190 คนและสุดท้ายคงใช้เป็นร่างหลักในการพิจารณา ดังนั้นเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของหลักการ แต่เป็นเรื่องสมการทางการเมือง ว่าจำนวนเท่านี้ เราต้องผลักดันไปตามที่เราได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

ส่วนมองแล้วใช่หรือไม่ ว่าถ้าฝืนส่งร่างนี้เข้าไปสภามีโอกาสปัดตกในวาระแรก นายจุลพันธ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทย เป็นพรรคทำงานแบบหวังผล ตนเองรับตำแหน่งการทำงานในสภา มาขับเคลื่อนเชิงประเด็น ว่าประเด็นใดที่เราสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้ รับภารกิจของคณะรัฐมนตรีก็ขับเคลื่อนกระทรวงเพื่อบรรลุเรื่องนโยบาย เราต้องทำงานเพื่อที่จะเห็นเป้าหมายที่ชัดเจนว่า สุดท้ายจะสามารถขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ที่จะมีสสร. ที่เป็นตัวแทนเข้ามาดำเนินการในการยกร่าง ที่ประโยชน์สูงสุดความเป็นประชาธิปไตยสูงสุด นาทีนี้ คงยังไม่ได้ดำเนินการในการยื่น และหลังจากนี้จะมาทบทวน และพูดคุยกันกับหลายฝ่าย สุดท้ายถ้ามีข้อสรุปอย่างไร เรายังมีกลไกการทำงานอีกมาก ที่จะสามารถขับเคลื่อน บรรจุแนวความคิดของเราเข้าไป เพื่อให้รัฐธรรมนูญเป็นไปในสิ่งที่เราเชื่อมั่นว่าเป็นประชาธิปไตยที่สุด และสามารถแก้ไขปัญหากับประเทศให้มากที่สุด

เมื่อถามว่ายืนยันในหลักการใช่หรือไม่ว่า สสร. ควรมาจากเลือกตั้งทางอ้อม หรือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เป๊ะ ไม่ใครวินิจฉัยได้บ้าง เราไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะตอบได้บ้างว่าอะไรคือถูก อะไรคือผิด สิ่งที่ต้องทำในวันนี้คือการกลับมาทบทวน พรรคเพื่อไทย ขอเวลาไม่นานก็มาพูดคุยกันภายใน เพื่อให้ตกผลึก รวมไปถึงพูดคุยกับคนของพรรคภูมิใจไทยด้วย และยืนยันว่า ไม่ได้มีเรื่องความขัดแย้งใด ๆ เพราะพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้บอกเองว่าพรรคภูมิใจไทยมีข้อห่วงใย เช่นเดียวกับนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แจ้งแล้ว ว่าในการประชุมพรรค แนวโน้มมติพรรค อาจจะออกมาเป็นเช่นไร เราทราบล่วงหน้าแล้วว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ และเมื่อเกิดแล้วเราก็ต้องรับฟัง เพราะเขามี 190 กว่าเสียง อย่างไรก็เป็นพรรคหลักในเรื่องการแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ พร้อมยืนยันว่าการที่พรรคภูมิใจไทยถอนชื่อออก ไม่กระทบต่อการทำงานร่วมรัฐบาล เพราะมีการแจ้งก่อนแล้ว พวกตนเองไม่ได้เซอร์ไพรส์ เราทราบก่อน เพียงแต่เมื่อเห็นเหตุการณ์เดิมมาถึงจุดนี้ กฎหมายส่งเข้าไป เรายื่นไม่ได้อยู่แล้ว เพราะมีถึง 30 รายชื่อ ที่ต้องมีการปรับเปลี่ยน ต้องรอมาพูดคุยกันให้ชัดเจนอีกครั้ง

ส่วนตอนนี้ต้องถอยออกมา เพราะที่มาของ สสร. อาจมีการปรับแก้ให้สอดรับกับร่างของพรรคภูมิใจไทย เพื่อให้ไปต่อได้ใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่ได้จำเป็นแค่นั้น ไม่ได้หมายความว่าเป็นแบบนั้น ให้เวลาเป็นตัวตอบ เพราะตนเองไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะตอบได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกันของสมาชิก

เมื่อถามว่า ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ พรรคเพื่อไทยถูกวิพากษ์วิจารณ์ หรือมองว่าเสียหลักการ พอมาเป็นพรรคร่วม อาจถูกพรรคภูมิใจไทยครอบหรือต้องคล้อยตามพรรคหลักนั้น นายจุลพันธ์ ยืนยันว่า ยังมีข้อคิดเห็นที่แตกต่างกันอยู่อีกหลายข้อ และที่สำคัญ จะเป็นร่างของใครก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายหลักของประเทศ ไม่สามารถเริ่มได้ด้วยการขัดแย้ง เราต้องสงวนจุดร่วม และหาจุดที่เดินหน้าร่วมกันได้ในการขับเคลื่อนการแก้ไข หากเริ่มต้นด้วยสิ่งที่ยืนประจันทร์หน้ากัน ตนเองรับประกันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้สุดท้ายไปไม่ถึงฝั่งฝัน ดังนั้น พรรคเพื่อไทยก็เป็นหนึ่งในพรรคการเมือง เราพร้อมรับฟังทุกฝ่าย จะเห็นได้ว่าความพยายามของพวกตนเองที่ผ่านมา เรามีความเชื่อมั่นว่า เป็นประโยชน์สูงสุด และเป็นประชาธิปไตย โดยที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยของศาล แต่การเดินหน้าของเรา สิ่งที่เราทำ คือการรวบรวมเสียงจากสมาชิก ไม่ว่าฝ่ายฝ่ายค้าน หรือ ฝ่ายรัฐบาล เพราะนี่คือสิ่งที่พวกเราเชื่อว่าความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่ายเท่านั้น จึงจะสามารถผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เกิดขึ้นได้จริง

Related Posts

Send this to a friend