CRIME

ผบ.ตร. นำทัพ สตม. – บช.น. เปิดปฏิบัติการทลายนอมินีต่างด้าวกลางกรุงฯ

เข้าตรวจ 4 หมู่บ้านหรู รวบผู้ต้องหาหมายแดง ที่ทางการจีนต้องการตัว มูลค่าทรัพย์สินกว่า 6,000 ล้าน พบ คนไทย 156 ราย พัวพันนอมินี บางส่วนอ้าง ถูกสวมชื่อหลังยื่นเอกสารกู้เงินออนไลน์ ชี้ มี 8 บริษัทลอว์เฟิร์ม ช่วยปั้นบริษัทถือครอง ประกาศ “กวาดบ้านให้สะอาด” สั่งขยายผลต่อ ลั่น “หากลอว์เฟิร์มไหนกล้าก็ลองดู”

วันนี้ (10 ต.ค. 69) เวลา 09.45 น. พลตำรวจเอก สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พลตำรวจโท นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) พลตำรวจโท สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และคณะ นำกำลังเจ้าหน้าที่ เปิดปฏิบัติการ “เฟสที่ 8 ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว 4 โครงการบ้านหรู” เข้าค้น 17 จุด ในพื้นที่ บก.น.4 ออกหมายจับบุคคลต่างด้าว จำนวน 86 หมาย หลังพบเครือข่ายต่างชาติใช้บริษัทถือครองบ้านและที่ดินมูลค่า 6,000 ล้านบาท สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้จำนวน 11 คน สัญชาติจีน 10 คน และสหรัฐอเมริกา 1 คน

จากนั้น พลตำรวจเอกสำราญ และ พล.ต.ท.นพศิลป์ ได้ร่วมสอบปากคำนายเชา ผู้ต้องหาสัญชาติจีน ซึ่งถูกหมายจับของทางการจีนในคดีฆาตกรรม ซึ่งนายเชา อ้างว่า คดีที่ก่อเหตุในประเทศจีนเป็นคดีฆาตกรรมที่เกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ และหลบหนีคดีมาประมาณ 8-9 ปี ตั้งแต่ปี 2018 ซึ่งเหตุผลที่หลบหนีเพราะทางการจีนต้องการจะจับกุมตัว โดยได้หลบหนีไปอยู่ประเทศกัมพูชา เพราะพาสปอร์ตมีหมายจับของทางการจีนไม่สามารถหลบหนีไปประเทศอื่นได้ หลังจากนั้นก็หาคอนเน็คชั่นเพื่อติดต่อซื้อหนังสือเดินทางของประเทศกัมพูชาในการเดินทางไปที่ประเทศอื่น โดยไปซื้อที่สถานีตำรวจในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ราคาประมาณ 80,000ดอลล่าร์หรือประมาณกว่า 2.8 ล้านบาท หลังจากได้หนังสือเดินทางของกัมพูชาก็บินไปที่ประเทศศรีลังกา

ทั้งนี้ นายเชา ปฏิเสธที่จะตอบเรื่องของการมี ออฟฟิศทำสแกมเมอร์อยู่ที่เมียวดี แต่จากแนวทางการสืบสวน พบข้อมูลอีกว่า มีข้อมูลบ้านที่ใช้ทำสแกมเมอร์อยู่ในเมืองชเวก๊กโก และเมียวดี ในประเทศเมียนมา และสีหนุวิวล์ ประเทศกัมพูชา โดยเอาไว้ใช้หลอกคนจีน รวมทั้งยังพบว่านายเชาเป็นหุ้นส่วนบริษัท ซึ่งมีการถือครองบ้านพร้อมที่ดินในโครงการบ้านหรูย่าน พระรามเก้า-ศรีนครินทร์ ซึ่งเป็นหมู่บ้านหรู มีราคาขายตั้งแต่ 50-69 ล้านบาท โดยใช้บริษัทนอมินีซื้อบ้านเมื่อปี 2565

ส่วนการเข้ามาในประเทศไทยได้อย่างไรนั้น นายเชา อ้างว่า หลังจากหลบหนีไปอยู่ศรีลังกา เกิดช่วงโควิด ทำให้ไม่สามารถดำเนินการอะไรต่อได้ เลยบินเข้ามาที่ประเทศไทยโดยใช้พาสปอร์ตกัมพูชา และเข้าออกประเทศไทยหลายสิบครั้ง

