’จุลพันธ์‘ มองดราม่า ’ภูมิธรรม – วิโรจน์’ แค่เรื่องนอกสภา
บอก เพื่อไทย – ประชาชน ยังสัมพันธ์ดี ย้ำจุดยืนแก้ รธน. ต้องแสวงหาจุดร่วมกัน
วันนี้ (15 ก.ย. 69) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดราม่าในโซเชียลมีเดียในการการตอบโต้กันระหว่าง นายภูมิธรรม เวชชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ว่า ในส่วนของสภา และพรรค ไม่มีอะไรต่างไปจากเดิม ตนเองกับสมาชิกพรรคประชาชน ยังมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด ยังพูดคุยกันอยู่ในการทำงาน และขับเคลื่อนนโยบายก็มีการหารือกัน เราก็เปิดกว้าง และพูดคุยกับพรรคฝ่ายค้านในการขับเคลื่อนอะไรที่เป็นประโยชน์ ส่วนกรณีของนายวิโรจน์ และนายภูมิธรรม ทั้ง 2 ท่านนี้ ถือว่าเป็นวงนอกไปหนึ่งวงแล้ว ไม่ได้ สส.ที่จะไปพูดคุยกัน ในสภา อาจจะไม่มีโอกาสได้พบกัน และไปสื่อสารในหน้าสื่อออนไลน์ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ ทั้งสองคนถือเป็นประชาชนสามารถมีสิทธิ์มีเสียงมีอำนาจในการพูดในสิ่งที่คิด และพิจารณาได้เต็มที่อยู่แล้ว ไม่ได้ห้ามใคร
ส่วนในอนาคตจะร่วมงานกันยากขึ้นหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า มันไม่มีอะไรยากในการเมือง สุดท้ายเอาประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง หากสุดท้ายแล้ว สมการ หรือกลไกเป็นอย่างไร ก็ต้องเดินไปอย่างนั้น การเลือกตั้งทุกครั้งไม่ได้เกิดเหตุการณ์เหมือนสมัยพรรคเพื่อไทยที่ชนะแลนด์สไลด์ 270 – 300 เสียง ไม่ได้เกิดบ่อย ๆ สุดท้ายต้องมีการพูดคุย และดูว่าอุดมการณ์ แนวความคิด ใครจะไปกันได้มากกว่ากัน ซึ่งเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดเราไม่ตั้งสมมุติฐาน และก็รอดู
สำหรับจุดยืนเพื่อเพื่อไทยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายจุลพันธ์ ระบุว่า ตอนนี้ยังยืนยันเหมือนเดิม ว่าเราขับเคลื่อนเรื่องนี้มาอย่างยาวนาน ดูตั้งแต่หลังการปฏิวัติรัฐประหารเป็นต้นมา ว่าเรามีการนำเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญในรายประเด็น และหลายครั้ง เราขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ การลงมติไม่เคยแตกแถว แต่สุดท้ายด้วยกลไกของรัฐธรรมนูญ เห็นอยู่ว่ามีปัญหา หลังจากการเลือกตั้ง มีการทำประชามติที่ประชาชนได้ลงมติเห็นชอบควรจะต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พรรคเพื่อไทยเราก็เห็นด้วย และเป็นหนึ่งในนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา และในระยะเวลาใกล้ คงต้องมีการขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งผูกโยงมายังสถานการณ์เหตุการณ์เมื่อวานด้วย เราก็เห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญ จำเป็นขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น จะแก้อย่างไรมากน้อยเพียงใด เพื่ออยู่ใต้ภายใต้กรอบกฎหมาย ที่สามารถขับเคลื่อนได้ เพราะต้องยอมรับว่าองคาพยพของกลไกในการแก้รัฐธรรมนูญ ว่ามีใครบ้าง แม้แต่สว. 2 ใน 3 ก็ยังอยู่ ดังนั้น เรื่องนี้ต้องหาจุดร่วม การแสวงหาจุดร่วม จึงเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปได้จริง













