POLITICS

‘ธีระชัย’ แฉรัฐบาลประยุทธ์ ปรับราคาก๊าซหุงต้ม เอื้อนายทุนพลังงาน

‘ธีระชัย’ ลั่น “เลือกลุงป้อมได้พลังงานเพื่อประชาชน เลือกลุงตู่ได้พลังงานเพื่อใคร?” แฉรัฐบาลประยุทธ์ ปรับราคาก๊าซหุงต้มสมมติว่านำเข้าจากซาอุฯ เอื้อนายทุนพลังงาน ใช้กองทุนน้ำมันอุ้ม คนไทยเป็นหนี้ไม่รู้ตัว

วันนี้ (2 พ.ค. 66) ณ ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ ถนนรัชดาภิเษก กทม. นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ที่ปรึกษาคณะกรรมการจัดทำนโยบายพรรคพลังประชารัฐ และ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นักวิชาการด้านพลังงาน ทีมเศรษฐกิจ พรรคพลังประชารัฐ แถลงข่าวเรื่อง “ปัญหาซ้ำซาก ราคาก๊าซหุงต้ม” เพราะปัญหาโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้ม มีผลกระทบต่อครัวเรือนและผู้ประกอบการร้านอาหารต่างๆ เป็นเรื่องสำคัญต่อการดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชน

ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวว่า ก๊าชหุงต้มคือทรัพยากรของชาติที่มีที่มาจากอ่าวไทย นำก๊าซธรรมชาติมาแยกเป็นก๊าซหุงต้ม มีเพียงพอต่อการใช้งานของคนไทยอย่างแน่นอน ความเป็นจริงไม่ควรมีราคาแพงเพราะเป็นทรัพยากรของประชาชนทุกคน ในอดีตที่ผ่านมาก๊าซหุงต้มมีราคาประมาณ 10 บาทต่อกิโลกรัม หรือถังขนาด 15 ลิตรมีราคาประมาณ 200 บาทรวมภาษี แต่ในปัจจุบันมีราคาถังละกว่า 400-500 บาท ซึ่งเป็นราคาที่มีกองทุนน้ำมันอุ้มราคาอยู่

ซึ่งต้นตอที่ทำให้ก๊าซหุงต้มมีราคาแพง มีสาเหตุจากมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ปี 2551 สมัยรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ให้จัดสรร LPG ให้ปิโตรเคมีใช้เป็นอันดับแรก ซึ่งความจริงเขียนว่าให้ทั้งปิโตรเคมีและครัวเรือนเป็นอันดับแรก แต่ก๊าซเดินทางผ่านท่อไปที่ปิโตรเคมีก่อนจะเหลือเป็นก๊าซหุงต้ม เป็นการผลักประชาชนออกจากทรัพยากรไทยทันที คนไทยจึงต้องใช้ก๊าซหุงต้มจากโรงกลั่นน้ำมันและนำเข้า ซึ่งเรื่องนี้มีการเตรียมการตั้งแต่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และแก้ไขเมื่อรัฐบาลสมชาย ทำหน้าที่ได้เพียง 2 เดือนเท่านั้น เรื่องนี้ผ่านมากว่า 15 ปี ยังไม่มีใครแก้ไข

ม.ล.กรกสิวัฒน์ ยังระบุว่า อีกหนึ่งต้นเหตุคือ เมื่อปี 2557 หลังการรัฐประหาร รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ยกเลิกราคาก๊าซครัวเรือนที่ 10 บาทต่อกิโลกรัม และให้สมมติใหม่ว่าโรงแยกก๊าซและโรงกลั่นในไทยนั้นไม่มีอยู่ ให้สมมติเป็นราคานำเข้าจากประเทศซาอุดีอาระเบีย ดังนั้นโรงกลั่นต้องบวกค่าขนส่งจากซาอุฯ และค่านำเข้า ที่ไม่มีอยู่จริงอยู่ในราคาต้นทุน กลายเป็นกำไรให้โรงกลั่นได้เลย จึงเป็นเหตุผลให้ราคาก๊าซหุงต้มพุ่งไป 400-500 บาท ทั้งที่มีแหล่งก๊าซ โรงแยกก๊าซอยู่ในประเทศไทย

