FEATURE

บทเพลงต้านสงคราม : สันติภาพในเสียงดนตรี

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชาวโลกต้องวิตกกังวลว่าจะเกิดสงครามใหญ่ขึ้นหรือไม่ จากกรณีความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐอเมริกา กับอิหร่าน รับต้นปี 2020 นี้.. ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคของสงครามสมัยใหม่นี้ แทบทุกครั้งของความขัดแย้งระดับโลก จะมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้จุดชนวน หรือเป็นคู่ขัดแย้งที่สำคัญ..

การกระทำเช่นนี้ของสหรัฐอเมริกา ในการพยายามแสดงตัวว่าเป็นมหาอำนาจ เป็นประเทศผู้นำของโลก สร้างความไม่พอใจให้แก่ผู้คนบนโลกใบนี้จำนวนมาก..ไม่ว่าจะเป็นพลเมืองในประเทศที่ได้รับผลกระทบ ถูกโจมตี.. พลเมืองในประเทศที่เฝ้าดูเหตุการณ์.. หรือแม้แต่พลเมืองของสหรัฐอเมริกาเอง ก็มีส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับการก่อสงคราม และแสดงความไม่พอใจ..

ในส่วนของอุตสาหกรรมบันเทิงของสหรัฐอเมริกา ซึ่งต้องยอมรับว่ามีอิทธิพลต่อประชากรทั่วทั้งโลก ทั้งด้านวัฒนธรรม ความรู้สึกนึกคิด กระแสค่านิยมต่างๆ นั้น.. ตั้งแต่อดีตมา ก็มีเหล่าศิลปินดังๆ ออกโรง แสดงตัว ผลิตผลงานต่อต้านนโยบายการสร้างสงครามของประเทศตนเองมาโดยตลอดเช่นกัน..

ในบทความนี้ ผู้เขียนจึงอยากจะเชิญชวนท่านผู้อ่าน มาร่วมย้อนรับฟัง บทเพลงแห่งการต่อต้านสงคราม โดยเหล่านักดนตรีชื่อดังระดับโลก ซึ่งที่จริงแล้วมีอยู่มากมายมหาศาล.. ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างเพียงบางส่วนที่น่าสนใจเท่านั้น ส่วนหนึ่งก็อยากให้เห็นว่า แม้จะเป็นผลงานหรือสินค้าจากอุตสาหกรรมบันเทิง ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีแต่เรื่องสนุกสนาน ประโลมโลก หรือดราม่ารักใคร่เท่านั้น แต่เป็นผลงานที่เต็มไปด้วยสาระหนักๆ กระตุ้นเตือนจิตสำนึก ให้ความรู้ ให้ปัญญาผู้คนได้ โดยที่บทเพลงเหล่านั้นก็ประสบความสำเร็จทางธุรกิจด้วย..

อีกส่วนหนึ่งนั้น ก็หวังว่าพวกเรา ประชากรโลกในประเทศเล็กๆ นอกจากช่วยฟังเพลง และแบ่งปันแนวคิดเรื่องสันติภาพ ความเท่าเทียมในโลกออกไปแล้ว.. ที่เหลือก็คงได้แต่ช่วยกันภาวนา ขออย่าให้เกิดสงคราม ความสูญเสีย..

หมายเหตุ : ผู้เขียนเขียนบทความนี้ขึ้น จากความรู้ ความทรงจำเดิม มิได้อ้างอิง เนื้อหาจากบทความอื่นใด รวมถึงไม่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติม หากท่านผู้อ่านพบข้อมูลที่ผิดพลาด กรุณาช่วยแจ้งเพื่อแก้ไขให้ถูกต้องด้วยครับ ผู้เขียนน้อมรับความผิดพลาด และขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย และหากท่านผู้อ่าน นึกถึงเพลงเพื่อสันติภาพ ต่อต้านสงครามเพลงอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากนี้ เชิญร่วมแบ่งปันกันฟังในช่องความคิดเห็นได้เลยนะครับ

The Beatles

The Beattles

สุดยอดตำนานวงดนตรีของโลกวงนี้ ถูกปั้นขึ้นมาเพื่อเป็นขวัญใจของวัยรุ่นในยุค 60’s แต่ที่จริงในยุคของสี่เต่าทองนั้น โลกเพิ่งฟื้นจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แบ่งเป็นฝ่ายคอมมิวนิสต์ กับฝ่ายประชาธิปไตย.. สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต เริ่มขัดแย้งเพื่อแย่งชิงการเป็นมหาอำนาจของโลก ส่งผลให้เกิดสงครามเวียดนาม (หลังจบสงครามเกาหลี) ซึ่งกลายเป็นเวทีต่อกรของสองประเทศยักษ์ใหญ่ข้างต้น..

