‘สส. ปชน.’ ขอสภาฯ ลุกขอนับองค์ประชุม หลังโต้ประเด็นอำนาจประธาน กมธ.
‘สส. ปชน.’ ขอสภาฯ ลุกขอนับองค์ประชุม หลังโต้ประเด็นอำนาจประธาน กมธ. ด้าน ‘ปกรณ์วุฒิ’ เห็นเสียงพอ บอกให้ประชุมต่อเพราะบรรยากาศไปได้ด้วยดี ช่วย ๆ กันดีกว่า ท่ามกลางเสียงโห่สั่นห้องประชุม ขณะที่ ‘มัลลิกา’ เตือนไม่ว่าพรรคไหนต้องเตรียมพร้อม ถ้ามั่นใจก็ไม่ต้องกลัว สุดท้าย 297 เสียง ครบองค์ประชุม
วันนี้ (5 พ.ย. 69) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส. มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯ คนที่ 1 เป็นประธานการประชุม ระหว่างการพิจารณาวาระรับทราบรายงาน นายเอกราช อุดมอำนวย สส. กทม. พรรคประชาชน ลุกขึ้นหารือว่า พิจารณาวาระจบ ในสัปดาห์หน้าเราจะต้องขอมติจากที่ประชุมหรือไม่ว่าจะประชุมกันเรื่องอะไร
น.ส. มัลลิกา ชี้แจงว่า เรื่องนี้เป็นอำนาจของประธานตามข้อบังคับระบุไว้ เข้าใจว่านายเอกราชพยายามโยงไปถึงเรื่องอะไร เรื่องของประธานคณะกรรมาธิการและประธานสภาฯ คล้ายแต่ไม่เหมือน ในอำนาจของประธานกรรมาธิการด้วยข้อบังคับ เราจะใช้คำว่าคณะกรรมาธิการทุกครั้ง เรื่องนี้ไม่อยากพูดถึงเพราะตลอดหลายวันที่ผ่านมามีการพูดเรื่องนี้ค่อนข้างเยอะ ไม่อยากเอามาคุยกันในที่ประชุมห้องใหญ่ แต่ด้วยอำนาจหน้าที่ถ้าเป็นคณะกรรมาธิการเราจะใช้คำว่าคณะกรรมาธิการ ไม่ได้มีการแก้ใหม่เลย เป็นระเบียบเดิมตั้งแต่ปี 2562 ส่วนอำนาจของประธานสภาฯ มีระเบียบรองรับ ฉะนั้น การที่มาบอกว่าต้องขอมติจะเอาเรื่องอะไรบรรจุในห้องประชุมใหญ่ไม่เหมือนกัน อยากให้นายเอกราชลองอ่านข้อบังคับ
ทำให้นายเอกราชกล่าวว่า การที่บอกว่าเป็นไปตามอำนาจ แต่ในส่วนของการประชุมคณะกรรมาธิการสามัญ ได้มีการเขียนมาตราที่เชื่อมโยงเอาไว้ว่า ระเบียบใดที่บังคับใช้ในเรื่องของการประชุมก็บังคับใช้เช่นเดียวกันกับคณะกรรมาธิการสามัญ ดังนั้น เรื่องของวิธีการประชุม ถ้าประธานในที่ประชุมคือประธานสภาฯ มีอำนาจในการบรรจุวาระ ประธานคณะกรรมาธิการสามัญก็ควรมีอำนาจในการบรรจุวาระพิจารณาเช่นกัน เมื่อประธานยืนยันแบบนี้ตนก็ไม่ติดใจ แต่อาจจะเห็นกันคนละมุมในเรื่องของกฎหมาย ในเมื่อมีแนวทางการดำเนินงานว่าอยากจะให้กรรมาธิการสามัญหารือ ตนก็เอาเรื่องเดียวกันมาคุยว่าประธานจะใจกว้างมาคุยว่าสัปดาห์หน้าจะประชุมกันเรื่องอะไร หารือกันได้หรือไม่
ด้านนายธนยศ ทิมสุวรรณ สส. เลย พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นหารือว่า ตนเป็นประธานคณะกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตนได้เข้าร่วมประชุมกับประธานสภาฯ ที่ประชุมร่วมกับประธานคณะกรรมาธิการสามัญทั้ง 35 คณะ สิ่งที่นายเอกราชพูดเป็นข้อบังคับข้อที่ 93 ที่ระบุว่า การประชุมกรรมาธิการให้นำข้อบังคับนี้เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการประชุมมาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งในหมวดที่ 