‘โสภณ’ ท้า ‘อภิสิทธิ์’ อย่าพูดเอาหล่อถ้าเห็นว่าทำผิดรัฐธรรมนูญก็ร้องมา
‘โสภณ’ สวนฝ่ายค้านดิสเครดิตกล่าวหาเป็นขี้ข้ารัฐบาลทำสภาฯ ตกต่ำ เตือนอย่าคิดว่าดีอยู่ฝ่ายเดียว ท้า ‘อภิสิทธิ์’ อย่าพูดเอาหล่อถ้าเห็นว่าทำผิดรัฐธรรมนูญก็ร้องมา
วันนี้ (3 พ.ย. 69) นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีถูกวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ประธานสภาฯ ที่มุ่งช่วยเหลือฝ่ายรัฐบาลว่าตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานสภาฯ ตนเองเห็นการวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายค้านในแง่ลบมาตลอด เข้าใจว่าเป็นบทบาทของฝ่ายค้านแต่ข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นแทบไม่มีข้อเท็จจริงเป็นเพียงการใช้วาทกรรมต่าง ๆ เพื่อดิสเครดิตการทำงานของตนเองในการบริหารงานของสภาเป็นการทำการเมืองด้วยวาทกรรมเพื่อความสะใจ
เมื่อถามถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ถูกฝ่ายค้านมองว่าเป็นการยื้อเวลาออกไปนั้นนายโสภณกล่าวว่าตนเองชี้แจงหลายครั้งแล้วว่าฝ่ายค้านเป็นฝ่ายที่เจรจาไม่ลงตัวก่อนจะขึ้นมาพบตนเองทั้งที่วันนั้นตนเองมีภารกิจสำคัญต้องไปดำเนินการแต่ตนเองเห็นความสำคัญของฝ่ายค้านเมื่อฝ่ายค้านต้องการเจรจากับตนแล้ววันนั้นมากันครบทุกคนและขอร้องให้ตนเองเป็นตัวกลางเจรจากับรัฐบาลโดยเสนอว่าการอภิปราย 4 วันไม่จำเป็นต้องเป็นสัปดาห์ถัดไปจะเป็นวันใดก็ได้ในเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม ตนเองจึงบอกว่าหากฝ่ายค้านถอยตามเงื่อนไขดังกล่าวตนเองจะช่วยไปเจรจาให้
นายโสภณกล่าวต่อว่าจากนั้นฝ่ายค้านขอให้ตนเองทำหนังสือประสานไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งตนเองก็ดำเนินการตามข้อตกลงที่พูดคุยกันไว้โดยกำหนดเวลาอภิปรายตั้งแต่ 09.00-00.00 น.รวม 4 วันและวันสุดท้ายให้อภิปรายก่อนเที่ยงคืนก่อนลงมติในวันถัดไป สิ่งที่ตนเองบอกว่าผิดหวังและรู้สึกตลกคือวันนั้นฝ่ายค้านขอบคุณและชื่นชมตนเองที่ใช้บารมีประธานสภาฯ เข้ามาช่วยประสานเพื่อให้สภามีศักดิ์ศรีแต่หากตนเองเอนเอียงเข้าข้างรัฐบาลจริงก็สามารถบรรจุวาระในวันที่รัฐบาลพร้อมได้ทันที ฝ่ายค้านจะอภิปรายหรือไม่ก็ไม่เป็นอะไรเพราะเมื่อฝ่ายค้านยื่นญัตติแล้วก็หมายความว่าพร้อมทันทีเนื่องจากปัญหาสำคัญคือการถอนญัตติและปรับเปลี่ยนวันเวลาเป็นเรื่องยากฝ่ายค้านจึงเสนอให้ไปอภิปรายช่วงต้นเดือนธันวาคม