ผลจากการสงครามที่ไม่มีอะไรดีขึ้น ทำให้หนุ่มสาวในโลกตะวันตก เริ่มถามหาถึงความหมายของการมีชีวิต เกิดขบวนการฮิปปี้ บุปผาชน และ Pop Arts ที่ทำลายกำแพงโลกศิลปะ ที่เคยแยกออกจากชีวิตประจำวัน ให้กลายเป็นเรื่องของสินค้า และรสนิยมมหาชน เพื่อตอบสนองการผลิตและการค้า..

แน่นอนสมาชิกทั้ง 4 คนของ The Beatles เป็นศิลปินหัวก้าวหน้า พวกเขาเป็นหัวหอกแห่งการแสวงหาให้แก่เหล่าวัยรุ่น ทั้งการใช้ชีวิตแบบอิสระสุดโต่ง ไร้ขอบเขต.. การใช้ยาเสพติด.. การเปิดรับแนวคิดทางจิตวิญญาณ และศาสนาจากโลกตะวันออก..

เมื่อ  The Beatles  มีชื่อเสียงมาก พวกเขาได้เดินทางไปเปิดการแสดงทั่วโลก ได้ไปเยือนทั้งสหรัฐอเมริกา โซเวียต ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อินเดีย ฯลฯ.. การได้ไปเห็น ไปรับรู้โลกกว้างที่ต่างจากที่เคยอยู่ ส่งผลให้เพลงของพวกเขา เปลี่ยนจากเพลงรักวัยรุ่นในยุคแรก เป็นเพลงที่มีเนื้อหาลุ่มลึก เป็นปรัชญา และมีความหมายมากขึ้น

เพลง A Day In The Life จากอัลบั้ม  Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Band (1967) (อัลบั้มที่นักวิจารณ์มักยกย่องว่าเป็นอัลบั้มที่ดีสุดของ The Beatles) เป็นเพลงที่สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า สี่เต่าทองเริ่มให้ความสนใจกับปัญหาสังคม ตั้งคำถามถึงการใช้ชีวิตประจำวัน ว่าเราทุกคนควรสนใจสังคม และโลกในระดับใดบ้าง..

และใน White Album (เป็นอัลบั้มที่มีปกสีขาว ไม่มีชื่อชุด หรือภาพใดๆ) John Lennon และ Paul McCartney ผู้ประพันธ์เพลงหลักของวง ก็ใส่เนื้อหาแนวคิดเชิงปรัชญา ความเป็นมนุษย์ ปัญหาสังคมและโลกเข้าไปเต็มๆ โดยไม่มีเรื่องของ puppy love  อีกต่อไป.. ซึ่ง The Beatles ได้ขมวดจบปมปัญหาต่างๆ ไว้ได้อย่างสวยงามในเพลง  Let It Be พร้อมกับการจบลงของวง

Roger Waters

Roger Waters

มือเบสของวง Pink Floyd วง progressive rock ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์.. ตามประวัติที่มีการเปิดเผย Roger Waters สูญเสียคุณพ่อที่ไปรบในสงครามตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งกลายเป็นความทรงจำหดหู่ ที่ปรากฎอยู่ในผลงานของเขามาโดยตลอด..

ในอัลบั้ม The Wall และ The Final Cut ซึ่ง Waters เป็นผู้ประพันธ์เพลงเกือบทั้งหมด และเป็นผู้ควบคุมทิศทางเนื้อหาของอัลบั้ม สะท้อนเรื่องราวชีวิตของตัวเขาเอง ในฐานะที่เป็นผู้บาดเจ็บทางจิตใจจากผลกระทบของสงคราม..

