‘ไทยพีบีเอส’ ยันโปร่งใสไร้ทุจริต คาใจ สตง. เร่งตรวจสอบช่วงเสนอแก้กฎหมาย ‘สื่อสาธารณะ’
‘ไทยพีบีเอส’ ยันโปร่งใสไร้ทุจริต คาใจ สตง. เร่งตรวจสอบช่วงเสนอแก้กฎหมาย ‘สื่อสาธารณะ’ จับพิรุธยอดโหวตเห็นด้วยพุ่งสูงผิดสังเกต พร้อมแจงปมค่าตอบแทนพิธีกรดึงคนดังเสริมทีม เปรียบเหมือนค่าตัวดารามีสูงต่ำ
วันนี้ (14 ต.ค. 69) เวลา 14.00 น. ที่องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส มีการจัดแถลงข่าวชี้แจงกรณีการตรวจสอบการใช้งบประมาณของไทยพีบีเอส โดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สืบเนื่องจากกรณีมีเรื่องร้องเรียนภายในองค์กรเมื่อช่วงต้นปี 2569 เกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณไม่เป็นไปตามระเบียบและกฎหมาย ตลอดรอบการตรวจสอบ 6–7 เดือนที่ผ่านมา ซึ่ง สตง. ระบุว่าพบปัญหาด้านประสิทธิภาพการดำเนินงาน การจ้างผลิตรายการที่อาจขัดต่อ พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 รวมถึงการจ่ายค่าตอบแทนที่ไม่มีระเบียบรองรับ
นายพิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. กล่าวขอบคุณ สตง. ที่เปิดแถลงข่าวและเปิดเผยข้อมูล ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นแนวทางปฏิบัติตามปกติหรือไม่ โดยเหตุที่ ส.ส.ท. มีหนังสือร้องเรียนไปยังคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) นั้น เป็นไปตามมาตรฐานทางวิชาชีพและเป็นมาตรฐานเทียบเท่ากับระบบ ISO
สาเหตุที่ต้องยื่นเรื่องต่อ คตง. เนื่องจากมีการปล่อยข้อมูลผลการตรวจสอบออกไปสู่ภายนอกก่อน ซึ่งสร้างความเสียหายต่อองค์กร ทั้งที่กระบวนการตรวจสอบควรมีความเป็นอิสระ ปราศจากการแทรกแซงในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการเมืองหรือกลุ่มทุนใดก็ตาม โดยต้องทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ชี้แจงข้อเท็จจริง และต้องรักษาชั้นความลับของข้อมูล ไม่เปิดเผยสู่สาธารณชนก่อนเวลาอันควร
นายพิเศษกล่าวว่า อยากให้กระบวนการตรวจสอบของ สตง. มีความเป็นมืออาชีพ ทั้งนี้ สตง. มีการตั้งคณะทำงานตรวจสอบ 3 ชุด ซึ่งชุดแรกตรวจสอบตามข้อกฎหมายและขั้นตอนอย่างถูกต้อง พร้อมระบุว่าการประเมินความคุ้มค่าและผลสัมฤทธิ์ของ ส.ส.ท. ส่วนใหญ่บรรลุตามวัตถุประสงค์และผลสัมฤทธิ์ทุกประการ ยกเว้นตัวชี้วัด PSI Rating, โครงการ ‘วันไทยพีบีเอส’ (One Thai PBS) และระบบบริหารจัดการออกอากาศ (BMS)
ขณะที่คณะทำงานชุดที่ 2 และชุดที่ 3 มีการขอเอกสารเพิ่มเติม ซึ่งกระบวนการยังไม่แล้วเสร็จ แต่กลับมีการปิดการตรวจสอบและส่งหนังสือแจ้งผลออกมาเมื่อวันที่ 8 ต.ค. 69 จึงขอตั้งข้อสังเกตว่าการไม่เปิดโอกาสให้ชี้แจงถือเป็นกระบวนการที่ลักลั่นหรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นค่าตอบแทนผู้ร่วมรายการและพิธีกร ที่ระบุตัวเลขความเสียหาย 85 ล้านบาท ซึ่งตามจารีตหรือแบบแผนการทำงานของ สตง. ไม่เคยมีการตั้งโต๊ะแถลงข่าวในลักษณะนี้มาก่อน ทั้งที่กระบวนการประมวลผลและการชี้แจงยังไม่สิ้นสุด
