CRIME

‘ออยศรี’ เข้าให้ปากคำเพิ่มเติม บก.ปอศ. ยันเดินหน้าพิสูจน์ข้อเท็จจริง

‘ออยศรี’ เข้าให้ปากคำเพิ่มเติม บก.ปอศ. เผยผู้เสียหายบางส่วนเริ่มหวาดกลัว หลังถูกสื่อขุดข้อมูลส่วนตัวถึงที่ทำงาน หวั่นกระทบครอบครัว ยืนยันเดินหน้าพิสูจน์ข้อเท็จจริง ไม่ปกป้องหรือมุ่งเอาผิด ‘บุ๋ม ปนัดดา’ ชี้กรณี ‘ก๊อต อธิป’ รับผิดเพียงคนเดียวเป็นไปได้ยาก เหตุการใช้เงินองค์กรต้องมีเอกสารและกระบวนการตรวจสอบ

วันนี้ (3 พ.ย. 69) เวลา 12.00 น. นางสาวบุญยนุช แสงศรี หรือ ‘ออยศรี’ เจ้าของบริษัทที่ปรึกษากฎหมายออยศรีและผองเผือก จำกัด พร้อมด้วยนายธนาคาร น้อยพิทักษ์ กรรมการฝ่ายกฎหมาย เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติม ทั้งในส่วนของผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายและนำพยานหลักฐานเพิ่มเติมมามอบให้เจ้าหน้าที่

นางสาวบุญยนุชกล่าวว่า วันนี้เดินทางมาเพียงคนเดียว เนื่องจากผู้เสียหายบางส่วนเริ่มมีความหวาดกลัว หลังมีสื่อบางส่วนลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ทำงานของตนเอง โดยผู้เสียหายรู้สึกกังวลว่าจะมีการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชีวิตและครอบครัว ทั้งที่เป็นเพียงผู้บริจาคเงินให้กับมูลนิธิเท่านั้น ส่วนกรณีของตนเองไม่ได้มีอะไรผิดปกติ เป็นเพียงการเช่าสถานที่เพื่อทำงาน แต่ต้องการให้สื่อระมัดระวังในการนำเสนอข่าว เพราะขณะนี้มีผู้เสียหายหลายคนรู้สึกกังวลกับการติดตามข้อมูลส่วนตัวที่ลงลึกมากเกินไป

ทั้งนี้ ตนเองเป็นเอกชนและสามารถดูแลตัวเองได้ การโทรศัพท์ไปตรวจสอบยืนยันว่าเช่าสถานที่ตั้งแต่เมื่อใด เช่าเดือนละเท่าไร ไม่ใช่เรื่องที่ตนเองได้รับผลกระทบ แต่สิ่งเหล่านี้อาจทำให้ผู้เสียหายคนอื่น ๆ ซึ่งมีทั้งบุคคลที่มีชื่อเสียงและประชาชนทั่วไป เกิดความหวาดกลัวว่าชีวิตและครอบครัวจะถูกคุกคามไปด้วยหรือไม่

เมื่อถามว่าผู้เสียหายมีโอกาสถอนตัวจากการดำเนินการหรือไม่ นางสาวบุญยนุชกล่าวว่า มีการพูดคุยกันบ้าง โดยบางคนไม่กล้าเดินทางมาแล้ว เนื่องจากรู้สึกกังวลกับการนำเสนอข่าว ซึ่งต้องขอบคุณสื่อที่ช่วยกันนำเสนอเรื่องนี้ แต่ขอให้ระมัดระวังการตรวจสอบข้อมูลส่วนตัวที่ลึกเกินไป หากต้องการตรวจสอบข้อมูลของตนเองก็สามารถสอบถามหรือขอดูสัญญาเช่าได้ ไม่ควรใช้วิธีที่ทำให้ผู้ถูกตรวจสอบรู้สึกเหมือนมีการแอบทำหรือซ่อนอะไรบางอย่าง เพราะจะยิ่งทำให้บุคคลอื่นตกใจและหวาดกลัว

ส่วนจำนวนผู้เสียหายที่อาจถอนตัว รวมถึงจำนวนผู้เสียหายและยอดเงินที่โอนในแต่ละครั้ง ขอให้เป็นเรื่องในกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากผู้เสียหายบางคนมีชื่อเสียงและกังวลว่าการให้ข้อมูลอาจส่งผลกระทบต่อรูปคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