หลังจากแยกตัวออกจากวง Pink Floyd  ผลงานในฐานะศิลปินเดี่ยวของเขา เรียกได้ว่ามีฉากหลังของสงครามเป็นวัตถุดิบในการสร้างเนื้อหาเกือบ 100% เพียงแต่เปลี่ยนเป็นเรื่องผลกระทบของสงครามที่เกิดจากสหรัฐอเมริกา เช่นช่วงยุคสงครามอ่าว..

ซึ่งในทัศนะจากเนื้อเพลงของ Waters เขาเห็นว่าปัญหาความขัดแย้ง ปัญหาสังคมทั้งมวล ล้วนเป็นผลกระทบมากจากกลุ่มนายทุน หรือพวกบ้าอำนาจที่กระหายสงคราม เพื่อผลประโยชน์แอบแฝงส่วนตัว

U2

U2

วงร๊อคชาวไอริช ซึ่งกำเนิดขึ้นในยุคที่ประเทศไอร์แลนด์เหนือยังคงมีสงครามกลางเมือง เพื่อต่อต้านการแทรกแทรง และการปกครองโดยสหราชอาณาจักร.. ถ้าผู้อ่านเกิดทันในยุค 80’s จะได้เห็นข่าวการก่อการร้ายในกรุงเบลฟาสต์ ในข่าวต่างประเทศแทบทุกวัน..                                                                                                                                                        เพลงของวง U2 ในยุคแรกจึงเกิดจากแรงขับดันเพื่อต่อต้านความสูญเสียจากสงครามความขัดแย้ง ระหว่างรัฐบาลอังกฤษ กับกลุ่มกบฏไอริช

เพลงของ U2 มีอิทธพลมากต่อชาวไอริชรักชาติ (ช่วงนั้นมี Sinead O’Connor ศิลปินสาวไอริชอีกคน ที่มีเพลงแนวต่อต้านสงคราม) ส่งผลให้ Bono นักร้องนำของวง มักมีบทบาท ได้รับเชิญไปในเวทีที่เกี่ยวข้องกับสันติภาพระดับโลก จนกระทั่งวง U2 กลายเป็น วงดนตรีผู้นำในการจัดงานการกุศล ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อยู่เสมอ จนถึงปัจจุบันนี้..

จากเพลง Sunday Bloody Sunday, Where The Street Have No Name, Love and Peace or Else และเพลงอื่นๆ จนถึง One เพลงดังที่เรียกร้องให้มวลมนุษย์รักกัน ใส่ใจซึ่งกันและกัน แคร์คนอื่นบ้าง เป็นบทพิสูจน์ว่า U2 คือวงดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในเรื่องการเรียกร้องสันติภาพให้แก่โลก

The Black Eyed Peas

The Black Eyed Peas

สำหรับผู้เขียน นับว่าเป็นเรื่องน่าประหลาดใจมาก เมื่อตอนที่ได้เห็นสมาชิกวง The Black Eyed Peas ครั้งแรก เพราะเป็นการรวมเอาสมาชิก ที่เห็นได้ชัดทางกายภาพว่ามีความแตกต่างด้านชาติพันธุ์ ทั้งชาวแอฟริกัน อินเดียนแดง และ      บลอนด์ดี้เกิร์ล อย่าง Fergie มาไว้ด้วยกัน.. ซึ่งก่อนหน้านั้น เราแทบจะไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้เลย อาจจะเรียกได้ว่า วง The Black Eyed Peas ก็เป็นตัวแทนหนึ่งของยุค Globalization ช่วงนั้นเลย

เพลงแนวฮิปฮอบ ของ The Black Eyed Peas ประสบความสำเร็จเกินคาด เป็นที่ยอมรับของแฟนเพลงในวงกว้าง     

แม้เพลงของพวกเขาจะเป็นเพลงแดนซ์สนุกสนาน แต่เนื้อหามีการวิพากษ์วิจารณ์สังคมอย่างตรงไปตรงมาและแรง (radical) ซึ่งอาจจะมาจากมุมองของสมาชิกวง ที่เติบโตมาจากพื้นฐานสังคมอเมริกาที่ต่างกัน แต่เป็นสังคมที่ถูกกดทับ จากพวก white collar ที่เป็นภาพลักษณ์แบบอเมริกัน..