สำหรับการซื้อบ้านในประเทศไทย นายเชา อ้างว่า เมื่อปี 2565 ตนเองได้ซื้อบ้านหลังนี้ผ่านเอเยนต์จากทางโครงการแนะนำ หลังจากนั้นก็ได้หาบริษัทเพื่อปรึกษาในการหาวิธีการเพื่อซื้อบ้าน มูลค่า 43ล้านบาท และซื้อเป็นเงินสด โดยไม่รู้ว่ามีจักกับคนไทยที่เป็นหุ้นส่วน เพราะซื้อตามคำแนะนำของบริษัทกฎหมายที่แนะนำให้ดำเนินการ

นอกจากนี้ ภายในบ้านยังมีผู้ต้องหาชาวไทยที่เป็นนอมินีให้กับบริษัทนายเชาเพื่อซื้อบ้าน โดยเจ้าตัวอ้างว่า ตนเองไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่ยอมรับว่า เคยไปกู้เงินออนไลน์ ปี 2565 และเคยให้เอกสารทั้งหมดไป แต่เรื่องบริษัทนอมินีไม่รู้เรื่องและยอมรับว่า รู้สึกตกใจ และงงมาก กลัวเป็นสแกมเมอร์ เพราะมีหมายจับศาลไปที่ล้านในปีนี้ ซึ่งในหมายระบุว่าตนเองมีหุ้นส่วน 400 ล้านบาท ก็ยิ่งก็รู้สึกตกใจเข้าไปอีก เพราะตนเองไม่เคยรู้เรื่องมาก่อนเลย และยืนยันว่าไม่เคยรู้จักกันมาก่อนกับคนจีนด้วย

พล.ต.อ.สำราญ เปิดเผยว่า ในการจับกุมครั้งนี้ ได้มีการดำเนินการตรวจสอบพบหมู่บ้านหรู 4 โครงการ ได้แก่ โคตรการ บางนา-สวนหลวง , บางนา-วงแหวน , พระราม 9 – ศรีนครินทร์ และกรุงเทพกรีฑา และพบบ้านพร้อมที่ดิน 94 หลังกว่า 33 ไร่ 95 บริษัท ซึ่งถือครองโดยนอมินีคนไทย และพบผู้ต้องหาจำนวน 96 คน ซึ่งพนักงานสอบสวนต้องดำเนินการ 95 คดี ซึ่งจะต้องมีการประสาน ปปง. เข้ามาร่วมปฏิบัติการ เนื่องจากพบมูลค่าทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง บ้านพร้อมที่ดิน กว่า 6,000 ล้านบาท

จากการดำเนินการดังกล่าว พบผู้ต้องหาที่น่าสนใจ คือ นายเชา ที่เข้ามาในเมืองไทยครั้งแรกในปี 2560 ซึ่งตอนนั้นนายเชา ยังไม่มีหมายแดงจากประเทศจีน ก่อนที่จะไปก่อคดีที่ประเทศจีน คือคดีฆาตกรรม ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 3 ราย และเจ้าตัวก็รับสารภาพ ว่าเกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ ที่อยู่ในเมียวดี และชเวก๊กโก โดยหลังจากก่อคดีแล้ว นายเชาไม่สามารถเดินทางไปประเทศไหนได้ จึงตัดสินใจเข้าไปยังประเทศกัมพูชา เพื่อไปทำพาสปอร์ตโดยใช้เงิน 85,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 2.8 ล้านบาทไทย ก่อนจะถือหนังสือเดินทางของกัมพูชา เข้ามาในไทยเพื่อมาซื้อทรัพย์สินบ้านและที่ดินโดยผ่านต้นน้ำคือบริษัทลอว์เฟิร์มแนะนำในธุระจัดหา

อีกทั้ง ยังพบคนไทยที่อยู่ในบริษัทของนายเชา ซึ่งคนไทยคนนี้แจ้งว่า ไม่ทราบในรายละเอียด เพราะเขา แค่ได้เข้าไปกู้เงินทางออนไลน์เท่านั้น ซึ่งคาดว่าอาจมีการนำ เอกสารหลักฐานของเขาไปใช้ ซึ่งจะต้องดำเนินการโดยเด็ดขาดต่อไป

