COVID-19

‘อนุชา’ เผยเริ่มฉีดบูสเตอร์เข็ม 3 บุคลากรด่าน หน้า 5-6 ส.ค. นี้

‘อนุชา’ เผยเริ่มฉีดบูสเตอร์เข็ม 3 แพทย์ด่านหน้า 5-6 ส.ค. นี้ แจงแผนกระจาย วัคซีนไฟเซอร์1.54 ล้านโดส บอกยินดีให้ประชาชนตั้งคำถาม-ตรวจสอบ พร้อมชี้แจงรับฟังแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน

วันนี้ (30 ก.ค. 64) นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีการนำเข้าวัคซีนไฟเซอร์จากสหรัฐอเมริกา 1.54 ล้านโดส ผ่านรายการแจ้งให้เคลียร์กับทีมโฆษกรัฐบาลว่า วัคซีนได้เข้ามาถึงไทยเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา และเริ่มที่จะตรวจสอบคุณภาพ และจะกระจายไปตามความเหมาะสม ที่คณะทำงานด้านบริหารจัดการการให้บริการวัคซีนป้องกันโรคโควิด – 19 ได้มีการจัดสรรไว้แล้ว โดยในเบื้องต้น จะมีการจัดสรร ไปตามความเหมาะสม โดย กลุ่มแรก 700,000 โดส ให้กับกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยทั่วประเทศ โดยจากนี้ไปจะส่งรายชื่อจากหน่วยงานต่างๆ หรือโรงพยาบาลต่างๆ มายังส่วนกลาง โดยจะมีการตรวจสอบว่าเป็นด่านหน้าจริงหรือไม่และจะส่งมอบไปยังโรงพยาบาลต่างๆ 

กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มผู้สูงอายุและมีโรคเสี่ยง 7 กลุ่มเรื้อรัง และหญิงตั้งครรภ์อายุ 12 สัปดาห์ขึ้นไป โดยจะเน้นในจังหวัดที่มีพื้นที่การระบาดสูง 645,000 โดส ซึ่งจะเป็นการจัดสรรในพื้นที่กลุ่มสีแดงเข้ม 13 จังหวัด

กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยโดยจะเน้นในกลุ่มผู้สูงอายุและมีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค รวมไปถึงคนไทยที่จะต้องเดินทางไปปฏิบัติภารกิจอย่างต่างประเทศ เนื่องจากบางประเทศนั้นมีเงื่อนไขจะต้องได้รับวัคซีน ยี่ห้อไฟเซอร์ เช่น นักศึกษาหรือนักการทูต 150,000 โดส 

กลุ่มที่ 4 อีก 5,000 โดส คือมีไว้เพื่อการศึกษาและวิจัย เพื่อรองรับการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโควิด-19 และสำรองเพื่อตอบโต้การกลายพันธุ์ ของไวรัส

ทั้งนี้จะเร่งดำเนินการกระจายโดยเร็ว และขณะนี้กำลังดำเนินการตรวจสอบคุณภาพตามกำหนดการที่ทางกรมการแพทย์ดำเนินการและจะมีกำหนดว่าประมาณวันที่ 5-6 สิงหาคมจะเริ่มฉีดวัคซีนให้กับบุคลากรทางการแพทย์ ในลักษณะ เข็มที่ 3 หรือบูสเตอร์เพื่อกระตุ้นภูมิ และหลังจากนั้นจะฉีดให้กับกลุ่มเสี่ยง เป็นเข็มที่หนึ่งต่อไป โดยจะเริ่มฉีดให้ประชาชนทั่วไปในวันที่ 9 สิงหาคม โดยเข็มที่ 1 และเข็มที่ 2 จะใช้ระยะเวลาห่างกัน 3 สัปดาห์ โดยคาดว่าจะฉีดเสร็จสิ้นภายในเดือนสิงหาคมนี้

นอกจากนี้ นางสาวรัชดา ธนาดิเรกรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวถึงวัคซีน astrazeneca จำนวน 1.05 ล้านโดส ที่ประเทศญี่ปุ่นบริจาคให้ ได้กระจายไปยังบุคลากรทางการแพทย์ กลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่ม 7 โรคเสี่ยง ยืนยันว่า ยินดีให้ประชาชนเครือข่ายต่างๆ ได้ตั้งคำถามและตรวจสอบ แต่ขณะเดียวกันโฆษกก็พร้อมที่จะชี้แจง อยากให้เป็นการรับฟังแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน

Related Posts

Send this to a friend