FEATURE

1 ปีแผ่นดินไหว เราเรียนรู้อะไรบ้าง

โครงสร้างไทยปลอดภัยขึ้น หรือแค่รอเวลาให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

ครบ 1 ปี อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มูลค่ากว่า 2,136 ล้านบาท ที่กำลังก่อสร้างพังถล่มหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก กลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่ยากจะลืมเลือน

ทีมข่าว The Reporters ลงพื้นที่เก็บภาพซากตึก สตง.ที่วันนี้ถูกทิ้งร้างเป็นที่ดินว่างเปล่า ส่วนซากปูนและเหล็กเส้นที่ได้จากการรื้อถอนถูกขนย้ายไปเก็บไว้ในพื้นที่ปิดของการรถไฟฯ ด้านหลังศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันถึงความล้มเหลวของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและความโปร่งใสในภาครัฐที่ยังรอการตรวจสอบ

เหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มี.ค.68 เป็นบทเรียนครั้งใหญ่ที่สะท้อนชัดเจนว่า “แผ่นดินไหวไม่ใช่เรื่องไกลตัว” แม้ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจะไม่มีทางหวนกลับ แต่เราต้องไม่ปล่อยให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เพียงเพราะเตรียมพร้อมไม่ทันการณ์เหมือนที่ผ่านมา

2 ปัจจัยทำโครงการรัฐถล่มซ้ำซาก

ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ The Reporters ว่า เราเห็นฤทธิ์เดชของแผ่นดินไหวแล้วว่าแม้จะเกิดขึ้นห่างไกลในประเทศเมียนมา แต่กระทบกับอาคารสูงในกรุงเทพมหานครนับร้อยหลังที่เกิดการแตกร้าว สิบหลังมีความเสียหายด้านโครงสร้าง และทำให้ตึก สตง.ถล่ม สิ่งที่ต้องตระหนักให้ดีคือ รอยเลื่อนสะกายยังคงอยู่กับเราไปอีกนาน

สาเหตุที่ทำให้อาคารสูงจำนวนมากโยกไหวอย่างรุนแรง เพราะกรุงเทพมหานครมีสภาพชั้นดินที่อ่อน สะท้อนให้เห็นว่าเราจะต้องเตรียมความพร้อมให้อาคารแข็งแรง โดยเหตุการณ์แผ่นดินไหวเปลี่ยนมุมมองและทัศนคติของการก่อสร้างในประเทศไทย เจ้าของโครงการให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยและวิศวกรรมโครงสร้างมากขึ้น เพราะในอดีตที่ผ่านมาการก่อสร้างโครงการต่าง ๆ จะเน้นเรื่องการควบคุมต้นทุนและเร่งเวลา ไม่ได้นำปัจจัยความแข็งแรงของอาคารมาเป็นจุดตั้งต้น

“วันนี้เสียงของวิศวกรรมโครงสร้างดังขึ้น เนื่องจากประชาชนตระหนักว่าแผ่นดินไหวไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คำถามคือความตระหนักเหล่านี้จะอยู่กับเราอีกนานหรือไม่ หรือจะสลายตัวไปในอนาคต ผมคิดว่าควรใช้ช่วงเวลานี้ในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายพระราชบัญญัติควบคุมอาคารฯ รวมถึงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับงานวิศวกรรม”

ศ.ดร.อมร กล่าวต่อว่า เป็นเรื่องดีที่หลังเกิดเหตุ กรุงเทพมหานครสั่งปูพรมตรวจสอบความปลอดภัยของอาคาร เพราะจุดเริ่มต้นของความปลอดภัยอยู่ที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ในโครงการก่อสร้างของภาคเอกชนจะต้องส่งแบบมาขออนุญาตกับกรุงเทพมหานครก่อน เพราะฉะนั้นการตรวจสอบแบบและการควบคุมในเบื้องต้นเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น กรุงเทพมหานครมีแนวความคิดและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยก็ควรที่จะเตรียมบุคลากรให้พร้อม เปิดเผยผลการตรวจสอบและข้อเสนอแนะว่าอาคารที่เข้าข่ายเสี่ยงอยู่ตรงไหน และจะแนะนำให้อาคารเหล่านั้นเสริมความปลอดภัยอย่างไร

