ENVIRONMENT

ห่วงช้างป่างาเดียว ตาใกล้บอดปักหลักหากินในสวนไผ่ชาวบ้านแก่งหางแมว หวั่นตกบ่อลึก-พลาดทำร้ายคน วอนเจ้าหน้าที่เร่งดูแล

นนี้ (22 ต.ค. 62) นายทิวา แตงอ่อน ชาวบ้านหมู่ 8 ต.สามพี่น้อง อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี เปิดเผยว่า ขณะนี้มีช้างงาเดียว ตามองไม่ค่อยเห็น ตัวใหญ่ เข้ามาหากินอยู่ในสวนไผ่บ้านของตนร่วม 2 สัปดาห์แล้ว โดยชาวบ้านได้พยายามช่วยกันต้อนให้กลับเข้าไปหากินในป่า แต่ช้างก็ไม่ยอมไป ทำให้ชาวบ้านแถวนั้นกลัวว่าจะเป็นอันตราย ซึ่งในบริเวณนั้นมีไร่มันสำปะหลังอยู่ราว 70 ไร่ และสวนไผ่ของตนอีก 8 ไร่ ทำให้ช้างตัวนี้ปักหลักหากินอยู่บริเวณนี้และไม่ยอมกลับเข้าป่าไป

“ที่ผ่านมาผมไม่เคยไล่และปล่อยให้เขาหากินไป แต่เขาได้ทำลายต้นไผ่และมันสำปะหลังไปเยอะ ผมไม่รู้ว่ากลางคืนเขานอนที่ไหน แต่กลางวันตั้งแต่เช้ามืดถึง 11 โมง เขาเข้ามาหากินในสวนของผม และไร่มันสำปะหลัง เจ้าของไร่มันสำปะหลังเคยพยายามไล่ แต่เขาก็ไม่ยอม ชาวบ้านอยากให้ทางการเข้าดูแล และต้อนให้เข้าไปในป่า เพราะเขาแก่แล้ว กลัวจะพลาดพลั้งเอางาแทงคน หรือเหยียบคนก็จะเป็นเรื่องใหญ่ แถมบริเวณนั้นยังมีบ่อน้ำลึกเกือบ 20 เมตร ถ้าตกลงไปคงขึ้นไม่ได้แน่ เราเคยแจ้งไปที่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ แล้ว แต่ก็ไม่ได้สนใจหรือเข้ามาแก้ไขปัญหาจริงจัง ทำให้เจ้างาเดียวยังอยู่ในสวนไผ่” นายทิวา กล่าว

นายทิวากล่าวว่า สถานการณ์การเผชิญหน้ากันระหว่างคนกับช้างในบริเวณป่าตะวันออกนับวันยิ่งเลวร้ายขึ้น พอถึงช่วงแดดร่มลมตกจะมีช้างมากกว่า 400 ตัวออกมาหากินตามไร่สวนของชาวบ้าน พอเช้าก็กลับเข้าป่าซึ่งเป็นเช่นนี้ทุกวัน ที่ผ่านมาภาครัฐเคยพยายามทำรั้วตามแนวป่าเพื่อกั้นช้าง แต่ปรากฏว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นโดยเอาเสาเข็มขนาดเล็กมาสร้างรั้วทำให้ไม่ได้มาตรฐาน จึงไม่สามารถกั้นช้างได้ ขณะเดียวกันช้างได้หากินทำลายพืชในไร่สวนหนักหน่วงมากเหมือนกับกินโต๊ะจีน มีทั้งน้ำและอาหาร

นายทิวา กล่าวว่าทุกวันนี้ชาวบ้านได้รับแรงกดดันมาก เพราะต้องมองดูพืชไร่พืชสวนที่ปลูกไว้ถูกทำลายทุกเช้า และไม่มีใครกล้าทำอะไรช้างเนื่องจากผิดกฎหมาย บางคนรับมือโดยใช้ระเบิดปิดปองที่มีแต่เสียงซึ่งแรกๆ ช้างก็หนี แต่ตอนนี้ไม่ได้ผลแล้ว บางรายเอารั้วไฟฟ้าไปกั้น จนบางครั้งทำให้ช้างล้ม บางคนใช้ปืนลูกซองยิงไล่หลัง ถ้าไปดูช้างหลายตัวที่ล้ม จะพบว่าบริเวณบั้นท้ายหรือตูดมีลูกกระสุนฝังอยู่ ขณะที่ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาชาวบ้านเองก็เสียชีวิตจากการถูกช้างทำร้ายจำนวนเพิ่มสูงขึ้น