5 ในส่วนของกรรมาธิการ มีข้อบังคับที่ 90 ที่บอกหน้าที่และอำนาจกรรมาธิการอยู่ทุกคณะ ทั้ง 35 คณะ และในวรรคที่ 4 ระบุว่าเมื่อคณะกรรมาธิการสามัญจะกระทำกิจการพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง ข้อศึกษาเรื่องใด ๆ ให้คณะกรรมาธิการรายงานให้ประธานสภาฯ ทราบ ในการกระทำกิจการเพื่อสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ต้องไม่เป็นเรื่องซ้ำซ้อน ซึ่งอำนาจของประธานกรรมาธิการและอำนาจของประธานสภาฯ แตกต่างกัน ประธานสภาฯ ใช้อำนาจในข้อบังคับข้อที่ 22 ในการบรรจุระเบียบวาระ และในข้อ 22 นั้นไม่ได้อนุโลมให้ทางประธานกรรมาธิการนำไปใช้ในลักษณะนั้น ซึ่งเป็นการตอบชี้แจงข้อหารือของนายเอกราช อย่างไรก็ตาม เราดำเนินการตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมสภาฯ ทุกอย่าง
นายเอกราชขอใช้สิทธิชี้แจงว่า การที่นายธนยศอ้างระเบียบข้อที่ 93 ที่ระบุว่านำข้อบังคับเฉพาะการประชุม ซึ่งการประชุมในที่นี้คือหมวด 4 หน้าที่ 5 เขียนไว้ว่า นำมาบังคับโดยอนุโลม ในขณะเดียวกันไม่ได้บอกว่าห้ามนำเอามาบังคับ ถ้าอ้างว่าประธานสามารถมีอำนาจในหมวด 4 เรื่องการประชุมได้จึงคิดว่าประธานกรรมาธิการสามัญก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันตามข้อ 93 และไม่ได้เถียงกันเรื่องขอบข่ายอำนาจ ถ้ามีปัญหาเรื่องความซ้ำซ้อนการทำงานเรื่องขอบข่ายอำนาจก็ว่ากันไป ส่วนนี้ตนพูดเรื่องการบรรจุวาระว่าสภาใหญ่ตอนนี้ ถ้าประธานจะบรรจุวาระต้องทำกรรมาธิการสามัญหรือไม่ คือการหารือกันก่อน อ่านข้อ 93 ให้ดี ๆ เขาบอกให้นำเฉพาะที่เกี่ยวกับการประชุมในที่นี้ว่าด้วยหมวด 4 การประชุมทั้งหมด
ด้าน น.ส. มัลลิกา กล่าวว่า เข้าใจได้ในสิ่งที่นายเอกราชจะสื่อสารว่าอำนาจของประธานสภาฯ กับอำนาจของประธานกรรมาธิการนั้นเหมือนกัน แต่จริง ๆ แล้วในบางกรณีอนุโลมใช้ได้ ซึ่งเมื่อไปดูระเบียบวาระของห้องใหญ่กับคณะกรรมาธิการจะไม่เหมือนกัน อย่างระเบียบของกรรมาธิการจะมีเรื่องที่หนึ่งประธานแจ้งให้ทราบ และจะมีเรื่องที่สอง เมื่อเรื่องที่สามก็จะเป็นเรื่องพิจารณา เรื่องที่สี่คือเรื่องอื่น ๆ ซึ่งตรงนี้ของคณะกรรมาธิการ จะมีการพูดคุยกันว่าในสัปดาห์หน้าจะพูดเรื่องอะไร ซึ่งส่วนนี้จะมีความเห็นพ้องต้องกันอาจจะไม่ต้องมีการลงมติ เพราะที่ผ่านมาจุดเด่นของคณะกรรมาธิการคือการไม่มีสีเสื้อ จะไม่มีการแบ่งฝ่ายเพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาเรื่องของคณะกรรมาธิการเลย เพิ่งมีปัญหาในสมัยนี้ ฉะนั้น ค่อย ๆ คุยกัน แต่ถ้าทุกคนรู้จักหน้าที่ของตัวเองจะไม่มีปัญหาเลย ในส่วนของห้องใหญ่ประธานจะใช้อำนาจบรรจุเองได้เฉพาะเรื่องที่แจ้งเท่านั้น ส่วนวาระอื่น ๆ ประธานก็อนุญาตตามรัฐธรรมนูญ ข้อกฎหมายหรือข้อบังคับกำหนดซึ่งมีหลักเกณฑ์ ไม่ใช่อยู่ดี ๆ ประธานจะบรรจุได้ ซึ่งประธานคณะกรรมาธิการไปดูในบทบัญญัติจะไม่มีคำว่าประธาน ประธานก็คือกรรมาธิการคนหนึ่ง ฉะนั้น การทำงานต้องอะลุ้มอล่วยกัน ค่อย ๆ ทำใจเย็น ๆ สองสามวันมานี้มีแต่ประเด็นนี้ตลอด
