PUBLIC HEALTH

ถอดบทเรียน 2 คลัสเตอร์โอมิครอน “ระบายอากาศ – เว้นระยะห่าง – สวมหน้ากาก”

การสอบสวนคลัสเตอร์โอมิครอนที่สำคัญ 2 คลัสเตอร์ คือ คลัสเตอร์กาฬสินธุ์ ที่แพร่กระจายหลายจังหวัดทั้งภาคอีสานและภาคเหนือ จนมีผู้ติดเชื้อหลายร้อยคน และกระทรวงสาธารณสุขจัดให้เป็น “ซูเปอร์สเปรดเดอร์” จุดสำคัญของคลัสเตอร์นี้คือ ร้านอาหารที่ดัดแปลงมาจากบาร์ แต่ไม่ได้ปรับปรุงระบบระบายอากาศ ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อกรกระจายเชื้อ โดยพบว่าผู้ติดเชื้อไปร้านอาหาร 2 แห่ง

ร้านแรก BAR S เจ้าของร้านกำกับติดตามมาตรการควบคุมป้องกันโรคเข้มข้น ให้บริการเพียง 10 โต๊ะ รองรับได้ 40 คน และวันที่เกิดเหตุ ก็รับลูกค้าเพียงแค่ 10% และเปิดเพียง 3 ชั่วโมง พร้อมกับจัดอุปกรณ์เฉพาะบุคคล ไม่มีการขายแอลกอฮอล์ ไม่มีการแสดงดนตรี พนักงานฉีดวัคซีนครบทุกคน ตรวจ ATK ทุกสัปดาห์ คัดกรองอุณหภูมิผู้รับบริการ ส่วนช่วงที่ไม่มีการรับประทานอาหาร ก็ให้สวมหน้ากากอนามัยตลอด ทำให้ไม่พบผู้ติดเชื้อ

ร้านที่สอง BAR K พบผู้ติดเชื้อจำนวนมาก มีบริการ 15 โต๊ะ รองรับได้ 80 คน มีการเสริมโต๊ะ ภายในร้านระบายอากาศได้ไม่ดี ลูกค้าแออัดถึง 90% แถมยังนั่งนานเพราะมีดนตรีและขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แม้พนักงานจะฉีดวัคซีนครบทุกคน แต่ไม่มีการตรวจ ATK ไม่มีการคัดกรอง ปล่อยให้รับประทานอาหารร่วมกัน ส่วนพนักงานที่ป่วยก็ไม่หยุดงาน แม้จะคัดกรองอุณหภูมิลูกค้า แต่ไม่คัดกรองความเสี่ยงและเว้นระยะห่าง

ส่วนอีกคลัสเตอร์คือ กรณีนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งใน กทม. มีประวัติรับประทานอาหาร ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในร้านอาหารคล้ายผับ “ร้าน A” ช่วงวันที่ 8-14 ธันวาคม พบว่าไม่ได้ดำเนินการตามมาตรการ COVID Free Setting ลูกค้าค่อนข้างแออัด ระบบระบายอากาศไม่ดี ตรวจสอบหาเชื้อในสิ่งแวดล้อม พบเชื้ออยู่ในเครื่องปรับอากาศ

จาก 2 คลัสเตอร์นี้ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ชี้ว่า เป็นบทเรียนที่ร้านอาหารต้องปรับปรุง และเป็นข้อเตือนใจให้กับลูกค้า ควรหลีกเลี่ยงร้านที่มีความเสี่ยง คือ แออัด ระบายอากาศไม่ดี ผู้คนไม่ใส่หน้ากาก และเพื่อความปลอดภัย ขอให้ใช้เวลารับประทานอาหารให้น้อยที่สุด ช่วงที่ไม่รับประทานอาหารให้สวมหน้ากาก เพราะการใส่หน้ากากอนามัยจะช่วยลดโอกาสเสี่ยงติดเชื้อมากกว่า 90% และไม่ว่าจะเป็นหน้ากากชนิดไหน ขอให้สวมใส่อย่างถูกวิธี

การระบาดหนักของสายพันธุ์เดลต้าก่อนหน้านี้ นักวิจัยในจีนพบหลักฐานบ่งชี้ว่า เครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วน ทำให้เชื้อโควิดสายพันธุ์ใหม่แพร่กระจาย โดยอ้างอิงจากลูกค้าคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ติดเชื้อ แต่ยังไม่แสดงอาการ ที่ทีมนักวิจัยคาดว่า เป็นผู้แพร่เชื้อโควิด-19 ผ่านการหายใจและการพูด จากนั้นกระแสลมหมุนจากเครื่องปรับอากาศที่ผนัง พัดให้เชื้อแพร่กระจายไปทั่วห้อง ส่งผลให้มีผู้ที่อยู่ในร้านอาหารแห่งนั้นติดเชื้อไป 9 คน

ดร.ฮาเวล เดวีส์ ผู้อำนวยการด้านเทคนิคของ Chartered Institution of Building Services Engineers ซึ่งเป็นสมาคมวิชาชีพวิศวกรอาคารที่มีสำนักงานในกรุงลอนดอน กล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญมากที่ภายในอาคารต้องมีอากาศบริสุทธิ์หมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา สอดคล้องกับความเห็นของศาสตราจารย์ เคธ โนกส์ จากมหาวิทยาลัยลีดส์ ที่กล่าวว่า “การได้อากาศบริสุทธิ์จากภายนอก 100% หรือใกล้เคียง เป็นเรื่องที่ดี ยิ่งมีอากาศบริสุทธิ์มากเท่าไหร่ ก็มีความเสี่ยงที่เชื้อไวรัสจะแพร่กระจายไปทั่วอาคารน้อยลงเท่านั้น”

นักวิจัยในสหรัฐฯ ได้ตรวจสอบระบบระบายอากาศที่โรงพยาบาลคณะสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยออริกอน พบร่องรอยของเชื้อโควิดสายพันธุ์ใหม่ ที่ถูกดักติดอยู่ที่แผ่นกรองอากาศ หรือฟิลเตอร์ โดยมีเชื้อบางส่วนหลุดรอดไปได้

ศาสตราจารย์เควิน แวน เดน วิมเลนเบิร์ก ผู้นำทีมวิจัย เชื่อว่าการป้ายเก็บตัวอย่างที่ฟิลเตอร์ระบบระบายอากาศ อาจช่วยให้ทราบว่ามีผู้ติดเชื้อทำงานอยู่ภายในอาคารหรือไม่

ส่วนในเกาหลีใต้ พบกรณีที่ผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 รายหนึ่ง แพร่เชื้อให้ผู้ที่อยู่ในสำนักงานคอลเซ็นเตอร์ภายในชั้นเดียวกันถึง 90 คน นักวิจัยมองว่า หากมีการตรวจหาเชื้อที่ฟิวเตอร์ระบบระบายอากาศในอาคารให้บ่อยครั้ง จะช่วยให้เราทราบว่ามีผู้ติดเชื้ออยู่ในอาคารหรือไม่ ได้เร็วขึ้น

Related Posts

Send this to a friend