ASEAN

‘กัมพูชา’ ขึ้นเวที UNCLOS อ้างเหตุประนอมฯ หลังไทยฉีก MOU 44-หวังได้ข้อยุติ

‘กัมพูชา’ ขึ้นเวที UNCLOS อ้างเหตุประนอมฯ หลังไทยฉีก MOU 44-หวังได้ข้อยุติ-เตรียมพร้อมตกลงใช้ทรัพยากรชั่วคราว โดยที่ยังไม่มีข้อตกลงเขตแดนทางทะเล

วันนี้ (15 ก.ย. 69) นายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา กล่าวถ้อยแถลงเปิดในการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับระหว่างไทยกับกัมพูชา ภายใต้อนุสัญญา UNCLOS ที่สาธารณรัฐสิงคโปร์ โดยได้ชี้แจงถึงสาเหตุที่กัมพูชาริเริ่มการใช้กระบวนการประนอมภายใต้อนุสัญญา UNCLOS

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชาระบุว่า กัมพูชามีประวัติศาสตร์อันน่าภูมิใจ แต่ก็มีความท้าทายอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา อาณาจักรขแมร์เคยเป็นราชอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สะท้อนผ่านวัดอังกอร์และวัดต่าง ๆ ที่ได้ขึ้นทะเบียนมรดกวัฒนธรรมกับยูเนสโก รวมถึงยังมีวัฒนธรรมการแสดง การต่อสู้ และวัฒนธรรมอื่น ๆ จนกลายเป็นประเทศอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2406 ซึ่งอาณาเขตของกัมพูชาถูกกำหนดด้วยหลายสนธิสัญญา โดยเฉพาะสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม พ.ศ. 2447 และ พ.ศ. 2450 รวมถึงแผนที่ที่เกี่ยวข้องที่กำหนดเขตแดนทางบกกับประเทศไทย ซึ่งภายหลังได้รับอิสรภาพจากฝรั่งเศส กัมพูชามีสันติภาพในระดับหนึ่ง ก่อนเกิดเขมรแดงที่คร่าผู้คน 1 ใน 4 ของประชากรกัมพูชา และสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและสังคมกัมพูชา ก่อนฟื้นฟูประเทศหลังสนธิสัญญาปารีสเพื่อสันติภาพในปี พ.ศ. 2534 และจากการสนับสนุนกระบวนการสันติภาพของสหประชาชาติ

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชาระบุว่า ภายใต้ประวัติศาสตร์กัมพูชา จึงมีความมุ่งมั่นระงับข้อพิพาททางเขตแดนทางทะเลอย่างสันติวิธีและภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งกลางทศวรรษ 90 กัมพูชามุ่งมั่นกำหนดเขตแดนทางทะเลกับไทย เพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกัน เป็นแรงผลักดันให้การเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ดังนั้นกัมพูชาและไทยจึงริเริ่มการหารือในเดือนเมษายน พ.ศ. 2538 และในปี พ.ศ. 2544 ทั้งไทย-กัมพูชาได้ตกลง MOU 44 เกี่ยวกับพื้นที่อ้างสิทธิ์ในไหล่ทวีปที่ทับซ้อน ซึ่ง MOU 44 ดังกล่าวสะท้อนความมุ่งมั่นในการมีข้อตกลงเกี่ยวกับเขตแดนทางทะเลและการพัฒนาทรัพยากรสำหรับผลประโยชน์ร่วมกัน และแม้พยายามเจรจาระงับข้อพิพาทแล้ว แต่ 2 ประเทศไม่สามารถมีข้อตกลงเขตแดนหรือการพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน ซึ่งทรัพยากรที่อยู่ในพื้นที่ก็ยังไม่มีการใช้ประโยชน์

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชากล่าวว่า โลกกำลังเผชิญหน้ากับการชะงักงันด้านพลังงาน แต่เห็นว่าภูมิภาคนี้ควรใช้ประโยชน์จากการพัฒนาทรัพยากรเหล่านี้ร่วมกัน แต่เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้ยกเลิก MOU 44 ฝ่ายเดียว แม้กัมพูชาจะเรียกร้องอย่างต่อเนื่องให้ดำเนินการตาม MOU 44 รัฐบาลกัมพูชาได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนต่อแนวทางที่มีอย่างสันติวิธีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และมีพันธกรณีต่อการระงับข้อพิพาทอย่างสันติวิธี กัมพูชาจึงริเริ่มกระบวนการประนอมภายใต้อนุสัญญา UNCLOS