“แต่วันนี้กลับมาพูดว่าผมยื้อเวลาและรับใช้ฝ่ายบริหาร เพียงเรื่องนี้ก็ตลกแล้ว ตนเองเสียใจที่การตกลงกันในระดับผู้ใหญ่กลับถูกนำไปพูดอีกแบบซึ่งไม่ถูกต้องและทำให้การทำงานร่วมกันเป็นไปได้ยากจึงอยากให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันเพราะผมหวังดีต่อสภาและต้องการรักษาภาพลักษณ์ของสภาฯ ในสายตาประชาชน สำหรับกระแสวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของผมในวันนี้ยิ่งทำให้ผิดหวังเพราะมีการใช้ถ้อยคำว่าผมเป็นขี้ข้ารัฐบาลทำให้สภาตกต่ำจำเป็นต้องเล่นการเมืองกันด้วยถ้อยคำเช่นนี้เลยหรือ เป็นใช้วาจาเพื่อความสะใจอย่างเดียวหรือไม่” นายโสภณกล่าว
นายโสภณกล่าวต่อว่ากรณีที่เกิดขึ้นมาจากการร้องเรียนว่าการทำงานของคณะกรรมาธิการซ้ำซ้อนทำให้ข้าราชการต้องทำงานหนักเนื่องจากมีกรรมาธิการทั้งหมด 35 คณะและยังมีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการอีกจำนวนมาก ตนเองเห็นปัญหานี้มาตั้งแต่สมัยเป็นรัฐมนตรีและต้องการให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นที่สำคัญยังมีผู้ร้องเรียนว่าประธานคณะกรรมาธิการใช้อำนาจไม่เป็นไปตามข้อบังคับจึงต้องเรียกประชุมหารือ
เสียงส่วนใหญ่เห็นว่าควรปฏิบัติตามข้อบังคับซึ่งการจะนำเรื่องใดมาพิจารณาต้องสอบถามในที่ประชุมก่อนว่าสัปดาห์ถัดไปจะเชิญใครหรือจะนำเรื่องใดเข้าสู่การพิจารณาเมื่อมีการถกเถียงกันไปมาจึงสรุปว่าเมื่อเสียงส่วนใหญ่เห็นให้ปฏิบัติตามข้อบังคับก็ขอให้ฝ่ายกฎหมายของสภาฯ ไปตรวจสอบแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจนเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพและเกิดความร่วมมือระหว่างฝ่ายต่าง ๆ จากนั้นฝ่ายปฏิบัติจึงได้จัดทำร่างระเบียบเสนอให้ตนเองเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาและตนเองก็เห็นชอบตามที่เลขาธิการสภาฯ เสนอมา
แต่วันนี้กลับมีการกล่าวหาว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการปิดปากและปิดกั้นการตรวจสอบทั้งที่หากต้องการปิดปากฝ่ายค้านจริงแต่ฝ่ายค้านก็ไม่ได้เป็นประธานคณะกรรมาธิการทุกคณะและในสภาฯ ฝ่ายค้านจะเอาอะไรมาชนะหากต้องใช้มติเป็นตัวตัดสินจึงย้ำว่าประชาธิปไตยไม่ได้อยู่ที่มติเพียงอย่างเดียวแต่อยู่ที่การหารือด้วย
วันนี้มีข่าวที่ตนเองรับไม่ได้เพราะตนเองเคยบอกแล้วว่าหากทำผิดก็มีช่องทางดำเนินการหากทำผิดกฎหมายก็ร้องเรียนต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หากทำผิดจริยธรรมก็ร้องตามกระบวนการจริยธรรมเช่นเดียวกับ สส.คนใดทำผิดก็ต้องเข้าสู่ช่องทางดังกล่าวเพราะเราปกครองด้วยระบบนิติรัฐ ใช้ระเบียบและกฎหมายเป็นกรอบบังคับการปฏิบัติงานของทุกฝ่าย เรื่องนี้น่าเสียดายที่มีการพูดเอาดี พูดเอาหล่อเกินเหตุจนทำให้สภาเสียหาย
