‘สุริยะ’ ลุยน้ำท่วมชุมชนเคหะออเงิน แจกสิ่งของ-อาหารสัตว์ สั่งกรมชลฯ เพิ่มเครื่องสูบ 3 เครื่อง มั่นใจ 2 วันน้ำลด
‘สุริยะ’ ลุยน้ำท่วมชุมชนเคหะออเงิน แจกสิ่งของ-อาหารสัตว์ เจอชาวบ้านตะโกนให้กำลังใจ สั่งกรมชลฯ เพิ่มเครื่องสูบ 3 เครื่อง มั่นใจ 2 วันน้ำลด ด้านอธิบดีฯ เผยแผนรับมือน้ำเหนือ เร่งสูบน้ำออกจากชุมชน-ระบายน้ำเจ้าพระยา จับตาฝน 5-8 ต.ค.
วันนี้ (1 ต.ค. 69) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัยที่การเคหะชุมชนออเงิน แขวงออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน ดร.สมชาย เวสารัชตระกูล ส.ก.เขตสายไหม และหน่วยงานในสังกัด เพื่อให้กำลังใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม พร้อมนำถุงยังชีพ อาหารแห้ง เครื่องดื่ม รวมถึงอาหารหมาและอาหารแมว มามอบให้ประชาชนในพื้นที่ โดยระหว่างการลงพื้นที่ มีชาวบ้านสูงอายุในชุมชนเข้ามาขอถ่ายรูปกับนายสุริยะเป็นระยะ พร้อมกล่าวขอบคุณทุกคนที่เข้ามาในวันนี้ และสะท้อนปัญหาเรื่องขยะและการระบายน้ำ หลังประสบปัญหามาหลายวัน
นายสุริยะกล่าวว่า ในส่วนของกรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยและบอกให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หากตรงไหนสามารถช่วยดูแลได้ทันทีก็ให้เข้าไปดูแล โดยชุมชนออเงินมีผู้อยู่อาศัยกว่า 5,000 ห้อง รวมเกือบ 10,000 คน จึงลงมาดูพื้นที่ด้วยตัวเอง ซึ่งจากสภาพน้ำท่วมค่อนข้างมาก แต่ระดับน้ำวันนี้เมื่อเทียบกับเมื่อวานลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง และได้นำอาหารต่าง ๆ มาแจกให้ประชาชน รวมถึงอาหารแมวและอาหารสุนัขให้กับเจ้าของสัตว์เลี้ยง
นายสุริยะกล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ ได้ให้อธิบดีกรมชลประทานลงมาด้วย และสั่งการให้นำเครื่องสูบน้ำมาลงในพื้นที่ พร้อมระบุว่าไม่เกินอย่างช้า 2 วัน น้ำจะกลับไปแห้ง พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ จะไม่ทอดทิ้งประชาชนในชุมชนแห่งนี้
“ผมมั่นใจว่า ภายใน 2 วัน น้ำจะลดลงอย่างแน่นอน เราจะเร่งระดมทุกหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือประชาชนให้เร็วที่สุด ทั้งการระบายน้ำและการฟื้นฟูพื้นที่ จะไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องเผชิญกับปัญหาเพียงลำพัง”
เมื่อถามถึงความกังวลของชาวบ้านกรณีน้ำเหนือที่กำลังจะหนุน นายสุริยะกล่าวว่า บางทีข้อมูลการสื่อสารอาจทำให้เกิดการผิดพลาด โดยที่ชาวบ้านกังวลว่าน้ำเหนือจะมาและท่วมกรุงเทพฯ นั้น จะไม่ท่วม เพราะจะระบายสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ดังนั้นน้ำที่ท่วมอยู่ในขณะนี้คือน้ำฝน ซึ่งกรุงเทพมหานครและกรมชลประทานจะต้องพยายามระบายออกไปให้เร็วที่สุด ส่วนหากเป็นน้ำที่เอ่อล้นจากแม่น้ำเจ้าพระยา จะเป็นอีกปัญหา เพราะต้องดูว่าแม่น้ำเจ้าพระยารองรับได้ในส่วนที่ผ่านกรุงเทพมหานครหรือไม่
สำหรับโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท – ป่าสัก – อ่าวไทย วงเงิน 1.65 แสนล้านบาทที่เข้าสู่ ครม. นายสุริยะกล่าวว่า ขณะนี้จะต้องรีบจัดทำ TOR ให้เรียบร้อย ว่าจะให้ผู้รับเหมาที่มีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง และแบ่งงานเพื่อเร่งการก่อสร้างให้เสร็จโดยเร็ว เพราะโครงการเขื่อนป่าสัก-อ่าวไทยเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด หากทำเสร็จแล้วจะช่วยเรื่องปัญหาน้ำท่วมต่าง ๆ ที่เกิดจากการเอ่อล้น และเป็นโครงการที่จะช่วยเหลืออย่างยั่งยืน

เมื่อถามว่า TOR ของโครงการคาดว่าจะแล้วเสร็จเมื่อใด นายสุริยะกล่าวว่า กรอบเวลาทั้งหมดตั้งแต่การดำเนินการจนเสร็จสมบูรณ์และผู้รับเหมาสร้างให้เสร็จเรียบร้อยอยู่ที่ 8 ปี แต่บางส่วนในพื้นที่ใดที่พร้อมกว่าก็จะทำก่อน เพราะบางพื้นที่จะต้องดำเนินการเรื่องที่ดินของชาวบ้านและการอพยพ โดยในส่วนของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างคลองระบายน้ำ ได้ประสานกับทางการเคหะฯ ให้รีบสร้างที่อยู่อาศัยให้ โดยกลางปี 2570 ก็สามารถที่จะเริ่มได้