“ซึ่งนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้กล่าวถ้อยแถลงพิเศษว่า ไทย-กัมพูชาสามารถหาประโยชน์ได้จากการมีข้อตกลงที่ยั่งยืน ผ่านการสนับสนุนจากคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญและสอดคล้องกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีเป็นผลประโยชน์ 2 ประเทศ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค และจะปกป้องอธิปไตย สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และปลดล็อกทรัพยากรพลังงาน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาพลังงานและสร้างโอกาสการสร้างงาน ทั้งตอนนี้และในอนาคตของทั้งกัมพูชา-ไทย”

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชาระบุว่า การดำเนินการเช่นนี้เพื่อหาวิธีการเดินหน้าร่วมกันภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศที่เป็นสันติวิธี และมองกระบวนการประนอมเป็นการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ไม่ใช่สร้างสถานการณ์เพิ่มเติม และหวังว่าประเทศไทยจะมีส่วนร่วมในกระบวนการนี้อย่างสร้างสรรค์และควบคู่กับการฟื้นสัมพันธ์อย่างทวิภาคีที่มีทั้งหมด โดยเฉพาะแถลงการณ์ร่วม 2 ฝ่าย เมื่อเดือนธันวาคม 2568 และให้ผู้พลัดถิ่นของกัมพูชากว่า 20,000 คนกลับคืนสู่พื้นที่ และปกป้องพื้นที่วัฒนธรรมที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ และฟื้นสัมพันธ์กลับสู่ภาวะปกติ รวมทั้งลดความตึงเครียดและสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน เพื่อประโยชน์ของประชาชน 2 ประเทศ และประชาคมอาเซียนโดยรวม

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชายังกล่าวถึงเป้าหมายของกัมพูชาในการประนอมครั้งนี้ว่า เพื่อนำไปสู่การระงับข้อพิพาทที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน 2 ประเทศ ดังนั้นกัมพูชาหวังว่าคณะกรรมาธิการฯ จะสนับสนุนให้ 2 ประเทศสามารถกำหนดเขตแดนทางทะเลได้ หรือมิเช่นนั้นกัมพูชาก็เตรียมพร้อมที่จะตกลงข้อตกลงเพื่อพัฒนาทรัพยากรชั่วคราวอย่างเท่าเทียมกัน โดยที่ยังไม่มีข้อตกลงเขตแดนทางทะเล หรือการให้คณะกรรมาธิการฯ ออกมาตรการชั่วคราว เพื่อให้สามารถนำทรัพยากรทางทะเลขึ้นมาใช้ประโยชน์ก่อน หากไม่มีการระงับข้อพิพาทหรือในประเด็นทั้ง 2 ประเด็นนั้น ซึ่งกัมพูชาจะขอให้คณะกรรมาธิการประนอมจัดเตรียมรายงานข้อเสนอแนะให้ทั้ง 2 ฝ่าย บนพื้นฐานความตกลงในอนาคตจะสามารถบรรลุได้ภายใต้พันธกรณี UNCLOS ซึ่งเป็นพื้นฐานประวัติศาสตร์ทั้ง 2 ประเทศบนศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ICJ ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของกัมพูชาบนสถาบันระหว่างประเทศในการระงับข้อพิพาท และประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เห็นว่าประเด็นสำคัญของประเทศสามารถระงับได้ผ่านกลไกพหุภาคี โดยไม่ต้องใช้กำลังแก้ปัญหา และความมุ่งมั่นนี้เป็นแนวทางที่กัมพูชาใช้ในการบริหารความสัมพันธ์กับไทย และกัมพูชาหวังว่าคณะกรรมาธิการฯ จะช่วยให้ทั้ง 2 ประเทศก้าวข้ามความขัดแย้งและฟื้นฟูความสัมพันธ์เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งตนดีใจที่เห็นผลการประนอมระหว่างติมอร์-เลสเต กับออสเตรเลีย ซึ่งสะท้อนว่ากลไก UNCLOS สามารถระงับข้อพิพาทได้ กัมพูชาจึงมั่นใจว่าคณะกรรมาธิการฯ จะช่วยให้กัมพูชาและไทยไปสู่ผลลัพธ์ที่คล้ายคลึงกัน เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

Related Posts

Send this to a friend