“เราอยากให้ทุกคนเป็นมืออาชีพ เราเองก็อยากเป็นมืออาชีพในการทำหน้าที่สื่อสาธารณะเพื่อนำพาสิ่งดี ๆ ให้แก่สังคม การตรวจสอบมีทั้งแบบ ‘ตรวจขึ้น’ และ ‘ตรวจลง’ ซึ่งการตรวจขึ้นคือตรวจเพื่อให้เกิดการพัฒนา ส่วนการตรวจลงคือตรวจเพื่อมุ่งจับผิด ผมต้องการการตรวจขึ้น เพื่อดูว่าตรงไหนมีความเสี่ยง จะได้ช่วยกันปิดความเสี่ยงและเดินหน้าต่อไปได้” นายพิเศษระบุ
นายพิเศษกล่าวต่อว่า กระบวนการรับฟังของ สตง. ควรมีความรอบด้าน ซึ่งกฎหมายของ สตง. เองก็กำหนดให้รับฟังข้อเท็จจริงตามจารีตประเพณีและแนวปฏิบัติของอุตสาหกรรมนั้น ๆ เนื่องจากสื่อมวลชนไม่ใช่สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป แต่มีแบบแผนการปฏิบัติงานที่แตกต่างกัน ดังนั้น จึงควรเปิดรับฟังอย่างรอบด้านก่อนสรุปความเห็นและส่งหนังสือแจ้งผลกลับมาอย่างเป็นความลับ เพราะ สตง. มีหน้าที่รักษาข้อมูลชั้นความลับ การเปิดเผยข้อมูลออกมาก่อนเช่นนี้ย่อมสร้างความเสียหายอย่างยิ่ง
“เราไม่อยากให้เกิดการเลือกปฏิบัติ ว่าปฏิบัติต่อไทยพีบีเอสอย่างหนึ่ง แต่ปฏิบัติกับองค์กรอื่นอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นอาจทำให้เกิดข้อกังขาในกลุ่มหน่วยรับตรวจอื่น ๆ และทำให้ความน่าเชื่อถือ รวมถึงความมั่นใจที่มีต่อ สตง. ต้องสั่นคลอน”
นายพิเศษกล่าวถึงข้อโต้แย้งเรื่องตัวชี้วัด PSI Rating ว่า ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป คนดูโทรทัศน์น้อยลง แต่ยอดการรับชมผ่านช่องทางออนไลน์กลับเพิ่มสูงขึ้น ภารกิจของไทยพีบีเอสคือการกระจายเนื้อหาไปสู่ประชาชนทุกกลุ่มในมิติเชิงพื้นที่ จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดไปสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น ส่วนโครงการวันไทยพีบีเอสยังอยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งหากประเมินแล้วพบว่าสิ่งใดไม่เหมาะสมก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ การดันทุรังทำต่อไปอาจไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพหรือประสิทธิผลที่แท้จริง
ด้านนายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ชี้แจงกรณีที่ สตง. ระบุว่าระบบจัดเก็บข้อมูลของไทยพีบีเอสมีการแยกส่วนว่า ทางองค์กรไม่ปฏิเสธข้อเท็จจริงนี้ เพราะระบบดังกล่าวถูกใช้งานมาอย่างยาวนาน เมื่อคณะผู้บริหารชุดปัจจุบันเข้ามาจึงเร่งศึกษาและอยู่ระหว่างพัฒนาระบบเทคโนโลยีขนาดใหญ่ 3–4 ระบบ โดยระบบแรกคือระบบ ERP ซึ่งเป็นแกนหลักเชื่อมโยงการทำงานของทุกสำนักเข้าด้วยกัน จากเดิมที่ทำงานแบบแยกส่วน (Silo) ทำให้การบริหารจัดการข้อมูลเป็นไปด้วยความยากลำบากและมีต้นทุนสูง โดยได้ว่าจ้างบริษัท เคพีเอ็มจี (KPMG) ซึ่งเป็นบริษัทตรวจสอบบัญชีชั้นนำระดับโลกเข้ามาศึกษาเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดหาผู้ติดตั้งระบบ คาดว่าจะเริ่มกระบวนการได้ภายในต้นปีหน้า และพร้อมใช้งานอย่างสมบูรณ์ภายใน 2 ปี
