ECONOMY

‘เอกนิติ’ สรุปบทเรียน ‘IMF–World Bank’ ประกาศศักยภาพไทยร่วมกำหนดวาระโลก

‘เอกนิติ’ สรุปบทเรียน ‘IMF–World Bank’ ประกาศศักยภาพไทยร่วมกำหนดวาระโลก ย้ำวินัยการคลังสร้างเชื่อมั่นตลาด ชู ‘Bangkok Blueprint’–‘Small AI’ ดึง SMEs เข้าห่วงโซ่อุปทาน จ่อลุยเวที APEC–ดาวอส ดันเศรษฐกิจทะยานรอบใหม่

วันนี้ (17 ต.ค. 69) เวลา 14.35 น. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมเวทีเสวนา ‘Bangkok Dialogue Notes’ เพื่อสรุปสาระสำคัญที่ประเทศไทยนำเสนอต่อเวทีโลก ในช่วงการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank) ประจำปี 2569 (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) โดยกล่าวถึงสิ่งที่ประเทศไทยจะได้รับจากการประชุมครั้งนี้ว่า จากการพูดคุยและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับผู้เข้าร่วมประชุม พบว่าผู้แทนจากชาติต่าง ๆ มีความรู้สึกที่ดีและมีมุมมองเชิงบวกต่อบทบาทของประเทศไทยตลอดการประชุมครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง

นายเอกนิติกล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจากต่างประเทศกว่า 19,000 คน ทั้งผู้กำหนดนโยบายจากกระทรวงการคลัง ธนาคารกลาง และภาคเอกชนชั้นนำ ซึ่งแต่ละคนล้วนมีภูมิหลังที่หลากหลาย แต่ประเทศไทยสามารถบริหารจัดการและสร้างบรรยากาศที่ดีจนทำให้ผู้เข้าร่วมทุกคนมีความสุข สิ่งสำคัญคือทุกฝ่ายได้มองเห็นทิศทางร่วมกันว่าเศรษฐกิจโลกควรขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างไร และจะจับมือเป็นพันธมิตรเพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจได้อย่างไร

“สิ่งที่ประเทศไทยได้รับคือการยอมรับจากทั่วโลกในศักยภาพการจัดงานระดับโลก ซึ่งเปรียบเสมือน ‘โอลิมปิกทางการเงิน’ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ ประเทศไทยสามารถกำหนดวาระและแสดงบทบาทความเป็นผู้นำร่วมกับกลุ่มธนาคารโลกและ IMF ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ไทยมีศักยภาพและความพร้อมในการร่วมกำหนดทิศทางของเศรษฐกิจโลก” นายเอกนิติระบุ

นายเอกนิติได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบถึงเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ว่า มีบุคคลตัวเล็ก ๆ อยู่บริเวณหัวเรือ คอยทำหน้าที่กำหนดทิศทางว่าเรือจะมุ่งหน้าไปทางใด ขณะที่ฝีพายทุกคนต้องพายให้สอดประสานเป็นจังหวะเดียวกันเพื่อขับเคลื่อนไปข้างหน้า แม้ต้องเผชิญกับกระแสน้ำเชี่ยวกราก เช่นเดียวกับบทบาทของประเทศไทยที่สามารถทำงานร่วมกับธนาคารโลกและ IMF เพื่อร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกและกำหนดวาระบนเวทีระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้แสดงสถานะเป็น ‘ผู้เชื่อมโยงที่ได้รับความไว้วางใจ’ (Trusted Connector) ที่สามารถหลอมรวมทั้ง 191 ประเทศให้อยู่บนเรือลำเดียวกัน เพื่อแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และความรับผิดชอบ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

นายเอกนิติระบุถึงบทเรียนสำคัญตลอดการประชุม 6 วันที่ผ่านมาว่า ท่ามกลางภาวะความไม่แน่นอนสูง เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายหลัก 4 ประการที่ทุกประเทศต้องรับมือร่วมกัน ได้แก่

ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ (Geoeconomic Fragmentation) ซึ่งเปรียบเสมือนกระแสน้ำเชี่ยวกรากที่สร้างความท้าทายต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible AI: RAI) เนื่องจากเทคโนโลยีมีทั้งโอกาสและความเสี่ยง ทุกฝ่ายจึงต้องร่วมมือกันเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนใช้ AI ยกระดับขีดความสามารถ ควบคู่ไปกับการวางแนวทางป้องกันความเสี่ยงจากเทคโนโลยี เช่น ปัญหาภาพและเสียงสังเคราะห์เสมือนจริง (Deepfake) เพื่อไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อ

ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพของประชาชน

อัตราดอกเบี้ยและต้นทุนทางการเงินที่ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งมีสาเหตุมาจากความเปราะบางและขาดวินัยทางการคลัง โดยทุกประเทศจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการคลังที่รอบคอบและเหมาะสม ควบคู่ไปกับการเตรียมรับมือกับความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ

นายเอกนิติกล่าวต่อไปว่า ความเสี่ยงเหล่านี้เป็นประเด็นที่ผู้กำหนดนโยบาย ธนาคารกลาง และสถาบันการเงินระหว่างประเทศต่างเห็นพ้องต้องกัน โดยสำหรับประเทศไทยมีแนวทางรับมือกับราคาพลังงานด้วยการกำหนดเป้าหมายช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างแม่นยำและตรงจุด (Targeted Subsidy) ไม่ใช่การแจกเงินแบบถ้วนหน้า เนื่องจากประเทศมีพื้นที่ทางการคลังจำกัด พร้อมทั้งต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อช่วยให้ประชาชนปรับตัวและเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน

นายเอกนิติกล่าวอีกว่า ในระหว่างการประชุม ตนได้เน้นย้ำถึงเรื่องวินัยทางการคลังและได้รับการตอบรับที่ดีอย่างยิ่งจากการแลกเปลี่ยนร่วมกับรัฐมนตรีคลังจากหลายประเทศ ซึ่งขณะนี้ต่างมีความกังวลต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่พุ่งสูงขึ้น ทั้งในสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น จนส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

“ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี อยู่ที่ระดับร้อยละ 5.4 แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยกลับอยู่ที่ระดับประมาณร้อยละ 2.4 เท่านั้น ทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมจากต่างชาติต่างประหลาดใจ ปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการดำเนินนโยบายการคลังที่รอบคอบและการเตรียมรัดเข็มขัดล่วงหน้า ทำให้ตลาดมีความเชื่อมั่นในเสถียรภาพของไทย เราได้แสดงให้โลกเห็นว่า ขอเพียงเรามีวินัยทางการคลังอย่างจริงจัง ท้ายที่สุดก็จะได้ผล และตลาดก็เชื่อมั่นในตัวเรา จนนำไปสู่การที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยจากเชิงลบกลับมาสู่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable)” นายเอกนิติกล่าว

ส่วนประเด็นด้านเทคโนโลยี AI นายเอกนิติกล่าวว่า นายอาจัย บังกา (Mr. Ajay Banga) ประธานกลุ่มธนาคารโลก ได้นำเสนอแนวคิด ‘Small AI’ ซึ่งเน้นการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อสร้างงานสร้างอาชีพให้แก่ประชาชน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของไทยที่ได้นำประสบการณ์ไปแลกเปลี่ยน โดยยกตัวอย่างการใช้ Small AI สนับสนุนผู้ค้ารายย่อย เปรียบเสมือน ‘AI ผู้ช่วยอัจฉริยะ’ หรือนกกระซิบ ที่ช่วยบริหารจัดการยอดขายและต้นทุน ทำให้พ่อค้าแม่ค้าสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีผลกำไรเพิ่มขึ้น และมีข้อมูลทางการเงินที่ช่วยให้เข้าถึงสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินได้ง่ายขึ้น ซึ่งนานาประเทศต่างเห็นพ้องว่านี่คือทิศทางที่ถูกต้องในการยกระดับผู้ประกอบการรายย่อย

ขณะเดียวกัน ในมิติความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ ไทยมองว่าความผันผวนนี้ถือเป็นโอกาสที่ไทยจะแทรกตัวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) โดย IMF ได้ทำการศึกษาบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานด้าน AI ซึ่งสอดรับกับกระแสการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ดังนั้น ไทยจึงต้องเร่งยกระดับทักษะแรงงานและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก เพื่อกระจายประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจไปสู่ฐานรากอย่างทั่วถึง

