นักวิชาการกะเหรี่ยง มองการสถาปนารัฐก่อทูเล ของ KTLA เป็นการประกาศอธิปไตยเชิงจิตนาการ
‘ผศ.ดร.สวิชาน’ นักวิชาการกะเหรี่ยง มองการสถาปนารัฐก่อทูเล ของ KTLA อาจไร้น้ำหนัก-เรียกแสง แต่เป็นสัญญะว่า รัฐกะเหรี่ยงยังไม่ตาย เป็นการประกาศอธิปไตยเชิงจิตนาการ ต่อต้านการถูกทำให้หายไปในประวัติศาสตร์
วันนี้ (8 ม.ค. 69) ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ อาจารย์ประจำสำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ในฐานะนักวิชาการ และศิลปินชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ปกาเกอะญอ กล่าวถึง ข่าวการประกาศเอกราชรัฐก่อทูเล ของกลุ่ม KTLA ที่นำโดย ซอ เนอ ดา เมี๊ยะ ได้สร้างความตื่นตัวอย่างมากในหมู่สื่อมวลชนฝั่งไทย และเปิดเผยว่าตนได้รับโทรศัพท์จำนวนไม่น้อย พร้อมคำถามหลากหลาย บางคนอยากรู้ที่มา บางคนอยากรู้ทิศทาง และบางคนพยายามประเมินความเป็นไปได้ของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
“ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า การประกาศดังกล่าวมิได้เป็นเพียงข่าวความมั่นคง หากเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองที่กระทบต่อจินตนาการเรื่อง “เอกราชกะเหรี่ยง” ในห้วงเวลาปัจจุบัน ท่ามกลางกระแสคำถามเหล่านี้ ผมเห็นว่าจำเป็นต้องถอยออกจากอารมณ์ข่าว และมองเหตุการณ์นี้ในฐานะปรากฏการณ์ทางการเมืองเชิงอุดมการณ์ มากกว่าการตัดสินด้วยกรอบถูก ผิดหรือเป็นไปได้ เป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ ผมจึงขอวิเคราะห์ปรากฏการณ์การประกาศเอกราชของ KTLA ในมุมมองของคนกะเหรี่ยงประเทศไทยดังต่อไปนี้”
1.ก่อทูเลในฐานะการผลิตซ้ำอุดมการณ์รัฐ: รัฐที่เกิดจากความทรงจำ ไม่ใช่จากปืน
การประกาศเอกราชของสาธารณรัฐก่อทูเลของกลุ่ม KTLA มิได้เป็นการสถาปนารัฐในความหมายของรัฐสมัยใหม่ หากเป็นการผลิตซ้ำจินตนาการว่าด้วยรัฐ (state imagination reproduction) ของชนกะเหรี่ยงในห้วงเวลาที่ “รัฐกะเหรี่ยง” ถูกทำให้เป็นไปไม่ได้เชิงโครงสร้าง (structural impossibility) ถูกบีบให้ออกจากแผนที่การเมือง ถูกเลื่อนออกจากอนาคต และถูกทำให้ดำรงอยู่ได้เพียงในความทรงจำทางประวัติศาสตร์
การประกาศครั้งนี้จึงมิได้เกิดจากชัยชนะทางทหาร หรือเงื่อนไขทางวัตถุ หากเกิดจากความทรงจำทางการเมืองที่ไม่ยอมตาย แม้ผู้ประกาศจะเป็นกลุ่มติดอาวุธที่ไร้ศักยภาพเชิงกำลัง (military irrelevance) แต่กลับมีศักยภาพเชิงสัญญะ (symbolic potency) อย่างยิ่ง เพราะสิ่งที่ถูกประกาศไม่ใช่อาณาเขต ไม่ใช่อำนาจควบคุมดินแดน หากคือ “ความทรงจำทางการเมืองของรัฐกะเหรี่ยง”
กอทูเล จึงดำรงอยู่ในฐานะรัฐในระดับจิตสำนึก (state as consciousness) มากกว่ารัฐในระดับอำนาจอธิปไตย (state as sovereignty) เป็นรัฐที่อาศัยความเชื่อ ความหวัง และประวัติศาสตร์ มากกว่าปืนและกองกำลัง เป็นรัฐที่มีอยู่ในใจของผู้คน
2.จากความชอบธรรมสู่การท้าทายอำนาจนำเชิงอุดมการณ์ : สงครามการเมืองภายในชนกะเหรี่ยง (Intra-Karen Ideological War)