เพลงที่โด่งดังที่สุดของวงอย่าง  Where Is The Love? กล้าหาญที่จะต่อว่า กลุ่มคนขาวหัวรุนแรงอย่าง KKK หรือแม้แต่ตำรวจ CIA ว่าเป็นผู้สร้างปัญหา.. เนื้อเพลงหลายท่อนยังเหน็บแนมได้อย่างเจ็บปวด เหมาะที่จะเปิดให้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ฟังในเวลานี้เป็นอย่างยิ่ง

Coldplay

Coldplay

พวกเขาเป็นวงดนตรีที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในยุคนี้.. เช่นเดียวกับ The Beatles ความสำเร็จทำให้ Coldplay ได้ออกทัวร์ไปแสดงทั่วโลก พวกเขาได้รับเชิญไปร่วมกิจกรรมต่างๆ ได้เห็นความแตกต่างของผู้คนในโลก ได้รับรู้ปัญหา เห็นความไม่เท่าเทียมกันของมนุษย์..

อัลบั้มล่าสุด Everyday Life ที่เพิ่งออกมาเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้เขียนต้องขอยก Coldplay มาไว้ในบทความนี้ด้วย.. มันเป็นอัลบั้มที่เต็มไปด้วยบรรยากาศ สีสัน กลิ่นไอ ของดนตรีพื้นเมืองจากทั่วโลก ทั้ง แอฟริกัน อาหรับ ยุโรป เอเชีย.. มีการบันทึกเสียงแบบ Lo-Fi ที่ให้ความรู้สึก lively สด และดั้งเดิม.. มีเสียงร้อง เสียงประสานของเด็กๆ..

ผู้เขียนเชื่อว่าแรงบันดาลใจในการทำอัลบั้มชุดนี้ น่าจะมาจากการที่  Chris Martin และเพื่อนร่วมวง ได้มีโอกาสไปเยี่ยมเด็กๆ ที่ด้อยโอกาส ยากแค้น จากผลกระทบของสงคราม และการเอาเปรียบกันเองในโลก

ซิงเกิ้ลแรกที่ปล่อยออกมา คือ Arabesque มีท่อนเนื้อเพลงทั้งภาษาฝรั่งเศส และอังกฤษ

“We share the same blood. Music is the weapon of the future.”

Arabesque

ส่วนอีกเพลงที่ออกมาคู่กันคือ Orphans (เด็กกำพร้า)  ซึ่งคงบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่า “สาส์น” ที่ Coldplay วงดนตรีที่เป็นที่รู้จัก เป็นที่นิยมทั่วโลก ต้องการจะบอกอะไรให้ชาวโลกตระหนัก ณ เวลานี้ อยากให้ผู้อ่านทุกท่านลองเปิดฟังกันครับ

Imagine – John Lennon

Imagine – John Lennon

ขอแถมเพลงนี้อีกเพลง ซึ่งอันที่จริงไม่ต้องเขียนถึงก็ได้ เพราะทุกท่านคงรู้จักเป็นอย่างดี และนึกถึงเป็นเพลงแรก

เพียงแต่อยากจะกล่าวถึง John Lennon ซึ่งหลังจากยุติวง  The Beatles ไปแล้ว Lennon เป็นคนที่มีบทบาทมากที่สุดในการลุกออกมาต่อต้านสงคราม ทั้งผ่านบทเพลง งานศิลปะ การพูดต่อสาธารณชน และกิจกรรมต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายการสงครามของรัฐบาลอเมริกา (Lennon เป็นชาวอังกฤษ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่หลังยุค The Beatles ในสหรัฐอเมริกา)

Lennon แต่งเพลงต่อต้านสงครามออกมาเป็นจำนวนมาก อาจจะไม่ดังเท่าไหร่ แต่ล้วนแล้วแต่เป็นเพลงที่ดี น่ารับฟังทั้งนั้นครับ

แต่สุดท้ายก็ขอให้ทุกท่านกลับมาฟัง Imagine..

ถ้าท่านยังมีความหวังในโลกใบนี้…

อมฤต สุวรรณเกต

อมฤต สุวรรณเกต

The Reporters

Related Posts