“นอกจากนี้ ยังมีระบบวันอาร์ไคฟ์ (One Archive System) เพื่อรวบรวมคลังข้อมูลและเนื้อหาทั้งหมดของไทยพีบีเอสที่เคยแยกส่วน ให้มารวมศูนย์อยู่ในระบบเดียวกัน โดยมีเป้าหมายในอนาคตเพื่อเปิดให้บริการแก่สาธารณะในลักษณะห้องสมุดดิจิทัลที่บุคคลภายนอกสามารถเข้าถึงได้ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาพัฒนาประมาณ 1 ปีครึ่ง รวมถึงกำลังพัฒนาระบบแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ (AI Platform) เพื่อนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในองค์กร ซึ่งสอดคล้องกับข้อสังเกตของ สตง. ที่ระบุว่าระบบที่แยกส่วนอยู่จะต้องรวมศูนย์เป็นระบบเดียวกัน” นายอดิศักดิ์กล่าว
นายพิเศษกล่าวยืนยันเสริมว่า ผลการดำเนินงานร้อยละ 89–90 ของไทยพีบีเอสเป็นไปอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ บรรลุผลสัมฤทธิ์ตามพันธกิจ และเกิดประโยชน์ต่อสังคมและสาธารณะอย่างแท้จริง ส่วนประเด็นที่เป็นข้อบกพร่อง ทางองค์กรก็พร้อมดำเนินการปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของ สตง. ต่อไป
สำหรับประเด็นค่าตอบแทนบุคคลภายนอกที่มาร่วมรายการ ซึ่งเป็นการตรวจสอบย้อนหลังประจำปีงบประมาณ 2566–2568 นั้น นายพิเศษระบุว่า มีทั้งส่วนที่เป็นค่าพาหนะเดินทางจำนวน 1,000–2,000 บาทต่อครั้ง ซึ่งตลอด 3 ปีที่ผ่านมาวิทยากรทุกท่านต่างยินดีและเต็มใจมาร่วมรายการ ทั้งนี้ แม้ สตง. จะมองว่าไม่มีระเบียบรองรับ แต่ขอชี้แจงว่าเรื่องดังกล่าวเป็นอำนาจอนุมัติของผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ที่มอบอำนาจให้ผู้อำนวยการแต่ละสำนักพิจารณาตามความเหมาะสม ยืนยันว่าปฏิบัติตาม พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ และเมื่อไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นและไม่มีการทุจริต องค์กรจึงจำเป็นต้องชี้แจงในประเด็นนี้
“หาก สตง. ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายอย่างครบถ้วน เมื่อสรุปรายงานเสร็จสิ้นแล้ว การเผยแพร่รายงานย่อมเป็นประโยชน์ในการสร้างความโปร่งใส ทั้งต่อหน่วยรับตรวจและต่อสาธารณชน รวมถึงเป็นประโยชน์ให้หน่วยงานอื่น ๆ ได้เรียนรู้กระบวนการ”
นายพิเศษระบุอีกว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างช่วงการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแก้ไขพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 (พ.ร.บ. ไทยพีบีเอส) โดยเฉพาะประเด็นแหล่งที่มาของรายได้จากภาษีสรรพสามิตสินค้าบาป (Sin Tax) ซึ่งถือเป็นหลักประกันสำคัญที่ทำให้สื่อสาธารณะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นอิสระ ปราศจากการแทรกแซงหรือการต่อรองทางการเมือง โดยส่วนตัวมองว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่สามารถแก้ไขโครงสร้างรายได้ดังกล่าวได้ เพราะจะทำให้สูญเสียหลักการสำคัญ และเท่ากับว่าจะไม่มีความเป็นสื่อสาธารณะแบบไทยพีบีเอสอีกต่อไป หากจะแก้ไขในลักษณะนั้นก็จำเป็นต้องยกเลิกกฎหมายเดิมแล้วตรากฎหมายฉบับใหม่ขึ้นมาแทน
