CRIME

เปิด “ขบวนการเงินทอน” เงินกู้สร้างบ้าน สวัสดิการกองทัพบก ปมขัดแย้งชนวนเหตุกราดยิงที่นครราชสีมา

บ้านจัดสรร สองหลังที่ตั้งอยู่กลางไร่ข้าวโพด บ้านโป่งแมลงวัน ม.5 ต.โคกกรวด อ.เมือง จ.นครราชสีมาหลังหนึ่งคือบ้านของผู้ก่อเหตุกราดยิงกลางเมือง จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2563 จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 30 คน รวมผู้ก่อเหตุ บาดเจ็บ 58 คน รวมผู้ประสบเหตุ 88 คน และผู้ตกอยู่ในสถานการณ์ภายในห้าง Terminal 21 นับพันคนจนกลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ของประเทศไทย

บ้านขนาด 40 ตารางวา เพิ่งสร้างเสร็จไม่นาน ตามสัญญากู้เงิน แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2562 มีภาพของทหารยศจ่าสิบเอก ถ่ายเป็นหลักฐานเพื่อรับเงินกู้งวดสุดท้ายรวมวงเงิน 1.5 ล้านบาท จากกองการออมทรัพย์ กรมสวัสดิการทหารบก

ภายในบ้านพบรองเท้าคอมแบท ภายในมีเต้นท์ มีภาพถ่าย ของใช้บางส่วน หลังบ้านมีกระสอบทราย ซ้อมยิงปืน และร่องรอยกระสุนปืนทิ้งไว้ด้วย

เพื่อนบ้านเล่าให้ฟังว่าเคยเห็น จ่าสิบเอก ผู้ก่อเหตุ ได้เข้ามาอยู่ที่บ้านพักหลังนี้แล้ว ส่วนใหญ่จะมาในช่วงวันเสาร์และอาทิตย์ ส่วนบ้างหลังข้างๆ เป็นบ้านของเพื่อนจ่าสิบเอก ที่กู้เงินมาซื้อพร้อมกัน

“ก่อนก่อเหตุเขาก็เพิ่งมาที่บ้าน เขามาบ่อยนะ เสาร์-อาทิตย์ จะมาประจำ ตอนสร้างบ้านเขาก็มาดู เวลาขับรถผ่านเขาก็เข้าก็ยังยิ้มให้ป้านะ” ป้าเพื่อนบ้านบอก

บ้านหลังนี้ จ่าสิบเอก ได้กู้เงิน อทบ.เคหะสงเคราะห์เพื่อปลูกสร้างบ้าน ซึ่งกรมสวัสดิการทหารบก จะให้ทหารกู้เงินไปสร้างบ้านได้ ลักษณะเหมือนกันกับธนาคารทั่วไป

การกู้เงินจะต้องมีที่ดิน มีการสร้างบ้านจริง จุดนี้จึงทำให้ นายทหารชั้นผู้น้อย ที่มีความฝันอยากมีบ้านแต่ไม่มีโฉนดที่ดิน จึงใช้บริการของเจ้าของธุรกิจบ้านจัดสรร ที่รู้กลไกและระเบียบของกองทัพบกในการจัดหาหลักฐานเพื่อให้กู้เงินได้ง่ายขึ้น ซึ่งต้องมีขั้นตอนให้ผู้บังคับบัญชาอนุมัติด้วย

นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของปมขัดแย้งของ จ่าสิบเอก ก่อนก่อเหตุสะเทือนขวัญกราดยิงกลางเมืองโคราช

แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้บอกกับ The Reporters ว่าโครงการเงินกู้ให้ทหารสร้างบ้านนี้เป็นโครงการที่ดี ที่จะให้ทหารได้มีโอกาสมีบ้านพักเป็นของตัวเอง เพียงแต่วิธีการกู้เงิน ที่กลายเป็นช่องว่างให้เกิดการหาผลประโยชน์

ทำให้เกิด “ขบวนการเงินทอน”

จากเงินกู้ สวัสดิการกองทัพบก ที่มีทั้งเงินค่าหัวคิว เงินทอน และเงินส่วนต่าง ที่หลายคนเคยถูกโกง แบบที่ จ่าสิบเอก ได้บอกกับคนใกล้ชิด และได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก ก่อนก่อเหตุยิงคู่กรณี ระบุว่า ถูกโกง และยังไม่ได้เงินค่าส่วนต่าง 4 แสนบาท

