PUBLIC HEALTH

กรมการแพทย์เตือน ‘ฝีดาษวานร’ ไม่จำเป็นต้องติดจากการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น

กรมการแพทย์เตือน ‘ฝีดาษวานร’ ไม่จำเป็นต้องติดจากการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น สัมผัสผื่น-แผล-สิ่งของปนเปื้อนก็เสี่ยง เผยบางรายมีผื่นเพียงไม่กี่จุด ย้ำถุงยางอนามัยป้องกันเชื้อไม่ได้ทั้งหมด

นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงสถานการณ์โรคฝีดาษวานร (Monkeypox หรือ Mpox) ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อไวรัสในกลุ่ม Orthopoxvirus genus. ว่าการติดต่อของโรคฝีดาษวานร สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ โดยเฉพาะการสัมผัสผื่น ตุ่มน้ำ แผล หรือเยื่อบุ รวมถึงการสัมผัสระหว่างมีเพศสัมพันธ์ การจูบ และการสัมผัสผิวหนังโดยตรง

นอกจากนี้ ยังติดต่อผ่านสิ่งของปนเปื้อนเชื้อ เช่น ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า และเครื่องนอน รวมถึงการสัมผัสสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจในระยะใกล้ ทั้งนี้ การติดเชื้อไวรัสไม่จำเป็นต้องเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น แต่เกิดขึ้นได้จากการสัมผัสใกล้ชิดในรูปแบบอื่น โดยการอยู่ร่วมสถานที่ หรือสัมผัสทั่วไปโดยไม่มีการสัมผัสเสี่ยง ไม่ถือเป็นช่องทางการแพร่เชื้อที่มีความเสี่ยงสูง

นพ.วีรวัต อุครานันท์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กล่าวว่า การวินิจฉัยโรคฝีดาษวานร อาศัยการซักประวัติ การสัมผัสเสี่ยง การประเมินอาการ และลักษณะรอยโรคทางผิวหนัง ร่วมกับการตรวจยืนยันสารพันธุกรรมของเชื้อด้วยวิธี Polymerase Chain Reaction (PCR) เก็บตัวอย่างจากรอยโรคที่ผิวหนังหรือเยื่อบุ ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการต่อมน้ำเหลืองโต สำหรับผู้ที่มีแผลบริเวณอวัยวะเพศ หรือทวารหนัก ควรพิจารณาตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นร่วมด้วย

นพ.ปุณวิศ สุทธิกุลณเศรษฐ์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคฝีดาษวานรมีระยะฟักตัวโดยทั่วไป 3–17 วัน และอาจนานถึง 21 วันหลังได้รับเชื้อ อาการเริ่มจากไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย และต่อมน้ำเหลืองโต ก่อนหรือร่วมกับการเกิดผื่นและตุ่มตามผิวหนัง

การระบาดยุคปัจจุบัน ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการไม่ครบตามลักษณะดั้งเดิม หรือมีผื่นเพียงไม่กี่ตำแหน่ง โดยเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือภายในช่องปาก บางรายอาจมีอาการเจ็บบริเวณทวารหนัก เจ็บขณะขับถ่าย หรือมีแผลบริเวณเยื่อบุ โดยไม่มีผื่นกระจายทั่วร่างกาย

ลักษณะผื่นอาจเริ่มจากตุ่มแดง หรือตุ่มนูน พัฒนาเป็นตุ่มน้ำ ตุ่มหนอง และตกสะเก็ดตามลำดับ แต่ผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีลักษณะ และจำนวนผื่นแตกต่างกัน หากพบผื่น ตุ่ม หรือแผลผิดปกติ โดยเฉพาะหลังมีประวัติสัมผัสเสี่ยง ควรเข้ารับการตรวจประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์

สำหรับการใช้ถุงยางอนามัยสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิด แต่ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสได้ทั้งหมด เนื่องจากเชื้อสามารถแพร่ผ่านการสัมผัสผิวหนังบริเวณที่ไม่ได้ปกคลุมด้วยถุงยางอนามัยได้

Related Posts

Send this to a friend