กรณีที่นางสาวปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ ‘บุ๋ม ปนัดดา’ ให้สัมภาษณ์ว่าพร้อมนำทรัพย์สินกลับคืนสู่องค์กรให้ได้มากที่สุด นางสาวบุญยนุชกล่าวว่า ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะก่อนหน้านี้พี่บุ๋มพูดอยู่เสมอว่าเงินอยู่ครบทุกบาททุกสตางค์เพื่อประชาชน แต่ขณะนี้ยอมรับแล้วว่ามีเงินออกไปจากองค์กร และพร้อมนำเงินกลับมาคืน ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่ดีมาก และต้องขอบคุณพี่บุ๋ม เมื่อทราบแล้วว่าเงินออกไปจากองค์กรและเกิดความผิดพลาด ขั้นตอนต่อจากนี้ว่าจะมีความผิดทางอาญาหรือทางแพ่งหรือไม่ ก็ต้องต่อสู้กันไปตามกระบวนการยุติธรรม

เมื่อถามว่าการเดินทางมาวันนี้ต้องการพบกับบุ๋มเป็นการส่วนตัวหรือไม่ นางสาวบุญยนุชกล่าวว่า ไม่ได้ต้องการพบเป็นพิเศษ แต่หากเจอกันก็สามารถยกมือไหว้ได้ เพราะตราบใดที่ยังไม่มีการพิสูจน์ว่าพี่บุ๋มมีความผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็ยังยินดีที่จะยกมือไหว้และเรียกว่าพี่บุ๋มเหมือนเดิม เพียงแต่วันนี้ตนเองเดินทางไปอีกสถานที่หนึ่งก่อนมาที่นี่ จึงไม่ได้พบกัน

ส่วนกรณีที่นางสาวปนัดดาเดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดี นางสาวบุญยนุชมองว่าเมื่อพิจารณาจากลำดับเหตุการณ์ก็เข้าใจได้ว่าทำไมจึงเกิดคำถามดังกล่าว เนื่องจากพี่บุ๋มเงียบไปหลายวัน ก่อนจะมีข่าวว่าได้ไปพบกับสามีของพี่บุ๋ม และมีการโฟนอินเข้ารายการโหนกระแสเมื่อวานนี้ ก่อนที่วันนี้พี่บุ๋มจะเดินทางมาแจ้งความ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สื่อและประชาชนจะตั้งข้อสงสัยหรือแสดงความคิดเห็น

“อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พี่บุ๋มทำถือเป็นก้าวแรกที่ดีที่สุด คือการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และอยากให้มองว่าพี่บุ๋มเองก็ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองเช่นกัน สุดท้ายแล้วจะบริสุทธิ์หรือไม่ก็ต้องไปดูที่ปลายทาง” นางสาวบุญยนุชกล่าว

ส่วนกรณีที่นายก๊อต อธิป ออกมารับผิดเพียงคนเดียว นางสาวบุญยนุชกล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าเป็นไปได้ยาก เพราะการโอนเงินโดยไม่รู้ว่าเงินถูกนำไปใช้ที่ใด หรือใช้ทำอะไร เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากสำหรับการดูแลองค์กรในระดับนี้ เนื่องจากข้อตกลงในการก่อสร้างแต่ละอย่างน่าจะมีกระบวนการหลายขั้นตอน ทั้งหนังสือ เอกสาร สัญญา การติดตามงาน และใบเสร็จรับเงินในแต่ละครั้ง หากขาดเอกสารและหลักฐานเหล่านี้ทั้งหมด ก็เป็นเรื่องยากที่จะอธิบายได้เพียงว่า ก๊อตออกมาบอกว่าพี่บุ๋มไม่เกี่ยวข้องและตนเองเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะเรื่องดังกล่าวยังต้องมีการสืบสวนต่อไป ไม่ได้จบลงเพียงแค่การที่ใครคนหนึ่งออกมารับผิดแทน

เมื่อถามว่ายังมีข้อเคลือบแคลงสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่ นางสาวบุญยนุชกล่าวว่า แน่นอนว่าตนเองยังมีข้อสงสัยอยู่เสมอ จนกว่าข้อพิพาททั้งหมดจะยุติและศาลมีคำพิพากษา เนื่องจากยังไม่ได้เห็นข้อมูลทุกด้าน ไม่รู้ว่าบุ๋มหรือก๊อตมีข้อมูลอะไรอยู่บ้าง ในมุมของผู้เสียหายก็มีข้อสงสัยของตัวเอง ขณะที่บุ๋มก็มีมุมของบุ๋ม และประชาชนแต่ละคนก็มีความคิดเห็นแตกต่างกันได้