เมื่อถามถึงกรณีน้ำเริ่มเน่าเสีย และทางกระทรวงเกษตรฯ จะมีนวัตกรรมอะไรเข้ามาช่วย นายสุริยะกล่าวว่า “ภายในสองวันนี้จบ” พร้อมย้ำว่ามั่นใจทางอธิบดีกรมชลประทาน
ด้านนายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า วันที่ 5-8 ต.ค. จะมีสถานการณ์ฝนเข้ามาบ้าง จึงตั้งรับตรงนี้อยู่เหมือนกัน โดยติดตามว่าสถานการณ์ฝนจะตกบริเวณไหนบ้างที่จะส่งผลให้มีการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงน้ำเหนือที่ยังคงค้างอยู่ ซึ่งจะบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ให้กระทบด้านล่างมาก และจะเร่งระบายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาให้เร็วที่สุด
นายวิทยากล่าวว่า ได้สั่งการและมอบหมายผู้บัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่ต่าง ๆ โดยเครื่องสูบน้ำจะมาถึงพื้นที่แล้ว และจะเร่งดำเนินการวางแผนการติดตั้งเพื่อเอาน้ำออกจากชุมชน เนื่องจากชุมชนยังมีน้ำขังพอสมควร จึงจำเป็นต้องติดตั้งเครื่องสูบน้ำให้น้ำออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด พร้อมระบุว่าในช่วงเย็นจะไปสั่งการอีกครั้ง และกำชับให้นำเครื่องสูบน้ำมาช่วยชุมชน
เมื่อถามถึงแผนการรับมือจากน้ำเหนือ นายวิทยากล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำเหนือ คือน้ำที่มาจากปิง วัง ยม น่าน ที่มาจากเหนือเขื่อนเจ้าพระยา โดยที่ชัยนาทมีปริมาณน้ำที่ตกจากด้านบน ซึ่งเกิดจากปริมาณฝนที่ตกในช่วงที่ผ่านมา และมีฝนตกหนักที่กรุงเทพฯ เคลื่อนไปทางฝั่งตะวันตกแถวเมืองกาญจน์ และขึ้นไปในส่วนของจังหวัดตากและกำแพงเพชร ส่งผลให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 500 กว่าลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สูงสุดเกือบ 1,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และสะสมอยู่บริเวณหน้าเขื่อน
นายวิทยากล่าวว่า จำเป็นต้องบริหารจัดการ โดยมีเขื่อนเจ้าพระยาในการหน่วงน้ำหรือควบคุมน้ำ และปล่อยท้ายน้ำให้กระทบประชาชนน้อยที่สุด พร้อมแจ้งในพื้นที่ในลำน้ำและแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะพื้นที่ที่เคยได้รับผลกระทบในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชัยนาท และปทุมธานีบางส่วน ซึ่งได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำ แต่ทางรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการว่า การบริหารจัดการต้องบูรณาการและมีการแจ้งเตือนพื้นที่ ขณะที่ฝนที่ตกในพื้นที่อย่างบริเวณที่ยืนอยู่ตรงนี้ เกิดจากอิทธิพลฝนตกหนักในพื้นที่ ไม่ได้เกิดจากน้ำล้นในแม่น้ำเจ้าพระยา ดังนั้นจึงต้องสูบอย่างเดียว
เมื่อถามถึงตัวเลขการระบายต่อวันสูงสุดอยู่ที่เท่าใด นายวิทยากล่าวว่า ตอนนี้อยู่ที่ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยรวมถึง 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และพยายามที่จะตั้งรับที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อที่จะลดการสะสมของน้ำ โดยจะค่อย ๆ ปรับทยอยเป็นขั้นบันได ชั่วโมงละ 10-20 เซนติเมตร
เมื่อถามว่าจะมีโอกาสแตะถึง 2,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีตามที่มีข้อมูลออกมาก่อนหน้านี้หรือไม่ นายวิทยากล่าวว่า ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันจะติดตามสถานการณ์ในเรื่องตัวควบคุมและเฝ้าระวัง C7-C2 หากสถานการณ์ลดลงก็จะตั้งรับให้ได้เต็มที่ที่สุด แต่ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยเหนือเขื่อนที่จะต้องไม่มีการขึ้นจนถึง +18 เพราะจะมีผลต่อความมั่นคงของเขื่อน โดยตอนนี้อยู่ที่ +17.6














