SOCIAL RESPONSIBILITY

สพฐ.จับมือ กสศ. ขยายกลุ่มเป้าหมายครอบคลุม เด็กพิการ-ด้อยโอกาสทุกประเภท

ชูบทบาทเขตพื้นที่ช่วยติดตามไม่ให้มีเด็กตกหล่น  พร้อมลดภาระงานครูด้วยการบูรณาการปฏิทินและระบบสารสนเทศให้ครูเยี่ยมบ้านและคัดกรองความยากจนได้พร้อมกันในระบบเดียว

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาหน่วยสนับสนุน “CCT MONITOR” และลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน บูรณาการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษาสังกัด สพฐ. อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายกวินทร์เกียรติ นนธ์พละ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า ความยากจนเป็นปัญหาหลักที่ทำให้เด็กต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา  เป็นความโชคดีที่มีหน่วยงาน  กสศ. เกิดขึ้นเป็นเพื่อนร่วมดำเนินงานของ สพฐ. เข้ามาช่วยเติมเต็ม และยังทำงานเสมือนการถมบ่อให้พื้นดินเสมอกัน  การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นภารกิจที่ต้องการผู้รับผิดชอบโดยเฉพาะ เพราะเป็นงานที่ใหญ่และยาก เนื่องจากเด็กยากจนด้อยโอกาส ไม่ได้อยู่แค่ในชนบท แม้แต่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานครก็ยังมีเด็กกลุ่มนี้อยู่  แต่การค้นหาก็ยากลำบาก ดังนั้นหาก สพฐ. ทำเองทุกเรื่องก็น่าจะไม่ครอบคลุม เพราะแค่ภารกิจหลักด้านการจัดการศึกษาอย่างเดียวก็หนักแล้ว สพฐ.และกสศ. จะเป็นเพื่อนร่วมทางพัฒนาเด็กยากจนด้อยโอกาสในทุกมิติ ทั้งการเรียนและคุณภาพชีวิต สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม   ครอบคลุมถึงเด็กพิเศษ เด็กพิการ ได้มีโอกาสเท่าเทียมกับเด็กที่มีความพร้อมทางสังคมและเศรษฐกิจ เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีคุณภาพ พร้อมที่จะเติบโตไปดูแลบ้านเมืองในอนาคต

“ขอขอบคุณครู ผู้อำนวยการโรงเรียนทั่วประเทศ และเขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่ง ที่ร่วมสนับสนุนโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข เพื่อช่วยเหลือนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษ  อย่างต่อเนื่องและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ สพฐ. มีเครื่องมือการคัดกรองสำหรับจัดสรรเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน รวมถึงมีระบบสารสนเทศเพื่อติดตามการมาเรียนและการเจริญเติบโตของนักเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับ  ซึ่งกระบวนการทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้นักเรียนยากจนและยากจนพิเศษหลุดออกจากระบบการศึกษา” นายกวินทร์เกียรติ กล่าว 

นายกวินทร์เกียรติ นนธ์พละ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า สพฐ. เป็นหน่วยงานต้นสังกัดที่จัดการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย  เด็กนักเรียนตั้งแต่อนุบาล – มัยธยมปลาย ร้อยละ 70 – 80 อยู่ในการดูแลของ สพฐ. ซึ่งโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร เราจำเป็นต้องมีการทำงานร่วมกับ สพฐ. อย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะสามารถอุดช่องโหว่ทางการศึกษาของครอบครัวที่ยังเข้าไม่ถึง ให้ได้รับการเติมเต็ม แต่การลงนามบันทึกความร่วมมือฉบับนี้จะทำให้ กสศ. มีโอกาสขยายผลการช่วยเหลือเข้าไปถึงโรงเรียนในสังกัด สพฐ. เพิ่มขึ้นในส่วนของโรงเรียนสังกัดสำนักบริหารการศึกษาพิเศษ สพฐ. เช่น โรงเรียนเด็กด้อยโอกาสประเภทพิการ หรือกำพร้าพ่อแม่ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ศึกษาสงเคราะห์ ที่เป็นโรงเรียนกินนอน โรงเรียนคนพิการรวมถึงศูนย์การศึกษาพิเศษ ที่อยู่ตามจังหวัดต่างๆ ทำให้เราสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เพิ่มอีกประมาณ 1-2 แสนคน

ดร.ไกรยส  ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

ดร.ไกรยส  กล่าวเพิ่มเติมว่า กสศ. ได้บูรณาการระบบการเยี่ยมบ้านและการคัดกรองนักเรียนยากจนร่วมกันด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย เพื่อส่งเสริมการดูแลช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายจนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษา รวมทั้งลดเวลาการทำงานเอกสารของคุณครูทุกคนเพื่อคืนเวลาให้คุณครูทุกคนกลับสู่ห้องเรียนได้มากขึ้น ซึ่งการดำเนินงานตรงนี้เราได้มาจากข้อคิดเห็นของพื้นที่และครูที่ทำงานร่วมกันกับ กสศ. มาตลอด 2 ปี เบื้องต้นได้นำร่องใช้ใน 8 เขตพื้นที่การศึกษา 10 จังหวัด จากนั้นจะมีการนำข้อคิดเห็นมาปรับปรุงและพัฒนา ก่อนที่จะขยายผลไปใช้ในสถานศึกษาทั่วประเทศต่อไปในอนาคต

Related Posts