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดำเนินการยึดบ้าน และที่ดิน เพื่อดำเนินการตรวจสอบโดยประสานกับสำนักงานป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) รวมถึงประสานกับทางการจีนเพื่อตรวจสอบการได้มาซึ่งทรัพย์สินต่อไป

นอกจากนี้ ยังพบนายเฉิน ที่ถือหนังสือเดินทางหลายประเทศ มีทั้งประเทศประเทศจีน ตุรกี และกัมพูชา ซึ่งก็เป็นหนึ่งในผู้ต้องหาหมายจับของประเทศจีน เกี่ยวกับคดีฉ้อโกง และชักชวนผู้อื่นข้ามแดนโดยผิดกฎหมายในปี 2567 ซึ่งเหตุเกิดที่เมืองหลี่ซุ่ย ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของมณฑลเจ้อเจียง ก่อนหลบหนีมายังประเทศไทย และซื้อบ้านในประเทศไทย และยังมีนายเจียง ถือหนังสือเดินทางสัญชาติจีน ประเทศเซนต์คริสโตเฟอรัน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาหมายจับของประเทศจีนเช่นกันในคดีฉ้อโกงออนไลน์ในเมืองตุ้นโจ มลฑลเหอหนาน โดยทั้งสองคนนี้ ยังเป็นหุ้นส่วนบริษัทในการถือครองบ้านและที่ดิน ย่านกรุงเทพกรีฑา ราคาประมาณ 77- 98 ล้านบาท ซึ่งตำรวจได้มีการจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 คนตามหมายจับเป็นที่เรียบร้อย

คนต่อมา คือนายหลิว เป็นหุ้นส่วนบริษัทที่มีการถือครองบ้านพร้อมที่ดินในส่วนพระราม 9 – ศรีนครินทร์ ซึ่งมีประกาศจับจากตำรวจสากลจีน ในถามความผิดฉ้อโกงออนไลน์ และเข้ามา ถือครองบ้านพร้อมที่ดินในไทยเช่นกัน และยังมีนายไป๋ เป็นหุ้นส่วนบริษัทถือครองบ้านที่ดินที่กรุงเทพกรีฑา ซึ่งมีประกาศหมายจับจากสากลจีน ในความผิดองค์กรอาชญากรรม และฉ้อโกงออนไลน์

คนสุดท้าย คือ นายหวง เป็นหุ้นส่วนบริษัทถือครองบ้านและที่ดินในโครงการบางนา-วงแหวน สัญชาติจีน ซึ่งรายนี้มีหมายจับจากศาลอาญาพระโขนง ในฐานความผิดร่วมร่วมกันนำเข้าสินค้าที่ไม่ผ่านพิธีการศุลกากร การซ่อนเร้นหรือรับของที่เกี่ยวกับความผิดศุลกากร อั่งยี่ และเป็นคนต่างด้าวได้ที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งผู้ต้องหาทั้งหมด มีต้นน้ำคือบริษัทลอว์เฟิร์มแนะนำในธุระจัดหา ซึ่งบริษัทลอว์เฟิร์มดังกล่าว พบทั้งในโซนรามอินทรา สะพานสูง และบางพลี

นอกจากนี้ ยังพบ บ้าน 3-4 หลัง เปิดให้เช่า ในราคาเดือนละ 350,000 บาท ในหมู่บ้านย่าน พระราม 9 – ศรีนครินทร์ และหลังอื่นๆ ให้เช่าเดือน 50,000 บาท และ 40,000 บาทเรียงตามลำดับ ซึ่งผลจากการเปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายอย่างต่อเนื่องจนถึงเฟส 8 ทำให้ผู้ต้องหาหลายรายเริ่มหลบหนีออกนอกประเทศ จนพบว่าบ้านหรูบางหลังถูกทิ้งร้างและไม่มีผู้มาเก็บค่าเช่ามานานกว่า 3 เดือน