ศ.ดร.อมร กล่าวต่อว่า จากการศึกษาเหตุโครงการภาครัฐถล่มหลายเหตุการณ์ ได้ผลการศึกษาออกมา 2 กรณี กรณีแรก วิศวกรละเลยในการปฏิบัติหน้าที่ ขณะเดียวกันยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ ยกตัวอย่างการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐที่เน้นเรื่องราคา ใครเสนอราคาถูกสุดก็เป็นผู้ได้งานไป เพราะคนที่เสนอราคาต่ำที่สุดอาจจะละเลยเรื่องความปลอดภัยก็ได้ ดังนั้นหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างไม่ควรดูเฉพาะเรื่องราคา แต่ต้องดูเรื่องคุณภาพ ประวัติการเกิดอุบัติเหตุของบริษัทนั้น ๆ รวมถึงการส่งมอบงานทำให้ตามกำหนดเวลา

อย่างไรก็ตามในต่างประเทศจะเห็นว่ารายการค่าใช้จ่ายเรื่องความปลอดภัยจะมีการกำหนดชัดเจน ตรวจสอบได้ เป็นรายการที่มีอยู่จริง แต่ในไทยการก่อสร้างของภาครัฐรายการเหล่านี้ไม่มีอยู่จริง กลับเป็นรายการแฝงที่ภาครัฐเรียกว่า “เผื่อเหลือเผื่อขาด”

อีกกรณีที่ค้นพบคือในหลายอุบัติเหตุเกิดจากการ “จ้างช่วง” หมายความว่าผู้รับจ้างที่เป็นผู้รับเหมารายใหญ่ประมูลงานมาได้ แต่ไปจ้างผู้รับเหมารายย่อยมาทำแล้วกินส่วนต่างกินค่าหัวคิว ผลคือผู้รับเหมารายย่อยจะได้รับเงินน้อย ทำให้ไม่ได้ใช้วัสดุก่อสร้างหรือวิศวกรที่มีคุณภาพมาควบคุมงาน ซึ่งนำไปสู่ความล้มเหลวด้านความปลอดภัยได้

ไขปมถล่ม “ปล่องลิฟต์” คือโดมิโนแรก

ในกรณีตึก สตง.ศ.ดร.อมร มองว่าหากดูตามภาพวิดีโอจะเห็นว่าเป็นการถล่มแบบราบคาบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ เหมือนกับโดมิโนที่ล้มหนึ่งตัวก็ทำให้โดมิโนล้มทั้งหมด ฉะนั้นการหาสาเหตุการถล่มต้องหาให้ได้ว่าจุดตั้งต้นหรือโดมิโนตัวแรกคือตรงไหน เรายังมีความโชคดีอยู่ที่หาเจอ จุดเริ่มต้นของการถล่มเกิดขึ้นที่บริเวณด้านหลังของอาคารบริเวณผนังปล่องลิฟต์ ต้องไขปริศนาให้ได้ว่าเหตุใดปล่องลิฟต์ถึงร่วงไปได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่วิศวกรหลายคนเห็นตรงกัน

เราต้องกลับไปดูที่การออกแบบปล่องลิฟต์ว่าแบบถูกต้องหรือไม่ ทั้งยังต้องตรวจสอบวัสดุที่นำมาใช้ในการก่อสร้าง โดยหลักจะมีทั้งเหล็กและปูน ซึ่งเมื่อส่งเอาเศษเหล็กไปตรวจสอบพบว่าตกมาตรฐานเพียงเล็กน้อย ไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้ตึกถล่มได้ จึงเหลือเพียงเรื่องปูน ขณะนี้มีผลสอบสวนออกมาว่า “ปูนก็ไม่ผ่านเกณฑ์” รวมถึงมีประเด็นเรื่องการแก้ไขแบบและปรับความหนาของตัวผนังปล่องลิฟต์ด้วย