ด้านนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า ตนเองพยายามจะหาทางออกและไม่ได้อยากจะถกเถียง และอยากสะท้อน เมื่อมีแนวทางออกมาแล้ว และไม่ทราบด้วยซ้ำว่าเอกสารฉบับนั้นเป็นแนวทางหรือระเบียบ หรืออะไร แต่ปรากฏลายเซ็นของนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ และ น.ส. มัลลิกา อยู่ที่หน้าปก ในหนังสือที่เวียนให้กับคณะกรรมาธิการทั้ง 35 คณะ และบรรจุเป็นเรื่องเพื่อทราบของกรรมาธิการทุกคณะในสัปดาห์นี้ เมื่อมีหนังสือนี้ออกมา ตนเองไม่ถกเถียงเรื่องเนื้อหา แต่ในทางปฏิบัติทำให้เจ้าหน้าที่ค่อนข้างกังวล และพยายามจะให้กรรมาธิการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด อย่างเมื่อวานนี้วาระที่สี่อยู่ท้าย ตนเองเข้าใจว่ากรรมาธิการหลายคนจะมีภารกิจหรืออาจจะต้องลงมติ ในบางครั้งวาระที่สี่ บางทีอาจจะมีกรรมาธิการอยู่เหลือไม่กี่คน แต่หากเจ้าหน้าที่ปฏิบัติโดยเคร่งครัดต้องมีการขอมติ แปลว่าต้องมีเกิน 8 คนขึ้นไป เมื่อวานคณะกรรมาธิการของตนเองเหลือ 8 คนพอดี ตนเองยังถามประธานเลยว่าถ้าตนเองเดินออกไปจะนัดประชุมกันอย่างไร และถ้าเจ้าหน้าที่บอกว่าจำเป็นต้องลงมติ แปลว่าประธานนัดประชุมไม่ได้ บรรจุวาระไม่ได้ แล้วครั้งหน้าจะนัดประชุมอย่างไร ถ้าเราไม่ได้ใช้ข้อบังคับในหมวด 4 โดยอนุโลม ก็จะเกิดปัญหาในทางปฏิบัติแบบนี้ขึ้น
ด้าน น.ส. มัลลิกา กล่าวว่า ที่ผ่านมาในวาระอื่น ๆ ไม่มีปัญหา ไม่เคยใช้มติ และไม่เคยลงมติเลยในคณะกรรมาธิการ ถึงบอกว่ามีรอบนี้ และคณะที่มีปัญหาก็รู้อยู่ว่าเป็นคณะอะไร ดังนั้น จะมีการปรึกษาหารือกับ ผบ. คือคณะอื่นที่ไม่มีปัญหา ไม่ต้องลงมติ แต่ก็ต้องรู้กันเองเพราะก่อนหน้านี้มีการปรึกษากันนอกรอบอยู่แล้ว เช่น เรื่องมูลนิธิที่หลายคณะจะนำมาศึกษาหาข้อมูลว่า เป็นไปได้โปร่งใสแค่ไหน ซึ่งนอกเหนือจากที่จะมาพิจารณาว่า จะเอาเข้ามาสัปดาห์หน้าแล้ว วันนี้ต้องแจ้งสมาชิกว่าที่ต้องดูให้ชัดคือเรื่องของการซ้ำซ้อนที่เกี่ยวข้องกัน และได้แจ้ง ผบ. ทุกคณะไปแล้วว่าภายในวันศุกร์เย็น ต้องแจ้งออกมาแล้วว่ามีคณะไหนซ้ำซ้อนกันหรือเกี่ยวข้องกันหรือไม่ตรงหน้าที่ และในวันจันทร์เช้าจะมีการประชุมของประธานที่เกี่ยวข้องและซ้ำซ้อนกัน โดยใช้อิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ เพื่อให้คณะกรรมาธิการทุกคณะราบรื่นมากที่สุด
จากนั้นเป็นการพิจารณารับทราบรายงานการสร้างระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2567 ทำให้นายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ สส. นนทบุรี พรรคประชาชน ขอนับองค์ประชุม โดยมีผู้รับรองถูกต้อง ทั้งนี้ นายธนยศลุกขึ้นกล่าวว่า ขอให้ประธานช่วยดำเนินการตามที่สมาชิกเสนอญัตติ ทางตนก็พร้อม ถ้ามีการหารือกันและถ้าไม่ถูกใจหรืออะไรก็ตาม ตามที่ประธานได้ชี้แจงไปแล้ว และอยากใช้วิธีการดำเนินการประชุมด้วยการนับองค์ประชุม ทางพรรคภูมิใจไทยก็ยินดี