นางสาวบุญยนุชกล่าวถึงการเดินทางมาให้ปากคำในวันนี้ว่า มีนัดหมายที่จะนำผู้เสียหายมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมอยู่แล้ว รวมถึงมีเอกสารบางส่วนที่จะนำมามอบให้เจ้าหน้าที่ โดยอยากขอให้ทุกคนเข้าใจผู้เสียหายด้วย เนื่องจากการสอบถามถึงยอดเงินหรือจำนวนเงินที่แต่ละคนโอน อาจทำให้ผู้เสียหายรู้สึกไม่สบายใจ เพราะบางคนอาจไม่พร้อมที่จะเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์หรือถูกต่อว่า จึงไม่อยากให้ต้องเปิดเผยรายละเอียดดังกล่าว ขอให้มองเพียงว่าผู้เสียหายได้โอนเงินและใช้สิทธิ์ตามกฎหมายอย่างถูกต้อง ซึ่งทุกคนมีสิทธิ์ดำเนินการและตรวจสอบเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ส่วนวันนี้ตนเองจะไม่ตอบว่ามีผู้เสียหายทั้งหมดกี่คน แต่ยืนยันว่าจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างแน่นอน

เมื่อถามว่าผู้เสียหายโอนเงินในช่วงเวลาใด นางสาวบุญยนุชกล่าวว่า น่าจะเป็นช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 โดยเป็นการช่วยเหลือตามวัตถุประสงค์ที่บุ๋มเคยชี้แจงไว้ ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องน้ำท่วม แต่ประเด็นสำคัญคือเงินที่ออกไปถูกนำไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่มีการชักชวนไว้หรือไม่ ส่วนเอกสารและหลักฐานต่าง ๆ ที่ปรากฏเป็นข่าว ก็ต้องพิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ฟอกเงิน หรือความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ หรือไม่ โดยเอกสารส่วนใหญ่ที่นำมาเพิ่มเติมเป็นเอกสารและหลักฐานของผู้เสียหายเอง

ส่วนกรณีที่มีข่าวว่ากองปราบปรามเรียกชมพู่ อารยา และเบลล่า ราณี เข้ามาให้ข้อมูลและสอบปากคำ นางสาวบุญยนุชกล่าวว่า เห็นข่าวแล้ว หากเจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือจากดาราหรือนักร้องคนใด ก็ต้องขอบคุณที่เดินทางมาให้ข้อมูล เพราะทุกคำให้การจากผู้ที่โอนเงินมาโดยสุจริตจะช่วยประกอบสำนวนได้ว่า แต่ละคนมีเจตนาอย่างไรในการบริจาคเงิน เพื่อนำไปสร้างวิลล่าหรือเพื่อส่งต่อให้กับสามีของบุ๋มหรือไม่ ซึ่งต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงในส่วนนี้ต่อไป

เมื่อถามว่าตนเองเป็นผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับดาราทั้งสองคนแก่ตำรวจหรือไม่ นางสาวบุญยนุชกล่าวว่า ไม่ขอก้าวล่วงและไม่ขอเปิดเผยว่าระหว่างตนเองกับตำรวจมีการให้ข้อมูลอะไรไปบ้าง หรือเจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างไร แต่ยืนยันว่าทุกอย่างที่เข้าไปให้ปากคำกับตำรวจเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏกับตัวเอง รวมถึงข้อมูลที่เห็นจากสื่อ

ส่วนกรณีมีอำนาจหรือบุคคลใดเข้ามากดดันการเคลื่อนไหวหรือไม่ นางสาวบุญยนุชกล่าวว่า ยังไม่มีอำนาจใดเข้ามาห้ามหรือกดดันในลักษณะกดขี่ข่มขู่ แต่เคยเห็นข่าวว่ามีคนเข้ามาติดต่อ ซึ่งยืนยันว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็จะยังเดินหน้ายืนอยู่ตรงนี้และไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว เพราะมั่นใจว่าสิ่งที่ทำไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของมูลนิธิและบุคคลที่เกี่ยวข้อง

“เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของบุ๋มเท่านั้น แต่เป็นการพิสูจน์ว่าการนำเงินของประชาชนที่ทำมาหากินด้วยความเชื่อใจ ไปเป็นตัวแทนในการช่วยเหลือผู้ที่ไม่สามารถลงพื้นที่ได้ด้วยตนเองนั้น มีการนำเงินไปใช้อย่างถูกต้องหรือไม่ รวมถึงตัวเองก็เป็นคนหนึ่งที่เลือกใช้วิธีบริจาคเงิน เพราะไม่สามารถเดินทางไปช่วยเหลือได้ด้วยตัวเองเช่นกัน” นางสาวบุญยนุชกล่าว

เมื่อถามว่ามีการปรับความเข้าใจกับอาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรมหรือยัง นางสาวบุญยนุชกล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นมาจากประเด็นยอดเงินที่มีการพูดถึง โดยรู้สึกว่าเงินจำนวนดังกล่าวมีมูลค่าน้อยและควรให้เกียรติเงินหลักล้าน แต่หากวันนี้เงิน 1,000 บาทไม่สามารถทำอะไรได้ อาจารย์เบียร์ก็คงไม่มีโอกาสมานั่งพูดถึงเรื่องนี้

Related Posts

Send this to a friend