พลตำรวจเอกสำราญ ระบุอีกว่า จากการสืบสวนเชิงลึกยังพบชื่อคนไทยที่เกี่ยวข้องในฐานะนอมินีรวม 156 คน ซึ่งพนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างการซักถาม และให้ความเป็นธรรม เนื่องจากมีคนไทยหลายรายให้การว่าเคยยื่นเอกสารสำเนาบัตรประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านเพื่อกู้เงินออนไลน์ แต่กลับถูกสำนักงานกฎหมายนำเอกสารไปแอบอ้างสวมสิทธิ์จัดตั้งบริษัทโดยที่คนไทยไม่เคยรู้จักหรือเจอหน้าผู้ต้องหาชาวต่างชาติมาก่อน ซึ่งทางตำรวจจะใช้หลักฐานทางดิจิทัลในการเอาผิดกลุ่มสำนักงานกฎหมาย และสำนักงานบัญชีที่ร่วมกระทำผิดอย่างเด็ดขาด ในข้อหาเป็นตัวการร่วมหรือผู้สนับสนุน

สำหรับบ้านทั้ง 94 หลัง ที่ตำรวจดำเนินการเข้ายึด และอายัดในวันนี้ พลตำรวจเอก สำราญ อธิบายว่า เกิดจากการเข้าซื้อบ้านตามโครงการหมู่บ้านหรูต่างๆ ในกรุงเทพฯ รวม 4 โครงการ ซึ่งทั้ง 94 หลัง พบความเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มเอเจนซี่ขายบ้าน และอสังหาริมทรัพย์ที่ชาวต่างชาติมาติดต่อขอซื้อบ้านตามโครงการต่างๆ แต่ติดปัญหาเรื่องการเป็นชาวต่างชาติไม่สามารถซื้อหรือถือครองที่ดินในประเทศไทยได้ จึงได้มีการแนะนำสำนักงานกฎหมายเข้ามาช่วยจัดตั้งบริษัทหลบเลี่ยงกฎหมายในรูปแบบของการตั้งบริษัทหุ้นส่วน ซึ่งเป็นคนไทย 51% และหุ้นส่วนชาวต่างชาติ 49% โดยเจ้าของบ้านแต่ละคนไม่รู้จักกันหรืออาจเป็นเพียงบางหลังหรือบางคนเท่านั้นที่อยู่ในกลุ่มเครือข่ายเดียวกัน โดยการจดทะเบียนเปิดบริษัทดังกล่าวนั้นไม่ได้ระบุการประกอบธุรกิจ ซึ่งเป็นเพียงการจดทะเบียนบริษัทเปล่า

จากการตรวจสอบพบว่า มีบริษัทสำนักงานกฎหมายหรือลอว์เฟิร์มที่เข้ามาช่วยจัดตั้งบริษัทให้สามารถถือครองได้ 8 แห่ง อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ หลายจุด ส่วนจะมีทนายความคนดังเข้าไปเกี่ยวข้องสำนักงานกฎหมายนี้หรือไม่นั้น อยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่ยืนยันว่า ในอนาคตหากสำนักงานกฎหมายใดที่ยังกล้าใช้ช่องของกฎหมายนี้ดำเนินการหรือทำอะไรแบบนี้อีกก็ขอให้ลองดู ซึ่งเราได้ดำเนินการสำนักงานกฎหมายทั้งหมดกับกลุ่มบริษัทต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ในข้อหามีส่วนร่วมสนับสนุนในการกระทำความผิด โดยจะให้ชุดสืบสวนไปขยายผลถึงแนวทางการติดต่อ และการประกาศเพื่อเชิญชวนให้มาจดทะเบียนบริษัทโดยใช้นอมินีเพื่อซื้อบ้าน เพราะเบื้องต้นพบว่า บริษัทลอว์เฟิร์มที่ใช้ในการให้คำปรึกษากับชาวจีนมีหลายบริษัท และอยู่ระหว่างตรวจสอบ ขยายผลว่าเป็นบริษัทใดบ้าง

“ปฏิบัติการนี้ถือเป็นการกวาดบ้านให้สะอาด “อนาคต ลอว์เฟิร์มไหนกล้าก็ลองดู ถ้ายังจะทำต่อไปอีก” พลตำรวจเอก สำราญ กล่าว

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุเพิ่มเติมด้วยว่า กลุ่มผู้ต้องหาไม่ได้เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย แต่ใช้ไทยเป็นพื้นที่ลี้ภัย และถือครองทรัพย์สิน ซึ่งอาณาจักรของผู้ต้องหาที่มีธุรกิจไม่ได้อยู่ในประเทศไทย แต่มีความพยายามที่จะมาตั้งอาณาจักรในประเทศไทยอย่างแน่นอน

Related Posts

Send this to a friend