ปัจจัยต่าง ๆ ชี้เป้าให้เห็นสาเหตุของการพังทลายว่าเกิดที่ปล่องลิฟต์ ส่วนจะเป็นเพราะออกแบบผิดพลาด ใส่เหล็กไม่พอ หนาไม่พอใจ วัสดุด้อยมาตรฐาน หรือมีการแก้ไขแบบ สุดท้ายจะหาคำตอบได้จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เชื่อว่าไม่เกินปีนี้น่าจะได้คำตอบว่าตึกถล่มเพราะอะไร ในชั้นสอบสวนของ ป.ป.ช.สตง.ได้ส่งเอกสารชี้แจงไปกว่า 44,000 หน้า ซึ่งควรจะพุ่งเป้าไปที่ตำแหน่งที่พบปัญหาคือ “ผนังปล่องลิฟต์” สอบสวน 3 ประเด็นหลัก ทั้งเรื่องการออกแบบ การใช้วัสดุ และการควบคุมการก่อสร้างว่าเป็นไปตามแบบหรือไม่

เราสามารถใช้การจำลองทางคอมพิวเตอร์ (Simulation) จำลองอาคารหลังนี้เข้าไปในคอมพิวเตอร์ วิเคราะห์โดยใส่ข้อสมมติฐานต่าง ๆ เพื่อดูว่าข้อสมมติฐานไหนตรงกับวิดีโอที่บันทึกไว้ได้ จะได้คำตอบว่าสาเหตุการถล่มคืออะไร อย่างไรก็ตามกระบวนการสืบสวนสอบสวนในคดีตึก สตง.ค่อนข้างซับซ้อน เพราะเป็นเรื่องของแผ่นดินไหวและอาคารสูงที่พังถล่มระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งเมื่อเทียบกับกรณีตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ที่สหรัฐอเมริกาก็ใช้เวลาในการสืบสวนสอบสวนหลายปี เพราะจะต้องมีการเก็บตัวอย่างเศษปูน ซากเหล็ก และการออกแบบทั้งหมด เราต้องใช้เวลาเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

อย่ารอแผ่นดินไหวรอบใหม่

ศ.ดร.อมร ฝากถึงรัฐบาลใหม่ว่า กรุงเทพมหานครยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหวอยู่ เราต้องเร่งใช้จังหวะที่คนตระหนักถึงเรื่องนี้ปรับปรุงกฎหมาย เพราะเหตุการณ์ตึกถล่มได้สร้างบทเรียน เราพบปัญหาการปลอมแปลงลายเซ็นของวิศวกร การตรวจสอบแบบที่ไม่มีการบลายด์เช็ก (Blind independent check) เพื่อให้เกิดความชัดเจนโปร่งใส แต่ปัจจุบันการตรวจสอบกลับเป็นลักษณะที่ว่าคนทำไปหาคนตรวจมารับรอง ไปหาคนที่รู้จักกันมาตรวจให้กันเอง

ดังนั้นรัฐบาลจะต้องเร่งออกกฎระเบียบและข้อบังคับต่าง ๆ ที่เสริมความแข็งแรงของอาคาร ขอให้อาศัยจังหวะแบบนี้เพื่อทำให้เราคนไทยและชาวต่างชาติมีความเชื่อมั่น ประเทศต่าง ๆ เขาไม่ได้เป็นห่วงว่าประเทศไทยจะเกิดภัยพิบัติมากหรือน้อย แต่เขาดูว่าเรามีมาตรการรองรับปัญหาภัยพิบัติหรือไม่

“รัฐบาลต้องเร่งทำ อย่าปล่อยให้จางหายไปโดยที่แผ่นดินไหวครั้งใหม่มาแล้วเตรียมความพร้อมแบบไม่ทันการณ์” ศ.ดร.อมร กล่าว