สำหรับกรณีของ จ่าสิบเอก เริ่มต้น จาก จ่าสิบเอก ต้องการกู้เงิน อทบ.เพื่อสร้างบ้านและมีบ้าน โดยมีนายหน้า ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดของ “ผู้พัน” คู่กรณี ช่วยดำเนินการให้ เนื่องจาก ผู้พันมีแม่ยายที่เป็นเจ้าของธุรกิจบ้านจัดสรร และทำลักษณะนี้อยู่เป็นปกติอยู่แล้ว

เมื่อ จ่าสิบเอก ยื่นกู้ ผู้พัน ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาจะเซ็นอนุมัติให้ ในขณะที่แม่ยายที่ทำธุรกิจนี้อยู่แล้ว จะจัดการซื้อที่ดิน และสร้างบ้านให้ตามสัญญาของ อทบ.ที่จะจ่ายเงิน 3 งวดและตรวจสอบบ้านที่ก่อสร้าง ซึ่งกรณีจ่าสิบเอก ยศจ่าได้เงินกู้ 1.5 ล้านบาท ซึ่งตลอดการก่อสร้าง แม่ยายของผู้พัน จะดำเนินการจ่ายเงิน เมื่อได้เงินมางวดสุดท้าย จะหักค่าที่ดิน ค่าก่อสร้าง วงเงิน 1.1 ล้านบาทไป และจะให้โฉนดที่ดินกับจ่าสิบเอก พร้อมเงินส่วนต่างที่เหลือ 4 แสนบาท

แล้ว “เงินทอน” อยู่ตรงไหน

แหล่งข่าวบอกว่า “เงินทอน” ที่เจ้าของโครงการจะได้รับดูจากค่าที่ดินและค่าก่อสร้าง ซึ่งจากบ้านของ จ.ส.อ.เนื้อที่ 40 ตารางวา แหล่งข่าวที่อยู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บอกว่า ทั้งค่าทีดินและบ้านที่ก่อสร้าง น่าจะใช้งบประมาณ 7 แสนบาท เท่านั้น

โดยที่ดินที่ตั้งของบ้าน จ่าสิบเอก ตั้งอยู่ห่างจากถนนใหญ่ ถนนยังเป็นดินลูกรัง ไร่ข้าวโพด ราคาที่ดิน เพียง 1.5 แสนบาท ที่เหลือเป็นค่าก่อสร้างที่จะไม่เกิน 7 แสนบาท ดังนั้น “เงินทอน” ที่เจ้าของโครงการจะได้มีไม่ต่ำกว่า 4 แสนบาท

เงินทอนหลังละไม่ต่ำกว่า 4 แสน ได้เจ้าของโครงการส่วน ผู้กู้ที่เป็นทหารจะได้ส่วนต่าง 4 แสนจากยอดกู้ 1.5 ล้านบาท ตามเกณฑ์ ทหารยศจ่าในขณะที่ จ่าสิบเอก ต้องจ่ายเงินกู้ให้กับกรมสวัสดิการทหารบก เดือนละประมาณ 7,000 บาท จากเงินเดือน 25,000 บาท

จากโครงการนี้ที่พบมีสองหลัง หากทำวิธีการเดียวกันนี้ แม่ยาย เจ้าของโครงการจะได้ไม่ต่ำกว่า 8 แสนบาท ซึ่งแน่นอนเงินจำนวนนี้ จะต้องมี ค่าหัวคิว สำหรับคนอนุมัติ ตามขั้นตอนหรือไม่ ซึ่งแหล่งข่าวยังบอกด้วยว่า ตามระเบียบการสร้างบ้านของ อทบ.จะต้องให้สร้างบ้านบนเนื้อที่ 50 ตารางวา

สำหรับเจ้าของโครงการรายนี้ ทำธุรกิจนี้มาหลายปี ทำมาหลายโครงการจะได้เงินทอนไปจำนวนเท่าไหร่ ต้องคำนวณกันดู และในขบวนการมีใครบ้าง คงตรวจสอบกันได้ไม่ยาก

แม้ปมขัดแย้งนี้จะเป็นชนวนเหตุให้จ่าสิบเอก ก่อเหตุสะเทือนขวัญ แต่แหล่งข่าวบอกด้วยว่า เขาก็ไม่มีสิทธิไปฆ่าประชาชนผู้บริสุทธ์

บทเรียนจากโศกนาฏกรรมครั้งนี้ จึงต้องกลับไปตั้งต้นจากความโปร่งใสในองค์กรต้นสังกัดของ จ่าสิบเอก ด้วย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกในสังคมไทย

The Reporters : ฐปณีย์ เอียดศรีไชย

Related Posts