เมื่อถามว่ามีการเปรียบเทียบว่าการทำงานของสภาฯ ยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ยังไม่เป็นเช่นนี้นายโสภณกล่าวว่าอยากให้สภาฯ อยู่ในสายตาประชาชนแต่ต้องถามกลับว่าเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นนั้นใครเป็นผู้สร้างเหตุให้เกิดความวุ่นวายเพราะไม่เคารพกติกาหรือไม่และเป็นฝ่ายใดที่ไม่เคารพกติกา
นายโสภณกล่าวต่อว่าหากกล่าวหาว่าตนเองไม่เคารพกติกาก็มีช่องทางดำเนินการกับตนเองได้ขณะเดียวกันในฐานะประธานสภาเมื่อมีผู้ไม่เคารพกติกาก็ตนเองก็ต้องออกกติกาส่วนใครจะฝ่าฝืนก็มีช่องทางดำเนินการตามกฎหมายเช่นกัน เรื่องนี้ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินฉะนั้นจึงอยากให้แยกระหว่างวาทกรรมที่ใช้หาแสงกับการกระทำที่เป็นข้อเท็จจริงโดยสื่อมวลชนถือเป็นเครื่องมือสำคัญว่าจะเลือกนำเสนอข้อเท็จจริงหรือเลือกนำเสนอความสะใจจากความไม่ชอบส่วนตัว
”หากผมทำผิดก็มีช่องทางดำเนินการแต่อย่ามาด่าหรือกล่าวหากันด้วยถ้อยคำเช่นนี้หากมีการกล่าวหาในลักษณะดังกล่าวผมก็มีช่องทางดำเนินการเช่นกันใครทำผิดจริยธรรมก็ต้องเข้าสู่กระบวนการจริยธรรมหากเป็นความผิดจริยธรรมไม่ร้ายแรงก็เข้าสู่กระบวนการในสภาฯ แต่หากเป็นความผิดร้ายแรงก็เข้าสู่กระบวนการของ ป.ป.ช.เท่านั้น“ นายโสภณกล่าว
นายโสภณกล่าวว่าวันนี้ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตและต้องผลักดันบ้านเมืองให้เดินหน้าแต่กลับมีความพยายามเติมฟืนเติมไฟสร้างสังคมแห่งความเกลียดชังแทนที่จะสร้างสังคมแห่งความสงบสุขบางครั้งนำคำพูดที่ไม่เป็นความจริงไปเผยแพร่ตัดประเด็นเพียงบางส่วนแล้วนำไปกล่าวหาผู้อื่นซึ่งในชีวิตตนเองไม่เคยทำและเป็นคนตรงไปตรงมา
“ผมผิดหวังกับการทำงานของฝ่ายค้านที่ใช้วาทกรรม ใส่ร้ายป้ายสีและกล่าวหาโดยไม่อยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงโดยเฉพาะการกล่าวหาว่าผมเป็นขี้ข้ารัฐบาลอยากถามว่าเป็นขี้ข้าตรงไหนถือเป็นคำกล่าวหาที่รุนแรงเกินไป” นายโสภณกล่าว
เมื่อถามว่าจะสร้างความเข้าใจให้ประชาชนที่อาจเข้าใจผิดจากการรับฟังข้อมูลของฝ่ายค้านอย่างไรนายโสภณกล่าวว่าเรื่องนี้อยู่ที่สื่อมวลชนซึ่งแต่ละสื่อก็เลือกข้างกันแล้วและอยู่ที่การพิสูจน์ซึ่งวันนั้นฝ่ายค้านเป็นฝ่ายมาขอให้ตนเองไปต่อรองและเมื่อตนเองช่วยต่อรองให้กลับกล่าวหาว่ารับใช้รัฐบาล ยื้อการอภิปรายและใช้วิชามารทั้งที่ตนเองไม่เคยคิดจะใช้วิชามารเพื่อขัดขวางการอภิปรายเลยแต่เมื่อฝ่ายค้านตกลงกันไม่ได้แต่ตนเองอุตส่าห์นำข้อตกลงจากการเจรจาไปหารือกับฝ่ายบริหารแล้วส่วนสื่อจะนำเสนออย่างไรก็ขึ้นอยู่กับการเลือกข้าง ชอบฝ่ายไหนก็เชียร์ฝ่ายนั้นแต่ตนเองไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านี้เพราะสิ่งที่สนใจคือประชาชน