“ตอนนี้พอช้างเข้าสวนใคร เมื่อเราแจ้งเจ้าหน้าที่ เขาก็ไล่ออกจากสวนนั้นแล้วช้างก็ไปกินที่สวนอื่น เป็นเช่นนี้เรื่อยๆจนเช้า เราเคยเสนอให้กั้นรั้วรอบป่าตะวันออก เอาช้างไปอยู่ข้างในป่า จะให้ชาวบ้านไปช่วยปลูกพืชอาหารในป่า เราก็ยินดี แต่เขาก็ไม่ทำ ปัญหาเลยยังเป็นเช่นนี้”นายทิวา กล่าว

นายเพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ นักวิชาการอิสระ ซึ่งเป็น 1 ในคณะนักวิจัยโครงการบริหารจัดการความสัมพันธ์ “คนช้างป่า”ให้อยู่กันอย่างยั่งยืน กล่าวว่าปัญหาคือภายในกรมอุทยานฯ ที่ดูแลเรื่องช้างป่ามีปัญหาทะเลาะกันเอง ทำให้การขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาช้างในภาคตะวันออกตกต่ำมาก เมื่อเกิดกรณีช้างทะเลาะกับคนหรือเกิดเรื่องก็พยายามปิดข่าว ขณะที่แต่ละปีมีงบประมาณนับพันล้านบาท แต่ก็ใช้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เช่น มีงบที่ใช้สร้างรั้วไฟฟ้านับร้อยล้าน แต่รั้วกลับอยู่ได้ไม่นานก็พัง ที่สำคัญคือเจ้าหน้าที่ไม่ได้ฟังชาวบ้านเลยทำให้ชาวบ้านรู้สึกเครียดเพราะไม่มีการบริหารจัดการ ซึ่งในงานวิจัยฯ บอกว่า คือ
1. ต้องศึกษาพฤติกรรมของช้าง
2.ศึกษาพฤติกรรมของคน
3. ศึกษารูปแบบป่า ที่จะไม่เกิดการทับซ้อนที่เป็นผลลบ

โดยมีตัวอย่างการจัดการปัญหาที่อุทยานฯ กุยบุรี แต่ในส่วนของป่าตะวันออกนั้นมีปัญหาที่ซับซ้อนและแตกต่างกว่าที่กุยบุรีจนช้างอยู่ในป่าไม่ได้

นายเพิ่มศักดิ์กล่าวว่า ควรระดมสมองเพื่อจัดการการความสัมพันธ์ระหว่าง “คน” “ช้าง” “ป่า”ให้อยู่ร่วมกันได้ เพราะทำทีละอย่างไม่สามารถแก้ปัญหาได้เพราะช้างเป็นสัตว์ที่เรียนรู้เร็ว และเขาก็ไม่ยอมอดตายเหมือนคน ดังนั้นต้องหารูปแบบการจัดการ ทั้งมาตรการป้องกัน ควบคุม ดูแลและอีกหลายมาตรการ ซึ่งขณะนี้ทำกันเพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น พอพ้นตัวเมื่อเกิดปัญหาอีกก็ต้องแก้กันใหม่

นายเพิ่มศักดิ์กล่าวว่า การแก้ปัญหาต้องดูในแผนที่ก่อนว่าเส้นทางช้างมีกี่เส้นทาง และมีช้างที่แรงอยู่กี่ตัว และสาเหตุที่ทำให้ช้างตัวนั้นแรงเพราะพฤติกรรมเกิดจากคนหรืออะไร เพื่อวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาทีละเปราะ ที่ผ่านมาเมื่อช้างตัวหนึ่งเห็นตัวอื่นออกมาหากินนอกป่าก็ออกตามมา แบบนี้จะทำอย่างไร ซึ่งต้องมีการบริหารจัดการ ซึ่งไม่น่ายากเพราะโดยหลักแล้วช้างต้องการเพียงที่อยู่ปลอดภัย มีอาหารและน้ำกินแค่นั้น ซึ่งผืนป่าตะวันออกมีขนาดใหญ่และมีพื้นที่เหลือเฟือให้ช้างอาศัยอยู่

Related Posts