การประกาศเอกราชของก่อทูเล โดยกลุ่ม KTLA จึงควรถูกทำความเข้าใจในฐานะการแทรกแซงสนามอุดมการณ์ (ideological intervention) ที่มุ่งท้าทาย ความชอบธรรม (legitimacy) และ อำนาจนำ (hegemony) ที่ดำรงอยู่ภายในขบวนการกะเหรี่ยงเอง มากกว่าการเผชิญหน้ากับรัฐพม่าโดยตรง
ในบริบทที่การต่อสู้ของกองกำลังกะเหรี่ยงจำนวนมากได้ปรับตัวเข้าสู่รูปแบบการอยู่รอดผ่าน การต่อต้านแบบร่วมมือ (collaborative resistance) การต่อรองแบบตบจูบ (oscillating antagonism) การสู้ไปเจรจาไป (negotiated insurgency) การสู้แบบไร้ปลายทาง (directionless militancy) การต่อสู้ทั้งเชิงทหารและการเมืองแบบนี้ได้เอื้อโอกาสในการสถาปนาอำนาจนำชุดใหม่ขึ้นมาอย่างเงียบงัน นั่นคืออำนาจนำที่ทำให้การ “ไม่พูดถึงเอกราช” กลายเป็นเรื่องปกติ และการ “อยู่ต่อไปได้” ถูกทำให้ชอบธรรมมากกว่าการตั้งคำถามถึงปลายทางของการปลดปล่อย ภายใต้อำนาจนำเช่นนี้ legitimacy ของขบวนการไม่ได้ตั้งอยู่บนอุดมการณ์การปลดปล่อยอีกต่อไป หากตั้งอยู่บนความสามารถในการบริหารความอยู่รอด
กลุ่ม KTLA จึงฉกฉวยโอกาสเข้ามาในฐานะ counter-hegemony ไม่ใช่ด้วยกำลัง หากด้วยการรื้อถอนกรอบศีลธรรมของการเมืองแบบเดิม การประกาศเอกราชจึงเป็นความพยายาม “รีเซ็ตแกนศีลธรรมของการต่อสู้” (moral axis reset) โดยตั้งคำถามต่อความชอบธรรมที่ถูกทำให้กลายเป็นสามัญสำนึกว่า การต่อสู้ที่ไม่มีเอกราชเป็นเป้าหมาย ยังสามารถอ้างความชอบธรรมในการพูดแทนประชาชนกะเหรี่ยงได้หรือไม่
ในความหมายนี้กลุ่ม KTLA มิได้แข่งขันกับกองกำลังกะเหรี่ยงอื่นในสนามกำลัง หากแข่งขันในสนามความหมาย เป็นการช่วงชิงสิทธิ์ในการนิยามคำว่า “การปลดปล่อย” และท้าทายอำนาจนำที่ทำให้การต่อสู้แบบไร้ปลายทางดำรงอยู่ได้โดยไม่ถูกตั้งคำถาม การเมืองของ KTLA จึงไม่ใช่การเมืองแห่งชัยชนะ แต่เป็นการเมืองแห่งการรบกวน (politics of disruption) ที่พยายามทำให้สิ่งซึ่งเคยถูกมองว่า “ปกติ” กลับกลายเป็นสิ่งที่ต้องถูกถามใหม่อีกครั้ง
3.เอกราชที่เบาหวิว: รัฐที่ไม่มีน้ำหนักทางสังคม (Weightless Statehood)
ข้อเท็จจริงที่ว่าแม้แต่คนกะเหรี่ยงจำนวนมาก “ไม่ให้น้ำหนัก” ต่อการประกาศเอกราชของกลุ่ม KTLA สะท้อนภาวะที่อาจเรียกได้ว่า ภาวะรัฐลอยตัว (floating state condition) กล่าวคือ รัฐที่ไม่ฝังตัวในชีวิตประจำวันของผู้คน ไม่มีโครงสร้างการปกครองที่ถูกใช้งานอย่างเป็นจริง และไม่มีเศรษฐกิจทางการเมืองรองรับในเชิงสถาบัน ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ เอกราชที่ถูกประกาศจึงมิได้ดำรงอยู่ในฐานะเอกราชเชิงสถาบัน (institutional independence) หากเป็นเอกราชเชิงวาทกรรม (discursive independence) ที่มีอยู่ในถ้อยคำ สัญญะ และการอ้างความหมาย มากกว่าการจัดระเบียบอำนาจ