“ผมผิดหวังมานานแล้วและถูกด้อยค่าจากคำพูดของฝ่ายค้านมาโดยตลอดโดยมีคำพูดของฝ่ายค้านคนหนึ่งที่ผมเก็บเป็นความลับหลังถูกกล่าวหาด้วยถ้อยคำรุนแรงต่อหน้าต่อตาหากนำมาพูดก็จะเกิดความเสียหายอย่างมากจึงอยากเตือนว่าอย่าดูถูกคนอื่นอย่าคิดว่าตัวเองเก่ง ถูกต้องและดีอยู่ฝ่ายเดียวขณะที่คนอื่นเป็นคนไม่ดีทั้งหมด”
นายโสภณกล่าวต่อว่าการจะเป็นคนดีหรือไม่ดีไม่ได้ตัดสินกันด้วยคำพูดแต่ต้องดูที่การกระทำตนเองพร้อมให้พิสูจน์การทำงานว่ารักบ้านเมือง รักประชาชนและรักประเทศชาติอย่างไร ตนเองทำงานมาจนถึงวันนี้โดยไม่มีคดีความผ่านการทำงานในกระทรวงใหญ่ ๆ มาแล้วก็ไม่มีคดีความ ส่วนสื่อจะนำเสนออย่างไรตนเองไม่ได้ใส่ใจเพราะเป็นเรื่องปกติที่คนรักก็ว่าดี คนไม่ชอบก็เห็นเป็นเรื่องธรรมดาแต่หากมีการกล่าวหาในสิ่งที่ไม่เป็นความจริงตนเองก็จะดำเนินการตามช่องทางกฎหมายยืนยันว่าไม่ใช่นักค้าความหรือคนที่ชอบขึ้นโรงขึ้นศาลแต่ครั้งนี้ไม่แน่
เมื่อถามว่าจะฝากอะไรถึงรัฐบาลและฝ่ายค้านหรือไม่เนื่องจากประเทศกำลังมีปัญหามากมายนายโสภณกล่าวว่าไม่ฝากอะไรต่างคนต่างทำหน้าที่ ฝ่ายค้านหรือฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่ตามที่กฎหมายเขียนไว้ก็ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับและกฎหมายใครปฏิบัตินอกเหนือจากหน้าที่ที่กำหนดไว้ก็ถือว่าผิดและมีช่องทางดำเนินการตามกฎหมายแต่ไม่ใช่นำเวทีสภามาสร้างความเกลียดชังให้กับเยาวชนหรือบิดเบือนจนทำให้เมื่อพูดถึงการเมืองมีแต่คำหยาบคาย เหยียดหยามและเสียดสีซึ่งไม่เป็นประโยชน์และถ้อยคำเหล่านี้ไม่สามารถสร้างน้ำหนักให้ประชาชนเชื่อถือได้
เมื่อถามถึงกรณีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่าอาจมีการยื่นร้องเรียนเพราะผิดรัฐธรรมนูญนั้นนายโสภณกล่าวว่าหากตนเองทำผิดรัฐธรรมนูญก็ร้องเรียนมาได้เลยหากทำผิดก็ต้องดำเนินการตามกระบวนการไม่ใช่พูดเอาหล่อ ถึงเวลาเอาจริงกันเสียทีเพราะฝ่ายค้านล้ำเส้นตนเองมาหลายครั้งแล้วแม้แต่ในสภาฯ ตนเองก็เคยพูดว่าอย่ามาบังคับตนเองหากเห็นว่าตนเองทำผิดก็สามารถดำเนินการได้เลย
ส่วนการทำหน้าที่ประธานสภาฯ นั้นตนเองเคยชี้แจงในสภาฯ แล้วถึงข้อกล่าวหาว่าตนเองไม่เป็นกลางยืนยันว่าตนเองไม่สามารถเอนเอียงไปทางฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวาหรือเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เพราะหากพูดหรือทำสิ่งใดให้ถูกใจฝ่ายหนึ่งก็ย่อมทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจเช่นกัน