“ข้อกังวลที่สังคมตั้งคำถามว่าไทยพีบีเอสจะถูกเปลี่ยนไปเป็นสื่อของรัฐบาลอีกช่องหนึ่งหรือไม่นั้น ถือว่ามีความเป็นไปได้สูงหากมีการแก้ไขกฎหมายในลักษณะนี้ ตลอด 18 ปีที่ผ่านมา มุมมอง เทคโนโลยี และทัศนคติของสังคมเปลี่ยนไป ปัญหาที่เกิดขึ้นเราพร้อมแก้ไข ผู้บริหารพร้อมเข้ามาอุดช่องโหว่และซ่อมแซมส่วนที่บกพร่อง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะต้องรื้อทิ้งทั้งระบบ เพราะหากทำเช่นนั้น สื่อสาธารณะของประเทศนี้ก็คงหมดสิ้นไป”
นายพิเศษจึงตั้งข้อสังเกตว่า การที่ สตง. เปิดโต๊ะแถลงข่าวในเวลานี้ มีความเชื่อมโยงกับกระบวนการแก้ไข พ.ร.บ. ไทยพีบีเอส หรือไม่ เนื่องจากหลังการแถลงข่าวของ สตง. สัดส่วนตัวเลขของผู้ที่ลงคะแนนเห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งที่ภารกิจของไทยพีบีเอสมีอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น ศูนย์สื่อสารภัยพิบัติ ที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงประสานงานแจ้งข้อมูลให้ประชาชนทราบว่าก่อน ระหว่าง และหลังภัยพิบัติ ภาครัฐได้ดำเนินการอย่างไรบ้าง นอกจากนี้ องค์กรยังอยู่ระหว่างพัฒนาแอปพลิเคชันแบบเบ็ดเสร็จ เพื่อมุ่งปฏิรูปและยกระดับสู่การเป็นสถาบันสื่อสาธารณะที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดจากประชาชน
ด้านนายอดิศักดิ์กล่าวเสริมว่า เมื่อปี 2551 องค์กรเริ่มต้นจากการดำเนินงานสถานีโทรทัศน์ แต่ปัจจุบันภารกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่า ขณะที่งบประมาณยังคงถูกตรึงไว้เท่าเดิมที่ปีละ 2,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อคำนวณตามอัตราเงินเฟ้อ มูลค่าที่แท้จริงจะเหลือเพียงประมาณ 1,500 ล้านบาทเท่านั้น ที่ผ่านมาองค์กรไม่เคยทำเรื่องขอจัดสรรงบประมาณเพิ่ม แต่สามารถแบกรับภารกิจที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการบริหารจัดการโครงข่ายโทรทัศน์ระบบดิจิทัลภาคพื้นดิน 63 สถานีหลักทั่วประเทศ มีบุคลากรรวมกว่า 1,300 คน ทำหน้าที่ผลิตคอนเทนต์ที่หลากหลายและดำเนินงานในมิติที่สื่อพาณิชย์ไม่สามารถทำได้เนื่องจากไม่มีผลตอบแทนเชิงกำไร เช่น บริการตรวจสอบข่าวปลอม ‘Thai PBS Verify’, รายการสำหรับเด็กและเยาวชน รวมถึงบริการล่ามภาษามือและคำบรรยายแทนเสียงสำหรับคนพิการ
นายอดิศักดิ์ยังกล่าวถึงประเด็นการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงว่า เดิมทีไทยพีบีเอสเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรายการภายนอกนำเสนอโครงร่างรายการและเข้าสู่กระบวนการคัดสรร ซึ่งเป็นกลไกที่ออกแบบมาเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรายย่อยหรือผู้ผลิตอิสระหน้าใหม่ได้มีพื้นที่ ก่อนที่องค์กรจะร่วมพัฒนาผู้ผลิตที่ผ่านการคัดเลือก เพื่อปรับปรุงรูปแบบรายการให้ตรงตามมาตรฐานและเอกลักษณ์ของไทยพีบีเอส
ทั้งนี้ ในช่วงการแถลงข่าวยังมีการเปิดให้สื่อมวลชนซักถามรายละเอียดเพิ่มเติมในประเด็นต่าง ๆ ติดตามรายงานความคืบหน้าฉบับเต็มได้ทาง The Reporters