ซึ่งในช่วงแรกคนไม่เห็นว่าราคาขึ้นเพราะใช้เงินกองทุนน้ำมันอุ้มไว้ ถัดมาอีก 1 เดือน จากเดือนธันวาคม 2557 ไป เดือนมกราคม 2558 ขึ้นราคาทันที 70% โดยคนไทยไม่รู้เพราะใช้กองทุนน้ำมันอุ้มราคาไว้ จากนั้นเดือน ธ.ค. 2559 ได้สมมติใหม่ว่าก๊าซหุงต้มจากโรงกลั่นและโรงแยกก๊าซไทยไม่มีอยู่เลย ให้คิดเป็นราคานำเข้าจากประเทศซาอุดีอาระเบีย บวกค่าสมมติเทียมทั้งหมด ทั้ง ค่านำเข้าเทียม ค่าประกันภัยเทียม ค่าสูญเสียระหว่างการขนส่งเทียม เข้ามาในราคาก๊าซหุงต้มให้คนไทยจ่าย เมื่อคนไทยจ่ายไม่ไหวก็ใช้กองทุนน้ำมันเข้าไปอุ้ม

“…กองทุนน้ำมันเป็นหนี้แสนล้าน เคยได้ยินใช่ไหมครับ ครึ่งหนึ่งมาจากสูตรการกำหนดให้ไทยใช้ราคาสมมติว่าโรงกลั่น โรงแยก ไม่มีอยู่ในประเทศไทยนั่นเอง ตรงนี้ต้องแก้นะครับ หากไม่แก้กองทุนน้ำมันจะเป็นหนี้ต่อไป ต้องรีบแก้ไขทันที…” ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าว

ด้านนายธีระชัย กล่าวถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่คิดจะเลือกระหว่าง 2 ลุง คือลุงตู่และลุงป้อม ตนอยากชี้ให้เห็นว่า ถ้าเลือกลุงป้อม จะได้ราคาพลังงานเพื่อประชาชน ปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงาน ลดราคาอย่างยั่งยืน เกิดความเป็นธรรมต่อประชาชน แต่หากเลือกลุงตู่ ท่านจะได้ราคาพลังงานเพื่อใคร? เพราะไม่ใช่พลังงานเพื่อประชาชนแน่นอน

ต้องแก้ไขสิ่งที่ผิด คือการให้สิทธิกับปิโตรเคมียืนข้างหน้าหัวคิวก่อนครัวเรือน แม้เกิดในสมัยรัฐบาลสมชาย แต่มีคนทักท้วงมาโดยตลอด เรียกร้องให้แก้ไขในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ แต่ท่านไม่แก้ จึงจำเป็นต้องเร่งแก้ไข ให้ประชาชน ครัวเรือนกลับไปยืนหัวแถว ให้คนไทยใช้ทรัพยากรของตนอย่างครบถ้วนก่อน เหลือแล้วค่อยเอาไปให้ปิโตรเคมี จึงจะเป็นธรรมต่อประชาชนไทยที่เป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน รวมถึงการแก้ไขการสมมติราคาเป็นการนำเข้าจากซาอุดีอาระเบีย กลับไปใช้การกำหนดเพดานราคาเหมือนเดิม

นายธีระชัย ยังกล่าวทิ้งท้ายอีกว่า ทีมเศรษฐกิจของพรรครวมไทยสร้างชาติ มี 4 ชื่อ ได้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, นายสุพัฒนพงษ์, ม.ล.ชโยทิศ และนายจักร ซึ่งทั้ง 4 คนเป็นอดีตกรรมการบริษัทพลังงานทั้งสิ้น จึงเป็นคำถามที่ประชาชนหาคำตอบเองได้

“ถ้าท่านเลือกลุงตู่ จะได้พลังงานเพื่อใคร เป็นนโยบายพลังงานเพื่อกลุ่มทุนพลังงาน หรือเพื่อประชาชน ท่านหาคำตอบเอาเองครับ” นายธีระชัย กล่าวย้ำทิ้งท้าย

Related Posts

Send this to a friend