นายเอกนิติยังกล่าวถึงความประทับใจตลอดการประชุมว่า ตนรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่งเมื่อ ดร. คริสตาลินา กอร์เกียวา (Dr. Kristalina Georgieva) กรรมการจัดการ IMF ได้กล่าวในที่ประชุมเต็มคณะ โดยอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9) ขึ้นแสดง พร้อมถ่ายทอดแนวพระราชดำริเกี่ยวกับการสร้างความเข้มแข็งจากฐานรากที่ต้องอาศัยการสั่งสมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดรับกับการที่ฝ่ายไทยได้จัดตั้ง ‘ศาลาไทย’ (Thailand Pavilion) ภายในงาน เพื่อเผยแพร่หลักการพัฒนาตามแนวพระราชดำริสู่สายตาชาวโลก แม้การเตรียมงานจะเหน็ดเหนื่อย แต่การที่นานาชาติต่างให้ความสนใจและยกย่องแนวทางการพัฒนาของไทย ถือเป็นหนึ่งในภาพประวัติศาสตร์ที่ทรงพลังที่สุดของการประชุมครั้งนี้

สำหรับการนำเสนอแผนปฏิบัติการ ‘Bangkok Blueprint’ บนเวทีโลกนั้น นายเอกนิติระบุว่า ต้องขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมกันแสดงให้เห็นถึงแนวทางการรับมือกับภัยหลอกลวงทางไซเบอร์ของไทย โดยชี้ให้เห็นว่าปัญหาอาชญากรรมออนไลน์และสแกมเมอร์ไม่ใช่เรื่องของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นอาชญากรรมข้ามพรมแดนที่ประชาคมโลกต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกและการสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อร่วมกันปกป้องประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ โดยไทยพร้อมผลักดันให้โมเดล ‘Bangkok Blueprint’ เป็นกรอบมาตรฐานสากลที่ทุกชาตินำไปปรับใช้ได้จริง

ส่วนบทบาทของไทยในการเป็น Trusted Connector นั้น นายเอกนิติย้ำว่า ความไว้วางใจต้องเริ่มต้นจากการมีเป้าหมายร่วมกัน ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนได้สร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับรัฐมนตรีและผู้นำระดับสูง ซึ่งจะต้องถูกนำมาต่อยอดสู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม โดยไม่ปล่อยให้ข้อตกลงต่าง ๆ สิ้นสุดลงพร้อมกับการปิดฉากการประชุม

นายเอกนิติกล่าวถึงทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลังจากนี้ว่า รัฐบาลจะเดินหน้าต่อยอดแรงส่งจากการประชุมอย่างไม่หยุดยั้ง โดยในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ ตนมีกำหนดการเดินทางไปเยือนฮ่องกง เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปก (APEC Finance Ministers’ Meeting) ขณะที่ในปี 2570 ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีในการนำคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนไทย หรือ ‘ทีมไทยแลนด์’ เดินทางไปร่วมการประชุม World Economic Forum ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อผลักดันบทบาทและวาระของไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง

“เราต้องเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยสำหรับการทะยานขึ้นบิน (Take-off) สู่การเติบโตรอบใหม่ จากผลการหารือและความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ร่วมกับ 191 ชาติ เรามีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะพาเศรษฐกิจไทยทะยานไปข้างหน้า ทั้งในมิติการเติบโต ความยั่งยืน และเสถียรภาพ” นายเอกนิติกล่าว

นายเอกนิติกล่าวทิ้งท้ายว่า การขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ศักยภาพการเติบโตรอบใหม่ จำเป็นต้องอาศัยการลงทุนอีกมหาศาลและการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยหัวใจสำคัญที่สุดคือการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์และการเสริมพลังให้แก่ประชาชน ซึ่งสอดคล้องกับแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงเน้นย้ำเสมอว่า ประชาชนต้องเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา ไม่ว่าจะดำเนินนโยบายใด ท้ายที่สุดต้องสะท้อนกลับมาสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชน ชุมชน และท้องถิ่นอย่างแท้จริง

Related Posts

Send this to a friend