อย่างไรก็ตาม ความ “เบาหวิว” ของเอกราชเช่นนี้ไม่ควรถูกอ่านในฐานะความล้มเหลว หากเป็นรูปแบบใหม่ของการเมืองในสภาวะที่รัฐอิสระถูกทำให้เป็นไปไม่ได้เชิงโครงสร้าง มันคือการเมืองที่ไม่อ้างความแข็งแรง ไม่แข่งขันในสนามอำนาจวัตถุ หากยืนยันการมีอยู่ของตนเองผ่านการประกาศ การเรียกชื่อ และการไม่ยอมเงียบหาย เอกราชที่เบาหวิวจึงไม่ใช่รัฐที่ว่างเปล่า หากเป็นรัฐที่มีอยู่ในระดับความหมาย เป็นการเมืองที่เลือกดำรงอยู่ด้วยการปฏิเสธการหายไปของแก่นอุดมการณ์ตั้งต้นของกระบวนการปฏิวัติ มากกว่าการอ้างสิทธิ์ในการปกครองอย่างสมบูรณ์
4.การประกาศเชิงสัญญะ: การเมืองของการไม่ยอมสูญหาย (Politics of Non-Disappearance)
ในระดับลึกที่สุด การประกาศเอกราชของกลุ่ม KTLA มิได้มุ่งท้าทายอำนาจรัฐพม่าโดยตรง หากเป็น การต่อต้านการถูกทำให้หายไปทางประวัติศาสตร์ (resistance to historical erasure) ของกลุ่มที่ไร้การยอมรับในสนามการเมืองติดอาวุธกะเหรี่ยง และถูกให้คุณค่าน้อยที่สุด
ในลำดับชั้นอำนาจภายในขบวนการชาติพันธุ์เอง กลุ่ม KTLA ถูกให้ค่าเป็นเพียงตัวแสดงประกอบ(extra actors) ในบรรดากลุ่มติดอาวุธของกะเหรี่ยง การประกาศเอกราช เป็นดั่ง event เรียกแสง แม้ปราศจากพลังเชิงสถาบัน กลับเป็นการกล่าวยืนยันว่า“เรายังอยู่ และเรายังไม่ยอมถูกลบ”
นี่ไม่ใช่การเมืองของชัยชนะ หากคือ การเมืองของการมีตัวตน (politics of existence) เป็นการใช้อธิปไตยในเชิงจินตนาการเพื่อยืนยันการดำรงอยู่ของตนเองในโลกที่แทบไม่เหลือพื้นที่ให้ฝันถึงรัฐอีกต่อไป
“ผมขอเรียกภาวะนี้ว่า อธิปไตยเชิงจินตนาการ (imaginative sovereignty) อธิปไตยที่มิได้ครอบครองดินแดน แต่ดื้อดึงจะครอบครองความหมาย มิได้ปกครองผู้คน แต่ปฏิเสธการหายไปจากประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ของการดำรงอยู่ในฐานะ “ลูกของโบะ เมียะ” ประธานาธิบดี KNU ผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดรองจากซอบาอูยี ผู้ถูกจารึกในฐานะบิดาแห่ง KNU
5.บทสรุปเชิงรัฐศาสตร์กะเหรี่ยง
การประกาศเอกราชสาธารณรัฐก่อทูเล ของกลุ่ม KTLA มิใช่รัฐที่เกิดใหม่ และมิใช่ภัยคุกคามเชิงยุทธศาสตร์ หากคือสัญญะอุดมการณ์ที่ยังมีชีวิต (living ideological Symbolic) มันทำหน้าที่ ประการแรก เตือนว่าความฝันเรื่องรัฐกะเหรี่ยงยังไม่ตาย ประการที่สอง เปิดโปงความกลวงของการเมืองแบบอยู่รอดโดยไม่ปลดปล่อย ของกองกำลังกะเหรี่ยงกลุ่มอื่น ๆ เช่นกลุ่ม BGF ที่ยอมเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพเมียนมา กลุ่ม DKBA ที่สู้แบบยอมจำนน กลุ่ม PC ที่ไร้ปลายทาง โดยเฉพาะ KNU ที่ยังไม่มีความเป็นเอกภาพในทิศทางการต่อสู้ และ ประการที่สามสะท้อนภาวะที่การเมืองชนชาติพันธุ์กำลังเคลื่อนจาก การยึดพื้นที่ สู่ การยึดความหมาย
หากประเมินการประกาศเอกราชสาธารณรัฐก่อทูเล ของกลุ่ม KTLA ด้วยตรรกะรัฐสมัยใหม่เพียงอย่างเดียว เราจะเห็นเพียง “ความไร้น้ำหนัก”แต่หากมองผ่านกรอบรัฐศาสตร์กะเหรี่ยง เราจะเห็นว่านี่คือการเมืองของเสียงสุดท้ายในหุบเขาที่ถูกทำให้เงียบ
“มันคือ เสียงที่ไม่ได้เรียกร้องชัยชนะ แต่ปฏิเสธการถูกทำให้เงียบเพื่อรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มโดยมีเอกราชประชาชนกะเหรี่ยงและรัฐกอทูเลคือวาทะกรรม” ผศ.ดร.สุวิชาน กล่าวย้ำ












