POLITICS

‘ภัทรพงศ์’ จี้ ‘อนุทิน’ ตอบให้ชัดปมร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ซัด ‘ศุภชัย’ ค้านแบบไร้เหตุผล

‘ภัทรพงศ์’ จี้ ‘อนุทิน’ ตอบให้ชัดปมร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ซัด ‘ศุภชัย’ คัดค้านแบบไร้เหตุผล ตอนนั่ง กมธ. กลับไม่เคยพูด จ่อร้อง ม.157 หากผู้ว่าฯ 9 จังหวัดภาคเหนือไม่ประกาศเขตภัยพิบัติ

วันนี้ (2 เม.ย. 69) นายภัทรพงศ์ ลีลาภัทร์ สส. เชียงใหม่ พรรคประชาชน แถลงข่าวเรียกร้องรัฐบาลให้แสดงจุดยืนต่อการผลักดันร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ว่า ปัญหานี้ไม่ใช่แค่ของคนเหนือ แต่คือของประเทศไทย เพราะทุกคนใช้ลมหายใจเดียวกัน จึงเรียกร้องให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แสดงจุดยืนที่ชัดเจนต่อร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด เพราะรับทราบมาว่ารัฐบาลได้ตกลงกันแล้วว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะไปอย่างไรต่อ

ดังนั้นหลังจากตนเองอภิปรายไปเมื่อวานว่า หาก พ.ร.บ. อากาศสะอาด จะได้ไปต่อ ขอให้ตัวแทนของรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ได้ลงชื่อเข้าประชุมสภาฯ เมื่อวาน ได้ยืนยันในที่ประชุม แต่นายสุชาติก็ไม่ได้ชี้แจง ซ้ำยังให้สัมภาษณ์ว่า หากประกาศเป็นเขตภัยพิบัติไปแล้ว จะกระทบกับการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเรื่องน่าขันมาก เพราะจะประกาศหรือไม่ประกาศ ก็กระทบการท่องเที่ยวอยู่ ขอให้นายสุชาติไปถามผู้ประกอบการได้ว่า จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงแค่ไหนแล้ว

ความคืบหน้าเรื่องร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ตนเองต้องการฟังจาก นายอนุทินหรือตัวแทน ครม. ไม่ใช่ฟังจาก นายศุภชัย ใจสมุทร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งอาจจะอ้างภายหลังด้วยเทคนิคทางการเมืองว่าพูดในนาม สส. ไม่ได้พูดในนาม ครม. ซ้ำสิ่งที่นายศุภชัยพูดทำให้ตนเองผิดหวัง เพราะนายศุภชัยเป็นที่ปรึกษากรรมาธิการร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด และยังเป็นอนุกรรมาธิการซึ่งร่างเนื้อหา 300 มาตราดังกล่าว

นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า น่าเสียดาย ระหว่างเวลาที่ประชุม ตนเองไม่เคยได้ยินเสียงนายศุภชัยเลย และแทบจะจำหน้านายศุภชัยในที่ประชุมไม่ได้ด้วยซ้ำ น่าเสียดายจริง ๆ ในโอกาสที่คุณศุภชัยมีเวลาทำงาน ตนเองกลับไม่เห็นข้อขัดแย้งเหล่านี้ และกังวลว่าจะทำให้นายศุภชัยดูแย่เอง เพราะหลายข้อขัดแย้งที่ยกมาดูไร้เหตุผลมาก ๆ เช่น กรณีที่ยกเหตุผลว่า Emission Trading ไม่สามารถทำได้จริง แต่นายศุภชัยกลับไม่รู้ว่าในร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ที่ผ่านมติ ครม. ก็มีเรื่องนี้อยู่ ถ้านายศุภชัยนำเรื่องนี้มาพูดในที่ประชุม ก็จบไปนานแล้ว ทำให้ตนเองเป็นห่วง มีใครพยายามจะถ่วงร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด หรือไม่ ถ่วงไปเรื่อย ๆ ให้จบภายในวันที่ 13 พ.ค. 69 ซึ่งจะครบ 60 วัน ที่ ครม. จะสามารถร้องขอให้นำกลับมาพิจารณาต่อได้

