CRIME

‘พุทธ อภิวรรณ’ เข้าพบกองปราบฯ หลังบริจาคเงิน 8 แสนบาทให้มูลนิธิ ‘บุ๋ม ปนัดดา’ ย้ำใครทำผิดก็ต้องรับผลแห่งกรรม

‘พุทธ อภิวรรณ’ เข้าพบ พนักงานสอบสวน กองปราบฯ หลังบริจาคเงิน 8 แสนบาทให้มูลนิธิ ‘บุ๋ม ปนัดดา’ ยอมรับคาดไม่ถึง เห็นเส้นทางการเงินผิดปกติ ลั่นไม่โอเคหากเงินบริจาคถูกนำไปซื้อที่ดิน-สร้างพูลวิลลา ย้ำใครทำผิดก็ต้องรับผลแห่งกรรม หนุนทุกมูลนิธิเปิดเผยยอดรับ-จ่ายสร้างความโปร่งใส

วันนี้ (3 พ.ย.69) เวลา 12.40 น.ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายพุทธ อภิวรรณ ผู้ประกาศข่าวชื่อดังเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เพื่อให้ปากคำในฐานะพยานกรณีบริจาคเงินให้มูลนิธิองค์กรทำดีของนางสาวปนัดดา วงศ์ผู้ดีหรือ ‘บุ๋ม ปนัดดา’ โดยภายหลังให้ปากคำนายพุทธเปิดเผยว่าตนเองทยอยโอนเงินบริจาคประมาณ 5 ครั้งตั้งแต่ปี 2568 ครั้งละประมาณ 1-2 แสนบาทรวมเป็นเงินประมาณ 800,000 บาทเพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือสังคมตามที่บุ๋ม ปนัดดาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อเช่นเหตุการณ์น้ำท่วมและภารกิจช่วยเหลือบริเวณชายแดน

นายพุทธยืนยันว่าการเดินทางมาพบตำรวจครั้งนี้เป็นการให้ปากคำในฐานะพยานไม่ได้มาแจ้งความดำเนินคดีหรือมาในฐานะผู้เสียหาย ส่วนเงินบริจาคถูกนำไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่นั้นตนเองไม่ทราบรายละเอียดแต่เห็นว่าบุ๋ม ปนัดดาลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนจริงจึงเกิดความเชื่อมั่นและไม่ได้ตรวจสอบย้อนหลังเพราะเชื่อว่าผู้บริจาคส่วนใหญ่คงไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นและไม่คิดว่าเรื่องราวจะมาถึงจุดนี้

สำหรับประเด็นข่าวเรื่องเส้นทางการเงินที่อาจถูกนำไปซื้อที่ดิน สร้างพูลวิลลาหรือสร้างศาลเจ้ามูลค่ากว่า 10 ล้านบาทนายพุทธมองว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจน่าจะนำยอดเงินบริจาคในช่วงรอยต่อปี 2568-2569 ไปเปรียบเทียบกับเส้นทางการเงินของมูลนิธิฯ เพื่อหาความสัมพันธ์กันพร้อมยอมรับว่าในฐานะผู้บริจาคย่อมรู้สึกไม่โอเคหากเงินที่ตั้งใจช่วยเหลือประชาชนกลับถูกนำไปสร้างพูลวิลลา ซื้อที่ดินหรือสร้างศาลเจ้า

ขณะที่นายนิติธร แก้วโตหรือ ‘ทนายเจมส์’ ทนายความอธิบายเพิ่มเติมว่าคดีนี้เป็นคดีอาญาแผ่นดินเมื่อมีการแจ้งความพนักงานสอบสวนจึงต้องสอบปากคำผู้เสียหายและรวบรวมพยานหลักฐาน การที่นายพุทธมาให้การก็เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงว่าเห็นข่าวจากสื่อและมีการโอนเงินบริจาคจริงเพื่อนำไปประกอบในสำนวนคดี

นอกจากนี้นายพุทธยังแสดงความคิดเห็นส่วนตัวว่ารู้สึกคาดไม่ถึงกับเรื่องที่เกิดขึ้นแม้อีกมุมหนึ่งจะเชื่อว่าบุ๋ม ปนัดดายังคงยืนยันในความบริสุทธิ์ของตนเองแต่ในฐานะคนทำข่าวที่ได้ตรวจสอบสลิปและรายการเดินบัญชีก็ยอมรับว่าเห็นความผิดปกติและความแปลกของเส้นทางการเงินที่มีการโอนไปยังคนรอบข้างซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยหลายอย่าง

ส่วนกรณีที่บุ๋ม ปนัดดาระบุว่าจะหาเงินส่วนตัวมาคืนมูลนิธิฯ นั้นนายพุทธมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของบุ๋มแต่ในทางกฎหมายหากเรื่องไปถึงสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยึดทรัพย์ตามขั้นตอน

นายพุทธระบุว่าต้องการให้ตำรวจทำเรื่องนี้ให้เกิดความกระจ่าง โปร่งใสและตรวจสอบได้ซึ่งไม่ใช่แค่ความต้องการของตนเองแต่เป็นสิ่งที่สังคมอยากเห็นจากทุกมูลนิธิโดยมองว่ากรณีนี้ควรเป็นจุดเริ่มต้นให้มูลนิธิต่าง ๆ ออกมาเปิดเผยยอดรับ-จ่ายเงินอย่างชัดเจนเพื่อให้เกิดความโปร่งใส

ทั้งนี้การตัดสินใจบริจาคเงินในอนาคตคงไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อตนเองเพราะถือว่าทำบุญช่วยเหลือไปแล้วและไม่ได้ติดใจ ส่วนใครทำผิดก็ต้องรับผลแห่งกรรมไป

สำหรับประเด็นการนำเงินบริจาคไปลดหย่อนภาษีนายพุทธยืนยันว่าไม่เคยนำยอดเงินบริจาคดังกล่าวไปลดหย่อนภาษีเนื่องจากตั้งใจบริจาคด้วยเงินส่วนตัวและเพิ่งมาทราบภายหลังว่ายอดดังกล่าวไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้

เมื่อย้อนถึงจุดเริ่มต้นนายพุทธเล่าว่าเห็นการเปิดรับบริจาคผ่านสื่อประกอบกับเคยรู้จักและพูดคุยกับบุ๋ม ปนัดดามาก่อนจึงเชื่อมั่นในเจตนาที่ดีและโอนเงินช่วยเหลือทันทีโดยไม่ได้โทรศัพท์ไปพูดคุยเรื่องจำนวนเงินล่วงหน้าแต่มารู้จักและได้พูดคุยกันหลังเกิดเรื่องขึ้นรวมถึงก่อนหน้านี้บุ๋มเคยโทรศัพท์มาเล่าปัญหาชีวิตส่วนตัวให้ฟังก่อนที่เรื่องจะกลายเป็นข่าวใหญ่

นายพุทธระบุว่าการให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนในวันนี้เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วพร้อมกล่าวถึงการบริจาคให้มูลนิธิอื่น ๆ ว่าที่ผ่านมาตนเองก็เคยเดินทางไปให้ปากคำกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) มาแล้วเช่นกัน

Related Posts

Send this to a friend