วันนี้พร้อมกว่าครั้งที่แล้ว

ในโอกาสครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์แผ่นดินไหว กรุงเทพมหานครได้อัปเกรดศูนย์ BMA Command Center หรือศูนย์ดูแลความปลอดภัยเมือง 24 ชั่วโมง ทำหน้าที่รวบรวม วิเคราะห์ และเฝ้าระวังข้อมูลผ่านแผนที่บัญชาการเหตุการณ์ดิจิทัล เชื่อมโยงข้อมูลทั้งด้านการจราจร สภาพอากาศ น้ำท่วม ความร้อน ฝุ่น PM2.5 ตำแหน่งหน่วยฉุกเฉิน สถานพยาบาล และกลุ่มเปราะบาง

รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เล่าย้อนไปในวันเกิดเหตุแผ่นดินไหว กรุงเทพมหานครตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) ได้ภายในระยะเวลา 20-25 นาที โดยยอมรับว่ามีความกดดัน เนื่องจากต้องตั้งศูนย์บัญชาการฯ อย่างเร่งด่วน ในขณะที่ทุกคนไม่เคยเจอเหตุการณ์แผ่นดินไหวมาก่อน สิ่งที่กังวลใจคือข้อมูลที่มีจำนวนมาก และความไม่ชอบใจของประชาชนในการบริหารจัดการในช่วง 48 ชั่วโมงแรก

อุปสรรคสำคัญในวันนั้นคือผู้บริหารที่ศูนย์บัญชาการฯ กับเจ้าหน้าที่หน้างานเห็นภาพไม่เท่ากัน จึงลิงก์ภาพจากกล้อง CCTV ของกรุงเทพมหานครที่มีอยู่ราว 60,000 ตัวเพื่อให้ได้ภาพแบบเรียลไทม์ เห็นปริมาณการจราจรในวันดังกล่าว ทำให้การบัญชาการมีเอกภาพมากยิ่งขึ้น แม้จะไม่ครบ 100% ก็ตาม

แม้กรุงเทพมหานครจะจัดตั้งศูนย์บัญชาการฯ ภายในไม่กี่นาที แต่จะดีกว่าหรือไม่ถ้าทุกอย่างพร้อมทำให้ประชาชนรู้สึกอบอุ่นขึ้น จึงมีการอัปเกรดศูนย์ BMA Command Center ในอนาคตหากเกิดเหตุฉุกเฉินเราจะได้เฝ้าดูเหตุการณ์ตั้งแต่แรก ตั้งแต่ขั้น 0.5 ข้อมูลก็จะไม่กระจัดกระจายและช่วยให้การประสานงานดีขึ้น

รศ.ทวิดา ยังกล่าวถึงสิ่งที่กรุงเทพมหานครทำใน 1 ปีที่ผ่านมาเพื่อรองรับภัยพิบัติในอนาคต อาทิ เร่งพัฒนาบุคลากรและทีมกู้ภัยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทีม USAR (Urban Search and Rescue) ของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานระดับ Medium ของสหประชาชาติ

การจัดอบรมเจ้าหน้าที่กู้ภัยเฉพาะทาง เช่น กู้ภัยอาคาร กู้ภัยทางน้ำ และกู้ภัยสารเคมี โดยจะมีการสร้างศูนย์ฝึกขึ้นมา คาดว่าสามารถใช้ได้ในบางเฟสตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป

การนำเทคโนโลยี Seismic Sensor มาใช้ตรวจวัดการสั่นสะเทือนของอาคาร ติดตั้งใน 3 โรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร ได้แก่ โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลตากสิน และโรงพยาบาลวชิรพยาบาล เพื่อให้แพทย์และพยาบาลมั่นใจในการดูแลรักษาผู้ป่วย

“ขอใช้คำว่าพร้อมกว่าครั้งที่แล้ว เพราะข้อมูลเปลี่ยนใหม่ทุกวัน แต่วันนี้เร็วกว่าเดิมแน่นอน เห็นมากกว่าเดิม” รศ.ทวิดา กล่าว

Related Posts

Send this to a friend