ดังนั้นนายอนุทินต้องออกมาพูดให้ชัดเจนว่า จะเอาอย่างไรกับร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ลมหายใจของประชาชนไม่ใช่สิ่งที่คุณจะมาเล่นการเมือง เอาให้ชัด ๆ ตรงไปตรงมากับประชาชน ซึ่งพรรคประชาชนก็เตรียมที่จะยื่นร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด เข้าสู่สภาฯ ใหม่ ในกรณีที่พรรคภูมิใจไทยไม่เห็นความสำคัญของลมหายใจประชาชน

สำหรับสาเหตุที่มีความพยายามเตะถ่วงร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด เพราะมีข้อที่หลายฝ่าย เช่นที่นายศุภชัยยกมาว่า จะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากฝ่ายผู้ประกอบกิจการ ซึ่งกลุ่มภาคอุตสาหกรรมก็มีการยกข้อนี้ขึ้นมา ซึ่งตนเองก็ได้ชี้แจงไปนานแล้ว ว่าเราเก็บค่าธรรมเนียมจริง หากเป็นการประกอบกิจการที่ปล่อยมลพิษทางอากาศตามมาตรฐาน หากคุณเป็นโรงงานที่ไม่ต้องการเข้าเกณฑ์เหล่านี้ เพราะมองว่าการเพิ่มต้นทุนเพื่อลมหายใจประชาชนไม่คุ้ม แต่ตนเองมองว่าเป็นผลประโยชน์ของประชาชน เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือสิ่งแวดล้อม

“ผมมองว่าจะใช้คำไหนก็ได้ จะใช้คำว่าเอื้อนายทุน ก็สามารถตีความแบบนั้นได้ จะใช้คำว่าเอื้อภาคอุตสาหกรรมหรือธุรกิจเอกชน ก็สามารถใช้คำนั้นได้ แต่จุดประสงค์ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ คือเราจะยืนข้างประชาชน เพื่อลมหายใจของประชาชน และแน่นอนเรามองถึงผลกระทบของภาคธุรกิจด้วย จึงกำหนดเรื่องการละเว้นค่าธรรมเนียมไว้อยู่แล้วในร่าง พ.ร.บ. ถ้าหากอ่านดี ๆ เชื่อว่ามีจุดดี บางส่วนอาจกระทบภาคธุรกิจ แต่ก็เปิดช่องให้ธุรกิจสีเขียวละเว้นได้”

สำหรับกรณีนายกฯ เพิ่มอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดภาคเหนือแก้ปัญหาไฟป่านั้น นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า การสั่งผู้ว่าฯ ให้ดำเนินการอย่างเร่งด่วนเรื่องไฟป่า โดยที่เราไม่ได้มีงบประมาณให้เขา และการประกาศเขตภัยพิบัตินั้น หากนายกฯ ระบุว่า ขณะนี้ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบนเข้าเกณฑ์แล้ว ผู้ว่าฯ ต้องประกาศเขตภัยพิบัติ เชื่อว่าผู้ว่าฯ ไม่มีใครไม่ประกาศ คำถามคือทำไมถึงไม่ประกาศ การที่เราสั่งอย่างเดียว ขู่อย่างเดียวว่า ต้องจัดการไฟป่า แต่ไม่ได้ทำจริงเลย ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรกับประชาชนในภาคเหนือ นายกรัฐมนตรีสามารถระบุให้ผู้ว่าฯ ประกาศได้เลยเพราะเข้าหลักเกณฑ์แล้ว

หากยังไม่ประกาศ ตนเองและภาคประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ เตรียมยื่นฟ้องมาตรา 157 ต่อผู้ว่าฯ แล้ว เพราะมีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างชัดเจน และหากประกาศเขตภัยพิบัติ จะสามารถใช้งบฉุกเฉิน 9 จังหวัด รวมกับทุกกระทรวง 1,020 ล้านบาท จะสามารถจัดการปัญหานี้ได้ทั้งต้นตอและปลายทางคือสุขภาพของประชาชน

Related Posts

Send this to a friend