ทำให้ น.ส. มัลลิกา ได้ถามนายนนท์ว่า ไม่เปลี่ยนใจนะ ซึ่งนายนนท์ได้ยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับผู้ชี้แจงเมื่อสักครู่ เพราะทุกวันพฤหัสฯ เราจะเห็นแต่เก้าอี้กับผู้ชี้แจง ตนเองไม่อยากเห็นสภาพสภาของเราเป็นลักษณะนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ขอยืนยันนับองค์ประชุม
น.ส. มัลลิกา จึงกล่าวถึงว่า อีกหน่อยวันพุธ-พฤหัสฯ ไม่ต้องมีการประชุมกรรมาธิการ จะได้เข้ามาอยู่ในห้องประชุมให้เต็มหมด แล้วไปประชุมกรรมาธิการในวันจันทร์-วันศุกร์
ทั้งนี้หลังรอสมาชิกนับองค์ประชุมพักใหญ่ ทำให้นายธนยศกล่าวขึ้นว่า ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ ก็จะมีการประชุมกรรมาธิการทุกคณะ ที่มีการพิจารณากฎหมาย และความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งทุกคนก็อยู่ในสภานี้ ประชาชนและผู้ติดตามที่อยู่ทางบ้านก็จะได้เห็นว่าทุกคณะที่ประชุมอยู่ต้องหยุดเพียงเพราะว่ามีสมาชิกบางท่านต้องการเสนอนับองค์ประชุม
ทำให้การประท้วงเกิดขึ้น โดย สส. พรรคประชาชนว่าการนับองค์ประชุมถือเป็นเอกสิทธิ และจะไม่ฟังเรื่องของหลักประกันสุขภาพเพื่อไปบอกประชาชนหรือ
ทั้งนี้ นายปกรณ์วุฒิกล่าวขึ้นมา เมื่อดูตัวเลขแล้ว สส. ฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้านก็อยู่กันเยอะพอสมควร และวันนี้ก็มีรายงานที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน และหน่วยงานก็มาแล้ว ตนก็ขอให้ช่วยกัน ถือว่าวันนี้เราไปได้ด้วยดี เห็นไปในแนวทางเดียวกัน ก็ให้แสดงตนและไปกันต่อ
ทำให้นายยุพราช บัวอินทร์ สส. เพชรบูรณ์ พรรคภูมิใจไทยลุกขึ้นกล่าวว่านี่คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่ใครนึกจะเสนอแล้วชักเข้าชักออกได้ ก่อนหน้านี้ตนเองและเพื่อนสมาชิกก็ประชุมกรรมาธิการอยู่ การทำอย่างนี้ไม่ใช่เรื่อง
แต่นายปกรณ์วุฒิลุกขึ้นสวนว่า กำลังไปกันได้ด้วยดี ไม่อยากให้มีการลุกขึ้นมาพูดทำให้บรรยากาศไม่ดี เราช่วย ๆ กันดีกว่า ทำให้มีเสียงโห่จาก สส. ในห้องประชุม
น.ส. มัลลิกา จึงวินิจฉัยว่า ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลเข้าใจได้ว่าการนับองค์ประชุมเป็นเอกสิทธิของ สส. อยู่แล้ว และวิธีการก็ถือว่าเป็นเทคนิคอย่างหนึ่ง ตนเข้าใจได้ว่า สส. มีการประชุมกับกรรมาธิการ แต่ถ้าคุณมั่นใจก็ไม่ต้องกลัว เดี๋ยวอีก 10 นาทีเขานับองค์ประชุมอีกก็เป็นสิทธิของเขา เพราะฉะนั้นขอให้ทุกพรรคเตรียมความพร้อมการนับองค์ประชุมเกิดขึ้นได้ทุกวินาที ไม่มีใครว่าใครได้ ทุกคนให้เตรียมความพร้อมไว้
สุดท้ายองค์ประชุมครบด้วย 297 เสียง ถือว่าครบองค์ประชุม จากนั้นจึงเข้าสู่วาระต่อไป















